Data for Business

Data for Business

บทความ

Data for Business

National Big Data Platform คืออะไร เกี่ยวข้องกับธุรกิจคุณอย่างไร 
ในยุคที่ “ข้อมูล” กลายเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าไม่ต่างจากเงินทุนหรือบุคลากร การเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ และสามารถเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายแหล่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือปัจจัยสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ  ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่การเป็น Data-Driven Nation โดยมี National Big Data Platform เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างปลอดภัย มีมาตรฐาน และสอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลข้อมูล (Data Governance)  แต่หลายคนอาจสงสัยว่า National Big Data Platform คืออะไร แล้วเกี่ยวข้องกับธุรกิจอย่างไร? บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจ พร้อมยกตัวอย่างการนำข้อมูลไปใช้สร้างโอกาสใหม่ในการแข่งขัน  National Big Data Platform  คืออะไร?  National Big Data Platform คือแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลระดับประเทศ ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการรวบรวม เชื่อมโยง แลกเปลี่ยน และบริหารจัดการข้อมูลจากหลายหน่วยงานภายใต้มาตรฐานเดียวกัน  เป้าหมายสำคัญของแพลตฟอร์มคือ  กล่าวง่าย ๆ คือ National Big Data Platform เปรียบเสมือน “โครงข่ายถนนของข้อมูล” ที่ช่วยให้ข้อมูลจากหลายองค์กรสามารถเดินทางถึงกันได้อย่างเป็นระบบ ภายใต้กฎเกณฑ์ด้านความปลอดภัยและสิทธิในการเข้าถึงข้อมูล  ทำไมประเทศไทยต้องมี National Big Data Platform  ในอดีต ข้อมูลของแต่ละหน่วยงานมักถูกจัดเก็บแยกกัน (Data Silo)  ตัวอย่างเช่น  แม้ข้อมูลเหล่านี้จะมีคุณค่า แต่หากไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้ ก็ยากที่จะสร้างภาพรวมสำหรับการวิเคราะห์เชิงลึก  National Big Data Platform จึงเข้ามาช่วยให้ข้อมูลสามารถเชื่อมโยงกันได้ภายใต้หลัก  ส่งผลให้ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือ พร้อมนำไปใช้ต่อยอดทั้งในระดับนโยบายและระดับธุรกิจ  National Big Data Platform ทำงานอย่างไร  โดยทั่วไป National Big Data Platform ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่  1. Data Integration  เชื่อมโยงข้อมูลจากหลายหน่วยงานเข้าสู่ระบบเดียวกัน โดยไม่จำเป็นต้องย้ายข้อมูลทั้งหมดมาไว้ในที่เดียวเสมอไป  2. Data Catalog  รวบรวมรายละเอียดของชุดข้อมูล (Metadata) เพื่อให้ผู้ใช้งานค้นหาและเข้าใจข้อมูลได้ง่ายขึ้น  3. Data Exchange  สนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านมาตรฐาน API และมาตรฐานข้อมูลกลาง  4. Data Governance  กำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล บทบาทของผู้ใช้งาน และการกำกับดูแลข้อมูลอย่างเป็นระบบ  5. Data Analytics & AI  รองรับการนำข้อมูลไปวิเคราะห์ สร้าง Dashboard พัฒนา Machine Learning และ AI เพื่อสร้างคุณค่าใหม่  National Big Data Platform เกี่ยวข้องกับธุรกิจอย่างไร  หลายคนเข้าใจว่า National Big Data Platform เป็นเรื่องของภาครัฐเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ภาคธุรกิจคือหนึ่งในผู้ได้รับประโยชน์โดยตรง  1. เข้าใจตลาดได้ลึกกว่าเดิม  เมื่อข้อมูลจากหลายแหล่งสามารถเชื่อมโยงกันได้ ธุรกิจจะมองเห็นภาพรวมของตลาดได้ชัดเจนขึ้น เช่น  ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้การวางแผนธุรกิจมีความแม่นยำมากขึ้น  2. ลดต้นทุนในการจัดหาข้อมูล  หลายองค์กรเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการรวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่ง  หากมีแพลตฟอร์มข้อมูลระดับประเทศที่มีมาตรฐานเดียวกัน ธุรกิจสามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นได้ง่ายขึ้น ลดทั้งเวลาและต้นทุนในการเตรียมข้อมูล  3. เพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจ  การตัดสินใจที่อาศัยข้อมูลจากหลายมิติช่วยลดความเสี่ยงจากการใช้ข้อมูลเพียงแหล่งเดียว  ตัวอย่างเช่น  4. สร้างนวัตกรรมใหม่  ข้อมูลที่เชื่อมโยงกันสามารถนำไปพัฒนา  ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล  5. ยกระดับการให้บริการลูกค้า  เมื่อสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ลึกขึ้น ธุรกิจสามารถออกแบบบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าเฉพาะบุคคล (Personalization) ได้ดียิ่งขึ้น  เช่น  ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ในแต่ละอุตสาหกรรม  ธุรกิจค้าปลีก  ใช้ข้อมูลประชากร การท่องเที่ยว และกำลังซื้อ เพื่อเลือกทำเลเปิดสาขา วิเคราะห์สินค้า และบริหารสต็อก  ธุรกิจการเงิน  ใช้ข้อมูลเศรษฐกิจและข้อมูลเชิงพื้นที่ประกอบการประเมินความเสี่ยงและการออกผลิตภัณฑ์ทางการเงิน  ธุรกิจโลจิสติกส์  ใช้ข้อมูลการคมนาคม การเดินทาง และความต้องการของตลาด เพื่อวางแผนเส้นทางขนส่งและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน  ธุรกิจสุขภาพ  ใช้ข้อมูลด้านสาธารณสุขร่วมกับข้อมูลประชากร เพื่อวางแผนบริการและพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์  ภาคการผลิต  นำข้อมูลห่วงโซ่อุปทานและข้อมูลเศรษฐกิจมาวิเคราะห์ความต้องการของตลาด ช่วยวางแผนการผลิตและบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ  Data Governance หัวใจสำคัญของ National Big Data Platform  แม้ว่าการเชื่อมโยงข้อมูลจะสร้างโอกาสมหาศาล แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของข้อมูล  National Big Data Platform จึงให้ความสำคัญกับ  ทั้งหมดนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งผู้ให้ข้อมูลและผู้ใช้ข้อมูล  บทบาทของ Big Data Institute (Public Organization)   สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ Big Data Institute (Public Organization) - BDI มีบทบาทสำคัญในการผลักดันการใช้ประโยชน์จากข้อมูลของประเทศ ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล มาตรฐานการแลกเปลี่ยนข้อมูล และการส่งเสริมธรรมาภิบาลข้อมูล เพื่อสนับสนุนการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา  นอกจากนี้ BDI ยังสนับสนุนการสร้างบุคลากรด้านข้อมูลผ่านหลักสูตรฝึกอบรม การให้คำปรึกษา และการพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยให้องค์กรสามารถนำข้อมูลไปใช้สร้างคุณค่าได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนา AI หรือการกำหนดนโยบายบนพื้นฐานของข้อมูล (Evidence-Based Policy)  การมี National Big Data Platform ที่เข้มแข็ง ประกอบกับบุคลากรที่มีทักษะด้านข้อมูล จะเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในระยะยาว  สรุป  National Big Data Platform ไม่ใช่เพียงโครงการด้านเทคโนโลยีของภาครัฐ แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยยกระดับศักยภาพของทั้งประเทศในการใช้ข้อมูลอย่างเป็นระบบ  สำหรับภาคธุรกิจ National Big Data Platform คือโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลที่มีคุณภาพ เชื่อมโยงข้อมูลจากหลายมิติ และนำไปสู่การตัดสินใจที่แม่นยำ การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการสร้างนวัตกรรมใหม่ที่ตอบโจทย์ตลาดในอนาคต  ในโลกที่การแข่งขันขับเคลื่อนด้วยข้อมูล องค์กรที่สามารถใช้ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมมีความได้เปรียบในการแข่งขันมากกว่า การเตรียมความพร้อมด้าน Data Governance การพัฒนาทักษะบุคลากร และการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานอย่าง National Big Data Platform จึงเป็นก้าวสำคัญสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของทุกองค์กรนั่นเอง  แหล่งอ้างอิง 
1 September 2026
5 เหตุผลที่องค์กรชั้นนำเลือก BDI เป็นพันธมิตรด้านการพัฒนาทักษะ Big Data และ AI
ในยุคที่ทุกองค์กรต้องการ Data และ AI แต่ไม่ใช่ทุกการอบรมที่จะสร้างผลลัพธ์ได้จริง  ปัจจุบันคำว่า Big Data, AI, Data Analytics, Data Governance หรือ Digital Transformation กลายเป็นคำที่ทุกองค์กรคุ้นเคย แต่ความท้าทายสำคัญกลับไม่ใช่การเข้าถึงเทคโนโลยี หากเป็นการพัฒนาคนให้สามารถนำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปใช้สร้างผลลัพธ์ได้จริง  หลายองค์กรเคยส่งบุคลากรไปอบรม แต่เมื่อกลับมาทำงานจริงกลับพบว่า เนื้อหาไม่ตรงกับบริบทขององค์กร ตัวอย่างที่ใช้เรียนไม่เกี่ยวข้องกับงานจริง หรือผู้เรียนไม่สามารถนำความรู้ไปต่อยอดได้ทันที  นี่คือเหตุผลที่ทำให้หน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรเอกชนชั้นนำจำนวนมากเลือกใช้บริการฝึกอบรมจาก สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Institute: BDI) เพราะเราไม่ได้มองว่าการอบรมคือการถ่ายทอดความรู้เพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้องค์กรผ่านข้อมูลและ AI อย่างเป็นรูปธรรม  จุดเด่นที่ทำให้ BDI แตกต่างจากผู้ให้บริการฝึกอบรมทั่วไป  1. เข้าใจทั้งภาครัฐและเอกชน เพราะเราเป็นหน่วยงานภาครัฐที่ทำงานร่วมกับทั้งสองภาคส่วน  BDI เป็นองค์การมหาชนภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่มีภารกิจส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่และ AI เพื่อพัฒนาประเทศ  ตลอดหลายปีที่ผ่านมา BDI ได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงภาคเอกชนในหลากหลายอุตสาหกรรม ทำให้เราเข้าใจความแตกต่างของบริบท ข้อจำกัด และความท้าทายของแต่ละองค์กรอย่างแท้จริง  เมื่อออกแบบหลักสูตร เราจึงสามารถเชื่อมโยงเนื้อหากับสถานการณ์จริงขององค์กรได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกำกับดูแลข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ การพัฒนา Data-Driven Organization หรือการนำ AI ไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน  2. ผู้สอนคือผู้เชี่ยวชาญตัวจริงด้าน Big Data และ AI  BDI มีบุคลากรมากกว่า 200 คน โดยกว่า 60% เป็น Technial People เช่น Data Scientist, Data Engineer, Programmer และผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลและ AI ที่มีประสบการณ์ทำงานจริงกับโครงการระดับประเทศและองค์กรขนาดใหญ่  ผู้เรียนจึงไม่ได้รับเพียงความรู้เชิงทฤษฎี แต่ยังได้รับประสบการณ์จากกรณีศึกษาจริง ปัญหาจริง และแนวทางแก้ไขที่เกิดขึ้นจริงในองค์กร  ไม่ว่าจะเป็น  ทุกหลักสูตรถูกถ่ายทอดโดยผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ในสนามจริงของวงการ Data และ AI  3. Customize หลักสูตรให้ตรงกับโจทย์ขององค์กร  หนึ่งในจุดแข็งที่ลูกค้าหลายองค์กรประทับใจ คือ BDI ไม่ได้ใช้หลักสูตรสำเร็จรูปเพียงแบบเดียวกับทุกองค์กร  ก่อนการอบรม ทีมงานจะร่วมพูดคุยกับหน่วยงานเพื่อทำความเข้าใจ  จากนั้นจึงออกแบบเนื้อหา กรณีศึกษา Workshop และกิจกรรมให้เหมาะกับบริบทของแต่ละองค์กร  เพราะเราเชื่อว่า “การอบรมที่ดี ต้องตอบโจทย์งานจริงของผู้เรียน”  4. เรียนจากข้อมูลจริงขององค์กร ไม่ใช่ข้อมูลตัวอย่างทั่วไป  จุดเด่นสำคัญที่หาได้ยากจากผู้ให้บริการรายอื่น คือ BDI เปิดโอกาสให้หน่วยงานนำข้อมูลจริงขององค์กรมาใช้ใน Workshop  โดยเฉพาะหลักสูตรด้าน  ผู้เรียนจะได้ฝึกวิเคราะห์ข้อมูลจากชุดข้อมูลที่ใช้งานจริงภายในองค์กรของตนเอง  ผลลัพธ์คือ เมื่อจบการอบรม ผู้เรียนจะไม่ได้เพียงความรู้ แต่ยังได้ Dashboard หรือ Prototype ที่สามารถนำกลับไปพัฒนาต่อยอดใช้งานได้ทันที แตกต่างจากการอบรมทั่วไปที่ใช้ข้อมูลตัวอย่างซึ่งไม่สามารถนำไปใช้ต่อในงานจริงได้  5. มีทีม TA ดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดการเรียน  การเรียนด้าน Data และ AI มักมีรายละเอียดทางเทคนิคค่อนข้างมาก โดยเฉพาะหลักสูตร Workshop หรือ Hands-on Training  BDI จึงจัดให้มีทีม Teaching Assistant (TA) คอยดูแลผู้เรียนอย่างใกล้ชิดตลอดการอบรม  ไม่ว่าจะเป็น  ทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง  หลักสูตรของ BDI ครอบคลุมทุกระดับ ตั้งแต่ผู้บริหารจนถึงสายเทคนิค  BDI ออกแบบหลักสูตรให้รองรับผู้เรียนหลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่ผู้บริหาร ผู้จัดการ ทีมงานด้านข้อมูล ไปจนถึงนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลและวิศวกรข้อมูล  โดย BDI มีหลักสูตรที่แนะนำสำหรับกลุ่มผู้เรียนต่าง ๆ ดังนี้  สำหรับผู้บริหาร   สำหรับองค์กรที่ต้องการสร้าง Data Governance  สำหรับผู้ใช้งานข้อมูลและนักวิเคราะห์  สำหรับสาย Data Science  สำหรับสาย Data Engineering  สำหรับองค์กรที่ต้องการพัฒนาทักษะ AI  นอกจากนี้ BDI ยังมีบริการ In-House Training, Public Training, Online Training และ On-the-Job Training ที่สามารถออกแบบเฉพาะตามความต้องการของแต่ละองค์กรได้อีกด้วย  มากกว่าการอบรม คือการสร้างความพร้อมให้องค์กรก้าวสู่ Data-Driven Organization  สิ่งที่ BDI ภาคภูมิใจไม่ใช่จำนวนผู้เรียนหรือจำนวนหลักสูตร แต่คือความสำเร็จขององค์กรที่สามารถนำความรู้ด้าน Big Data และ AI ไปใช้ยกระดับการทำงานได้จริง  เราเชื่อว่าการพัฒนาคนคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงองค์กร และการเปลี่ยนแปลงองค์กรคือรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ  หากองค์กรของคุณกำลังมองหาพันธมิตรด้านการพัฒนาบุคลากรที่เข้าใจทั้ง Data, AI และบริบทการทำงานจริงขององค์กร BDI พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับศักยภาพของทีมงานและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในยุคดิจิทัล  ดูรายละเอียดหลักสูตรเพิ่มเติมได้ที่ https://bdi.or.th/training  สอบถามข้อมูลหลักสูตรติดต่อได้ที่ Line OA BDI Service: https://lin.ee/X5ugXVr หรือโทร. 02-480-8833 ต่อ 9579 
22 July 2026
LEAD NEXT: หลักสูตร Big Data & AI สำหรับผู้บริหารยุคใหม่ ที่อยากเปลี่ยนความรู้ให้เป็นผลลัพธ์จริงในองค์กร
เมื่อ Big Data และ AI ไม่ใช่เรื่องของฝ่าย IT อีกต่อไป ในยุคที่ข้อมูล (Data) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลายเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนองค์กร ผู้บริหารในทุกระดับจำเป็นต้องเข้าใจศักยภาพของเทคโนโลยีเหล่านี้ เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ วางกลยุทธ์ และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันหลายองค์กรเริ่มลงทุนด้าน AI และ Data Analytics มากขึ้น แต่ยังพบความท้าทายสำคัญ คือ บุคลากรและผู้บริหารจำนวนไม่น้อยยังไม่มั่นใจว่าจะนำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้กับงานจริงได้อย่างไร ด้วยเหตุนี้ สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI จึงพัฒนา หลักสูตร LEAD NEXT: Hands-on Big Data & AI for Next-Level Future Leaders หลักสูตรอบรมสำหรับผู้บริหารระดับต้น ระดับกลาง ผู้จัดการโครงการ และบุคลากรศักยภาพสูงขององค์กร ที่ต้องการเรียนรู้ Big Data และ AI ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง (Hands-on Learning) เพื่อนำกลับไปต่อยอดการทำงานและสร้างผลลัพธ์ให้กับองค์กรได้ทันที LEAD NEXT หลักสูตรที่ต่อยอดจากความสำเร็จของ LEAD หลายปีที่ผ่านมา BDI ได้จัดหลักสูตร LEAD สำหรับผู้บริหารระดับสูงอย่างต่อเนื่อง และได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน หนึ่งในข้อเสนอแนะที่ได้รับอย่างต่อเนื่อง คือ ความต้องการหลักสูตรที่ตอบโจทย์ผู้บริหารระดับต้นถึงระดับกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรและผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงปฏิบัติ LEAD NEXT จึงถูกออกแบบขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจเทคโนโลยี Big Data และ AI ตั้งแต่พื้นฐาน ไปจนถึงการประยุกต์ใช้จริงในองค์กร ผ่านกรณีศึกษา เวิร์กชอป และเครื่องมือ AI ที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน เรียนรู้ Big Data และ AI อย่างเข้าใจ ไม่ใช่แค่รู้จักศัพท์ ผู้บริหารจำนวนมากเคยได้ยินคำว่า Big Data, Machine Learning, Generative AI หรือ AI Agent แต่ยังไม่แน่ใจว่าความแตกต่างคืออะไร และควรเลือกใช้อย่างไรให้เหมาะกับบริบทขององค์กร LEAD NEXT จะช่วยปูพื้นฐานความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ ผู้เรียนจะได้เห็นภาพรวมของเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนโลกธุรกิจ พร้อมเข้าใจว่าควรลงทุนหรือประยุกต์ใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด อัปเดต AI Tools พร้อม Live Demo เห็นภาพการใช้งานจริง หนึ่งในจุดเด่นของหลักสูตร คือ การสาธิตการใช้งานเครื่องมือ AI ผ่าน Live Demonstration ผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้ว่า ทำให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจเลือกใช้เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสมและคุ้มค่ากับการลงทุน Workshop จริง ใช้ AI ช่วยทำงานได้ทันที LEAD NEXT ไม่ใช่หลักสูตรที่เน้นการบรรยายเพียงอย่างเดียว แต่ให้ผู้เรียนได้ทดลองใช้งาน AI ผ่าน Workshop จากโจทย์ที่พบได้จริงในการทำงาน ตัวอย่างกิจกรรม Hands-on ได้แก่ ผู้เข้าอบรมจะได้ฝึกเขียน Prompt อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำเทคนิคต่าง ๆ ไปประยุกต์ใช้กับงานประจำได้ทันที ช่วยลดเวลาการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจ สร้าง Dashboard เป็น เข้าใจ Data Storytelling มากขึ้น ข้อมูลที่ดีจะไม่มีคุณค่า หากไม่สามารถสื่อสารให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าใจได้ หลักสูตร LEAD NEXT จึงมีเนื้อหาด้าน Business Intelligence และ Dashboard Design ที่ช่วยให้ผู้บริหารเข้าใจหลักการสำคัญของการวิเคราะห์และนำเสนอข้อมูล ผู้เรียนจะได้เรียนรู้ เมื่อจบหลักสูตร ผู้เข้าอบรมจะสามารถนำเสนอข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ทีมงานและผู้บริหารเข้าใจสถานการณ์และตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น เรียนรู้ Agentic AI เทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนอนาคตการทำงาน อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของ LEAD NEXT คือ Workshop ด้าน Agentic AI จากเดิมที่ AI ทำหน้าที่เพียงตอบคำถาม ปัจจุบัน AI Agent สามารถช่วยวางแผน ทำงานเป็นลำดับขั้น และประสานงานหลายกระบวนการร่วมกันได้ ผู้เรียนจะได้เรียนรู้ เนื้อหาส่วนนี้ช่วยให้ผู้บริหารเห็นทิศทางการใช้ AI ในระดับองค์กร และเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต สร้างทีม Data และ AI ให้แข็งแกร่ง พร้อมขับเคลื่อนองค์กร การเปลี่ยนผ่านสู่องค์กร Data-Driven ไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากคนและวัฒนธรรมองค์กร LEAD NEXT จึงมีเนื้อหาเกี่ยวกับ พร้อมกรณีศึกษาจากองค์กรที่ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ข้อมูลและ AI อย่างเป็นรูปธรรม Data Governance และ PDPA เรื่องสำคัญที่ผู้บริหารต้องรู้ เมื่อองค์กรนำข้อมูลและ AI มาใช้งานมากขึ้น ความเสี่ยงด้านข้อมูลก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย หลักสูตรจึงครอบคลุมเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับ เพื่อให้ผู้บริหารสามารถนำข้อมูลไปใช้ได้อย่างถูกต้อง โปร่งใส และสอดคล้องกับข้อกำหนดทางกฎหมาย หลักสูตรเข้มข้น 4 วัน พร้อมเครือข่ายผู้บริหารจากหลากหลายอุตสาหกรรม LEAD NEXT จัดอบรมทั้งหมด 4 วัน ได้แก่ วันที่ 13, 14, 20 และ 21 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรม ibis Styles Bangkok Ratchada โดยครอบคลุม 7 หัวข้อสำคัญ ตั้งแต่ Big Data & AI Essentials, AI Trends, Dashboard & Storytelling, AI Tools Workshop, Agentic AI, Data-Driven Culture ไปจนถึง Data Governance และ PDPA นอกจากองค์ความรู้และการฝึกปฏิบัติ ผู้เข้าอบรมยังมีโอกาสสร้างเครือข่ายกับผู้บริหารจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และต่อยอดความร่วมมือทางธุรกิจในอนาคต พร้อมก้าวสู่การเป็น Future Leader ด้วย Big Data และ AI หากคุณเป็นผู้บริหารระดับต้น ระดับกลาง ผู้จัดการโครงการ หรือบุคลากรศักยภาพสูงที่ต้องการเพิ่มทักษะด้าน Big Data และ AI เพื่อยกระดับการทำงานและสร้างผลลัพธ์ให้กับองค์กร หลักสูตร LEAD...
15 June 2026
ทำอย่างไรให้องค์กรของคุณ “ถูก AI แนะนำ” เมื่อมีคนค้นหาบริการ 
โลกดิจิทัลกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากยุคที่การค้นหาข้อมูลเริ่มต้นด้วยการพิมพ์คำใน Google มาสู่ยุคที่ผู้คน “ถาม” ผู้ช่วยอัจฉริยะ (AI Assistant) เพื่อขอคำตอบที่กระชับ เข้าใจง่าย และเป็นธรรมชาติมากขึ้น ไม่ว่าจะถามเรื่องทั่วไป ขอคำแนะนำทางธุรกิจ หรือแม้แต่ค้นหาว่า “บริการด้าน AI สำหรับองค์กรมีที่ไหนบ้าง” คำตอบแรกที่ AI ให้ อาจเป็นจุดเปลี่ยนของการตัดสินใจทันที  คำถามสำคัญคือ หากมีคนถาม AI ถึงบริการที่คุณมี องค์กรของคุณจะถูกพูดถึงหรือไม่? ถ้าคำตอบคือ “ยังไม่แน่ใจ” บทความนี้จะพาคุณเข้าใจแนวทางสำคัญในการทำให้องค์กร “ถูกมองเห็น” และ “ถูกแนะนำ” ในโลกที่การค้นหากำลังถูกขับเคลื่อนโดย AI  จาก Search Engine Optimization (SEO) สู่ AI Visibility  ในทศวรรษที่ผ่านมา องค์กรจำนวนมากลงทุนกับ SEO เพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับบน Google แต่วันนี้ พฤติกรรมของผู้ใช้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง หลายคนไม่จำเป็นต้องคลิกเข้าเว็บไซต์เพื่อหาคำตอบอีกต่อไป เพราะเพียงถาม AI ผู้ช่วยอัจฉริยะก็จะสรุปคำตอบที่ดีที่สุดให้ทันที  นั่นหมายความว่า ต่อให้เว็บไซต์ของคุณอยู่หน้าแรกของ Google ก็ไม่ได้แปลว่าจะถูก AI นำมาใช้ตอบคำถามเสมอไป หากข้อมูลไม่ชัดเจนหรือไม่อยู่ในรูปแบบที่ AI เข้าถึงได้ ก็มีโอกาส “หายไปจากการมองเห็น”  ดังนั้น กลยุทธ์ใหม่ขององค์กรในยุคนี้คือการสร้าง “AI Visibility” หมายถึงการทำให้องค์กรและบริการของคุณปรากฏในคำตอบของผู้ช่วยอัจฉริยะอย่างเป็นระบบ  ทำไม AI ถึงเลือกแนะนำบางองค์กร แต่ไม่ใช่ทุกองค์กร?  AI Assistant ไม่ได้สุ่มเลือกชื่อองค์กรขึ้นมาตามใจ แต่วิเคราะห์จากข้อมูลหลายแหล่ง เช่น เว็บไซต์ที่เปิดเผยสู่สาธารณะ ข่าว บทความ หรือกรณีศึกษาที่อ้างถึงองค์กร รวมถึงข้อมูลเชิงโครงสร้าง (Structured Data) อย่าง Schema Markup หรือ FAQ (คำถามที่พบบ่อย) ที่ทำให้ระบบเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น  หากองค์กรไม่มีข้อมูลเหล่านี้ หรือมีแต่กระจัดกระจายและไม่ชัดเจน โอกาสที่จะถูก AI หยิบไปพูดถึงก็แทบจะไม่มี  กลยุทธ์สำคัญที่ทำอย่างไรให้องค์กร “ถูกมองเห็น” โดย AI  ประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับ  เมื่อองค์กรเตรียมข้อมูลพร้อมและเป็นระบบ ผลลัพธ์ที่ตามมาคือโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ แม้ผู้ใช้ไม่เคยเข้าเว็บไซต์ของคุณโดยตรง แต่ก็อาจรู้จักผ่านการแนะนำของ AI นอกจากนี้ยังช่วยลดภาระงานซ้ำซ้อน เพราะ AI สามารถตอบคำถามพื้นฐานแทนเจ้าหน้าที่ได้ อีกทั้งยังเสริมภาพลักษณ์องค์กรให้ดูน่าเชื่อถือและทันสมัย ในโลกที่การค้นหากำลังเปลี่ยนจาก “พิมพ์คำค้น” ไปสู่ “การถาม AI” องค์กรที่ปรับตัวก่อนคือผู้ที่ได้เปรียบ เพราะการมีข้อมูลที่ครบ ชัด และเข้าใจง่ายคือกุญแจสำคัญให้ AI “เห็น” และ “พูดถึง” คุณก่อนใคร  Big Data Institute พร้อมเป็นพันธมิตรเบื้องหลังองค์กรไทยในยุค AI Search  BDI มุ่งช่วยให้องค์กรของคุณ “พร้อมต่อการถูกมองเห็นในสายตาของ AI” ด้วยแนวทางแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การวางกลยุทธ์ข้อมูล การสร้างระบบที่ AI เข้าใจ ไปจนถึงการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร เพื่อให้องค์กรสามารถก้าวสู่ยุค AI ได้อย่างมั่นใจ  เริ่มจากการ วิเคราะห์และออกแบบกลยุทธ์ข้อมูล ที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายทางธุรกิจขององค์กร เพื่อวางรากฐานที่มั่นคงในการใช้ข้อมูลและ AI อย่างมีทิศทาง ต่อด้วยการ จัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ (Data Management & Governance) เพื่อให้ข้อมูลมีความถูกต้อง ปลอดภัย และพร้อมสำหรับการนำไปใช้ในการประมวลผลของ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ทั้งนี้ BDI ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาความรู้และทักษะของบุคลากร ผ่านหลักสูตรอบรมและเวิร์กชอปที่ออกแบบเฉพาะสำหรับภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างทีมงานที่เข้าใจ AI อย่างแท้จริง และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในงานได้จริง ทั้งหมดนี้ คือแนวทางที่ BDI ใช้ในการยกระดับองค์กรไทยให้พร้อมสำหรับโลกที่การมองเห็นไม่ได้อยู่แค่บนหน้าจอ Search Engine อีกต่อไป แต่เกิดขึ้นใน “AI Visibility” ที่เป็นผู้ช่วยและผู้แนะนำของผู้คนทั่วโลก  เอกสารอ้างอิง Ahrefs. “The Complete AI Visibility Guide for SEOs, Marketers, and Site Owners.” Ahrefs Blog, Feb. 2025, https://ahrefs.com/blog/ai-visibility  Semrush. “AI Visibility: How to Track & Grow Your Brand Presence in LLMs.” Semrush Blog, Mar. 2025, https://www.semrush.com/blog/ai-visibility  “Large Language Models for Structured and Semi-Structured Data.” Electronics, vol. 14, no. 15, 2025, p. 3153. MDPI, https://www.mdpi.com/2079-9292/14/15/3153  Frontiers in Artificial Intelligence. “Enhancing Structured Data Generation with GPT-4o: Evaluating Prompt Styles.” Frontiers in Artificial Intelligence, 2025, https://www.frontiersin.org/articles/10.3389/frai.2025.1558938/full  “AI Alignment: Assessing the Global Impact of Recommender Systems.” Futures, 2024, ScienceDirect, https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S0016328724000661  WebFX. “30+ AI Visibility Tools for Brand Monitoring in 2025.” WebFX Blog, 2025, https://www.webfx.com/blog/ai/ai-visibility-tools  SurgeAI. “Best Practices for AI Visibility SEO: Your 2025 Roadmap.” SurgeAI Blog, 2025, https://surgeaio.com/blog/best-practices-for-ai-visibility-seo  Arxiv. “A Review of...
25 December 2025
ทักษะที่ควรพัฒนาเพื่อการอยู่รอดในตลาดแรงงาน 
ในโลกยุคปัจจุบัน เทคโนโลยีด้านดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในการดำรงชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วไป รวมถึงการใช้ในการดำเนินธุรกิจต่าง ๆ การเปิดตัวของ “ปัญญาประดิษฐ์นักสร้าง” หรือ “Generative AI” โดยเฉพาะ ChatGPT แชทบอทอัจฉริยะที่ถูกพัฒนาโดย OpenAI ที่มีจำนวนผู้ใช้งานทะลุ 100 ล้านคนต่อเดือนภายในเวลาหลังเปิดตัวเพียง 2 เดือน นับว่าเป็นแอปพลิเคชันที่เติบโตเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ และนับวันจะยิ่งมีปัญญาประดิษฐ์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพิ่มมากขึ้น รวมถึงสามารถช่วยทำงานด้านต่าง ๆ ได้หลากหลาย และมีประสิทธิภาพ ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานได้มากขึ้น บรรดาผู้เชี่ยวชาญในแวดวงต่าง ๆ จึงมีความกังวล และตั้งคำถามในทำนองที่ว่า “มนุษย์จะตกงานมากขึ้น จากการเข้ามาแทนที่ด้วย AI หรือไม่?” มนุษย์อย่างพวกเราในฐานะแรงงานจะปรับตัวอย่างไร มีทักษะใดที่ควรพัฒนาเพื่อความอยู่รอดบ้าง บทความนี้มีคำตอบ
9 June 2025
Data Analytics คืออะไร ? และมีอะไรบ้าง ? ทำไมทุกองค์กรถึงให้ความสำคัญ
“Data is the new oil” เป็นประโยคที่ ไคลฟ์ ฮัมบี (Clive Humby) นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษพูดไว้เมื่อปี 2006 เปรียบเปรยว่าข้อมูลเป็นเหมือนทรัพยากรที่มีค่าไม่ต่างจากน้ำมัน ถือเป็นคำกล่าวที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของข้อมูลในยุคนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะปัจจุบันข้อมูลได้กลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการแข่งขันของโลกธุรกิจยุคใหม่ แต่การมีข้อมูลจำนวนมากแล้วไม่สามารถนำมาใช้งานได้ ก็เหมือนมีแค่น้ำมันดิบ หากไม่ได้ผ่านกระบวนการกลั่นก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้นการวิเคราะห์ข้อมูล หรือ Data Analytics จึงเปรียบเสมือนกระบวนการกลั่นที่เปลี่ยนข้อมูลดิบให้เป็นพลังงานขับเคลื่อนธุรกิจ เป็นขั้นตอนสำคัญที่ทำให้เราสามารถนำข้อมูลมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แล้ว Data Analytics คืออะไร ? Data Analytics คือ กระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น AI (Artificial Intelligence), Machine Learning และเครื่องมือ Data Analytics มาใช้วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาข้อสรุปของข้อมูลนั้น ๆ ถือเป็นการนำข้อมูลที่ได้มา เข้าสู่กระบวนการแสดงค่า หาความหมาย และสรุปผลที่ได้จากข้อมูลนั้น ๆ  ช่วยให้มองเห็นแนวโน้ม โอกาส และความเสี่ยงต่าง ๆ ทำให้สามารถตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลจริงแทนการใช้สัญชาตญาณ หรือประสบการณ์เพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการคาดการณ์อนาคต หาแนวโน้มความน่าจะเป็น แนวโน้มคำตอบ หรือจุดที่ต้องแก้ไข ที่จะสามารถช่วยเสริมศักยภาพทางธุรกิจได้  รูปแบบการทำ Data Analytics  การทำ Data Analytics สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทหลัก ๆ ตามลักษณะและวัตถุประสงค์ ดังนี้ ตัวอย่างเครื่องมือในการทำ Data Analytics (Data Analytics Tools) ความสำคัญของ Data Analytics ในธุรกิจ Data Analytics ยังเป็นส่วนสำคัญของการขับเคลื่อน Digital Transformation ในองค์กร เนื่องจากข้อมูลเชิงลึกที่ได้ จะช่วยให้ธุรกิจค้นพบไอเดียหรือโอกาสใหม่ ๆ ในการเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน หรือสร้างนวัตกรรม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้องค์กรสามารถปรับตัวและเติบโตได้อย่างรวดเร็วในโลกดิจิทัลที่มีการแข่งขันสูง หลายองค์กรตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ Data Analytics เพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงาน ลองมาดูตัวอย่างของการนำ Data Analytics ไปใช้งานในธุรกิจด้านต่าง ๆ กัน องค์กรสามารถใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้า ทำให้สามารถสร้างแคมเปญการตลาดที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการทำ Personalization ที่สามารถนำเสนอสินค้าหรือบริการที่ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากที่สุด ตัวอย่างเช่น Netflix แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งคอนเทนต์ระดับโลก ได้มีการนำ Data Analytics มาใช้ประโยชน์ในการรวบรวมพฤติกรรมการใช้งานของสมาชิก ด้วยเทคโนโลยี AI ทั้งอุปกรณ์ที่ใช้ในการรับชม ประวัติการดู คำค้นหา หรือผู้คนชอบดูภาพยนตร์และคอนเทนต์แนวไหนมากที่สุด จากนั้นนำมาวิเคราะห์พฤติกรรมของสมาชิกแต่ละคน เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ในการแนะนำภาพยนตร์ หรือคอนเทนต์ ที่สมาขิกสนใจจะดูได้ตรงตามความต้องการ การวิเคราะห์ข้อมูลสามารถช่วยให้บริษัทคาดการณ์ความต้องการของสินค้าและบริหารจัดการสินค้าคงคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ลดปัญหาสินค้ามากเกินหรือน้อยเกินไป และช่วยลดต้นทุนทางธุรกิจ ตัวอย่างเช่น Amazon แพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์ชื่อดัง ที่โดดเด่นในการใช้ Data Analytics โดยมีการใช้ Machine Learning และ Artificial Intelligence เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลการสั่งซื้อและคาดการณ์แนวโน้ม ทำให้การจัดการสินค้าคงคลังมีความรวดเร็วและแม่นยำ การใช้ Data Analytics มาช่วยในการประเมินและจัดการความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ จะช่วยให้ธุรกิจสามารถตรวจจับความผิดปกติและป้องกันการฉ้อโกงได้อย่างรวดเร็วจากสัญญาณความผิดปกติจากข้อมูล  ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที ตัวอย่างเช่น บริษัทประกันภัยชั้นนำอย่าง AON ใช้ Data Analytics ในการบริหารจัดการและควบคุมความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการประกัน ซึ่งข้อมูลที่รวบรวมมาจากพฤติกรรมลูกค้าช่วยให้พวกเขาสามารถวางแผนและจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ การใช้ Data Analytics ในการวิเคราะห์ข้อมูลพนักงานสามารถช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจในเรื่องการจ้างงาน การเลื่อนตำแหน่ง การฝึกอบรม และการระบุปัญหาที่เกิดขึ้นในองค์กรก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาใหญ่  ตัวอย่างเช่น บริษัท Google มีการใช้ HR Analytics เพื่อทำความเข้าใจและปรับปรุงกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับพนักงานทั้งหมด ตั้งแต่การจ้างงานจนถึงการเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ทำงานด้วยการสำรวจและการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อรวบรวมความคิดเห็นและข้อมูลจากพนักงาน ในการปรับปรุงกระบวนการต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมองค์กรและสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น การนำ Data Analytics มาใช้ในการวิเคราะห์กระบวนการทำงานหรือขั้นตอนการผลิต จะช่วยให้สามารถค้นพบจุดที่เป็นคอขวด และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานได้อย่างเป็นรูปธรรม ตัวอย่างเช่น Grab แพลตฟอร์มที่อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้งานผ่านทางแอปพลิเคชันบนมือถือ ทั้งบริการเรียกรถรับส่ง บริการส่งพัสดุ และบริการรับส่งอาหาร มีการใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลการสั่งอาหารของลูกค้า โดยแนะนำร้านอาหารที่ชอบ ร้านอาหารที่มีโปรโมชั่นน่าสนใจ หรือร้านอาหารใกล้บ้าน และประมวลผลสำหรับผู้ให้บริการ Grab เพื่อให้บริการได้สะดวกมากยิ่งขึ้น การวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าจากหลายช่องทาง ทั้งข้อมูลการซื้อ พฤติกรรมการใช้งาน Social Media ทำให้เข้าใจความต้องการ ความชอบและ Pain Points ของลูกค้าได้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้สามารถพัฒนาสินค้าและบริการให้ตรงใจลูกค้ามากขึ้นด้วย ตัวอย่างเช่น McDonald’s แบรนด์อาหารฟาสต์ฟู้ดที่มีจำนวนสาขาทั่วทุกมุมโลก ก็มีการทำ Data Analytics ในการเก็บข้อมูล เช่น รายการสั่งซื้อ เมนูที่ลูกค้าชอบ และการคอมเมนต์ตามแพลตฟอร์ม Social Media ต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลกลุ่มเป้าหมาย เช่น ที่ตั้งของร้านมีผลต่อการเข้าใช้บริการของลูกค้าหรือไม่ ชุดเซตเมนูอย่าง Happy Meal เหมาะกับลูกค้าประเภทไหนบ้าง หรือเทรนด์การตลาดที่กำลังเป็นกระแส เพื่อทำการตลาดและนำเสนอเมนูที่ลูกค้าชอบ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด จากตัวอย่างที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่า Data Analytics มีบทบาทสำคัญต่อความสำเร็จของธุรกิจในยุคดิจิทัล องค์กรที่นำเทคโนโลยีมาวิเคราะห์ข้อมูล จะสามารถใช้ข้อมูลเชิงลึกเพื่อแก้ปัญหา วางแผนกลยุทธ์ และตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ ธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับ Data Analytics จะได้เปรียบในการแข่งขัน เพราะสามารถเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค คาดการณ์แนวโน้ม และปรับตัวได้รวดเร็ว นอกจากนี้ การเก็บข้อมูลสถิติในกระบวนการทำงานยังช่วยให้ค้นพบวิธีการแก้ปัญหาใหม่ ๆ และเพิ่มประสิทธิภาพในทุกด้าน นี่คือเหตุผลว่าทำไม Data Analytics จึงเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จขององค์กรชั้นนำในยุคนี้ แหล่งอ้างอิง
19 March 2025
ตัวอย่างในการนำ NLP มาใช้เพื่อธุรกิจด้านต่าง ๆ
ในยุคดิจิทัลนี้ธุรกิจต่างก็มีการปรับตัวนำ AI เข้ามาใช้ในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการป้อนคำสั่งให้ AI วิเคราะห์ ตีความ และประมวลผลเพื่อสร้างข้อมูลใหม่ขึ้นมา ซึ่งความสามารถของ AI ก็เป็นผลมาจากการถูกฝึกฝน โดยการใช้เทคโนโลยีประมวลผลภาษาธรรมชาติ หรือ NLP เพื่อให้โมเดลภาษาเรียนรู้ภาษาของมนุษย์ และนำไปสร้างผลลัพธ์ให้เหมือนมนุษย์มากที่สุด การรู้จัก NLP จึงเป็นรากฐานให้เราสามารถนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจได้ NLP หรือ Natural Language Processing คือศาสตร์แขนงหนึ่งของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มุ่งเน้นให้คอมพิวเตอร์เข้าใจ ประมวลผล และตีความภาษาของมนุษย์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ถูกพัฒนาขึ้นมาให้คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจภาษาที่มนุษย์ใช้ในชีวิตประจำวัน และวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ออกมาได้เหมือนกับภาษาที่มนุษย์ใช้  แล้ว NLP ทำอะไรได้บ้าง?  NLP ช่วยให้คอมพิวเตอร์สามารถทำงานที่เกี่ยวข้องกับภาษาของมนุษย์ได้หลากหลาย เช่น การนำ NLP มาใช้ในการทำธุรกิจ ด้วยการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง NLP กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจในหลากหลายด้าน โดยสามารถนำ NLP มาใช้งานได้หลายอย่างผ่านเครื่องมือต่าง ๆ ทั้งในมุมของการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การบริการลูกค้า และการเก็บข้อมูลเชิงลึก ซึ่งในส่วนนี้จะยกตัวอย่างการนำ NLP ไปใช้ในธุรกิจ 5 ด้านด้วยกันดังนี้ NLP จะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเสมือน โดยการแก้ไขปัญหาหรือสนับสนุนการทำงานให้กับผู้ใช้โดยตรง เช่น การนำ Chatbots มาใช้ตอบคำถามและช่วยเหลือลูกค้าผ่านเว็บไซต์ NLP จะช่วยวิเคราะห์ความรู้สึกของลูกค้าผ่านข้อความที่ส่งเข้ามาหาองค์กร โดยการประเมินอารมณ์ว่าเป็นเชิงบวก เชิงลบ หรือเป็นกลาง เพื่อจัดลำดับความสำคัญของปัญหา NLP จะช่วยวิเคราะห์การกล่าวถึงแบรนด์บนโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อทำความเข้าใจว่าลูกค้ามีความรู้สึกต่อผลิตภัณฑ์และแบรนด์อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นความคิดเห็นเชิงบวก เชิงลบ หรือเป็นกลาง NLP จะช่วยวิเคราะห์พฤติกรรม ความต้องการ และลักษณะเฉพาะของลูกค้าแต่ละราย เพื่อนำมาสร้างกลุ่มลูกค้าตัวอย่าง และนำข้อมูลที่ได้ไปออกแบบการสื่อสารและพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการ ธุรกิจสามารถนำ NLP ไปใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างเนื้อหา ผ่านการป้อนคำสั่งให้โมเดล AI เขียนบทความ คำโฆษณา สร้างรูปภาพ หรือคลิปวิดีโอให้มีความน่าสนใจ และสามารถนำไปใช้งานได้ต่อได้ NLP จะทำหน้าที่เป็นระบบคัดกรองเนื้อหา โดยการตรวจจับและระบุว่าเนื้อหาไหนบนแพลตฟอร์มมีความไม่เหมาะสม เช่น มีความรุนแรง หรือมีการใช้คำไม่สุภาพ เพื่อลบเนื้อหาดังกล่าวออกจากแพลตฟอร์มโดยอัตโนมัติ NLP จะถูกนำไปใช้ในการดึงข้อมูลสำคัญมาจากแหล่งข้อมูล เช่น เอกสารรายงาน หรือฐานข้อมูล เพื่อนำข้อมูลมาเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่การวิเคราะห์ข้อมูล NLP ช่วยแยกประเภทและจัดลำดับความสำคัญของอีเมลแต่ละฉบับให้กับผู้ใช้งาน เช่น การจัดกลุ่มอีเมลตามประเภท เช่น งานด่วน คำร้องเรียน หรือคำถามทั่วไป NLP จะดึงข้อมูลสำคัญที่ HR ต้องการจาก Resume ของผู้สมัคร เช่น ทักษะ ประสบการณ์ และระดับการศึกษา เพื่อดูว่ามีคุณสมบัติตรงกับความต้องการหรือไม่ ช่วยลดเวลาการตรวจสอบเอกสารของ HR และเพิ่มความแม่นยำในการคัดเลือกเบื้องต้น NLP จะทำหน้าที่วิเคราะห์และจับคู่คุณสมบัติของผู้สมัครงานกับความต้องการในประกาศรับสมัครงาน เช่น ทักษะที่จำเป็นหรือประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อกรองผู้สมัครที่ความเหมาะสมที่สุดสำหรับตำแหน่งนั้น ๆ เราจะเห็นว่าการทำงานของ AI ที่เราใช้งานกัน มีรากฐานสำคัญมาจากเทคโนโลยี NLP ที่มีส่วนช่วยให้คอมพิวเตอร์และโมเดลภาษาสามารถเรียนรู้และทำความเข้าใจภาษาของมนุษย์ จนถูกนำไปใช้งานในธุรกิจหลายด้าน ดังนั้นหากองค์กรเข้าใจหลักการทำงานของ NLP ก็จะสามารถนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้งานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและพัฒนาการดำเนินงานของธุรกิจให้ดียิ่งขึ้นได้ แหล่งอ้างอิง
19 March 2025
การใช้ Big Data และ AI ในมุมมองของนักการตลาด
ในยุคที่ข้อมูลกลายเป็นทรัพยากรสำคัญ การใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานของนักการตลาดทั่วโลก โดยเทคโนโลยีทั้งสองนี้ไม่เพียงแค่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวิเคราะห์ข้อมูล แต่ยังช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีและตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด ทำไม Big Data และ AI ถึงเป็นตัวเปลี่ยนเกมในงานการตลาด? Big Data คือกุญแจสำคัญที่ช่วยให้นักการตลาดเข้าใจพฤติกรรม และความต้องการของลูกค้าในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ในขณะที่ AI มาช่วยงานนักวิเคราะห์ข้อมูล ในการเปลี่ยนข้อมูลจำนวนมหาศาลเหล่านี้ ให้กลายเป็นคำตอบและกลยุทธ์ที่ใช้งานได้จริง การใช้ Big Data และ AI ในงานการตลาด มีดังนี้ ความท้าทายในการใช้ Big Data และ AI แม้ว่า Big Data และ AI จะมอบข้อได้เปรียบมากมาย แต่การนำมาใช้ยังมีความท้าทายบางประการ ได้แก่ แนวทางการนำ Big Data และ AI มาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพ บทสรุป Big Data และ AI ได้กลายเป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้สำหรับนักการตลาดในยุคปัจจุบัน การนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการทำงาน แต่ยังช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับลูกค้าและตอบสนองความต้องการได้อย่างตรงจุด ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ เช่น Netflix, Amazon, และ Coca-Cola ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเพิ่มผลลัพธ์ทางธุรกิจผ่านการใช้งานเทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด อย่างไรก็ตาม การใช้งานเทคโนโลยีดังกล่าวจำเป็นต้องควบคู่ไปกับการพัฒนาความเข้าใจในด้านข้อมูลและการปฏิบัติตามหลักจริยธรรม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในระยะยาว การปรับตัวและการเรียนรู้จากตัวอย่างเหล่านี้จะช่วยให้นักการตลาดสามารถก้าวข้ามความท้าทายและใช้ประโยชน์จาก Big Data และ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในอนาคต แหล่งที่มา
10 March 2025
ประโยชน์ของ Power BI ที่มีต่อธุรกิจในยุคปัจจุบัน
Power BI คือ เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลจาก Microsoft ที่เปลี่ยนข้อมูลดิบให้กลายเป็นข้อมูลเชิงลึกที่มีความหมาย เพื่อใช้ในการวิเคราะห์แนวโน้มและผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เป็นหนึ่งในเครื่องมือ Business Intelligence (BI) ที่นิยมในปัจจุบัน เพราะช่วยให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ง่ายขึ้น มีจุดเด่นที่ความสามารถในการเชื่อมต่อข้อมูลจากหลายแหล่ง การสร้างแดชบอร์ดแบบอินเทอร์แอคทีฟ และการใช้งานที่ไม่ซับซ้อน  ในบทความนี้จะนำทุกท่านไปรู้จักกับ Power BI เครื่องมือที่สามารถช่วยในการตัดสินใจที่ชาญฉลาดและรวดเร็วขึ้น ขยายขอบเขตของการวิเคราะห์ข้อมูลและการรายงาน ทำให้สามารถมองเห็นภาพรวมของธุรกิจได้อย่างละเอียดและชัดเจน องค์ประกอบของ Power BI  Power BI ไม่ใช่แค่รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเท่านั้น แต่ยังช่วยแสดงข้อมูลในรูปแบบที่เข้าใจง่าย สวยงาม และมีประสิทธิภาพ ทำให้เห็นภาพรวมของธุรกิจอย่างชัดเจน ทำให้สามารถวางแผนล่วงหน้าได้อย่างมั่นใจ ซึ่งมีองค์ประกอบหลักที่ช่วยให้การทำงานดำเนินไปได้อย่างง่ายดายดังนี้ 1. Power BI Desktop คือซอฟต์แวร์ Power BI บนคอมพิวเตอร์ที่สามารถเชื่อมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ แปลงข้อมูล แล้วนำผลลัพธ์ที่ได้มาแสดงผลบนแดชบอร์ด 2. Power BI Service เป็นบริการที่อยู่บนคลาวด์ (Cloud) ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่ แบ่งปัน และเข้าถึงรายงานและแดชบอร์ดที่สร้างขึ้นด้วย Power BI Desktop สามารถแชร์รายงานและแดชบอร์ดให้กับบุคลากรทั้งภายในและภายนอกองค์กร 3. Power BI Mobile เป็นแอปพลิเคชั่น Power BI ที่ทำให้ผู้ใช้สามารถดูข้อมูลการวิเคราะห์บนโทรศัพท์ได้ และจะมีการแจ้งเตือนผู้ใช้แบบ Realtime หากมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น 4. Power BI Gateway เป็นเครื่องมือที่เชื่อมระหว่าง Power BI Service กับแหล่งข้อมูล (Data Sources) ขององค์กร เพื่อให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูล และนำไปสร้างรายงานกับแดชบอร์ดได้ โดยไม่ต้องย้ายข้อมูลไปอยู่บน Cloud 5. Power BI Embedded เป็นบริการที่ช่วยให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์สามารถเชื่อมต่อรายงานและแดชบอร์ดจาก Power BI ไปฝังในแอปพลิเคชั่นขององค์กรได้เลย โดยไม่ต้องเขียนโค้ดส่วนควบคุมและแสดงผลเพิ่มเติม 6. Power BI Report Builder เป็นเครื่องมือในการสร้างและออกแบบรายงานที่มีการแบ่งหน้า Paginated Reports ซึ่งเป็นรายงานที่ผู้ใช้สามารถจัดวางข้อมูล และต้องการพิมพ์เป็นเอกสารออกมา เพื่อให้การตรวจสอบและวิเคราะห์ทำได้ง่ายขึ้น Power BI มีประโยชน์ต่อธุรกิจอย่างไร Power BI เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากต่อธุรกิจในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลการขาย การวิเคราะห์ความพึงพอใจของลูกค้า หรือการติดตามความก้าวหน้าของโครงการ โดยการนำ Power BI เข้ามาใช้จะทำให้องค์กรได้ประโยชน์ 5 ข้อดังนี้ 1. สามารถใช้ร่วมกับซอฟต์แวร์ตัวอื่นของ Microsoft ได้ Power BI เป็นซอฟต์แวร์ของ Microsoft ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้ Power BI ร่วมกับซอฟต์แวร์ตัวอื่นได้ ยกตัวอย่างเช่น  2. เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้งานง่าย Power BI ถูกพัฒนาขึ้นให้มี UI ที่ใช้งานง่ายในทุกขั้นตอน เริ่มจากการเชื่อมต่อ Power BI รองรับการเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลหลายประเภท เช่น Microsoft Excel, SQL Server และ Google Analytics หลังจากเชื่อมต่อแล้ว ผู้ใช้ก็สามารถสร้างรายงานและแดชบอร์ดได้เลย เพียงนำข้อมูลมาวาง Power BI จะนำข้อมูลไปสร้างเป็นกราฟและแผนภูมิให้เองโดยอัตโนมัติ ในส่วนของการแสดงผล Power BI ยังมีเทมเพลตสำเร็จรูปที่ผู้ใช้สามารถปรับแต่งสี กราฟ และเลย์เอาต์ได้อิสระ นอกจากนี้ยังเลือกอุปกรณ์ที่จะนำรายงานขึ้นไปแสดงผลได้ ทั้งโทรศัพท์ แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ เพื่อให้การแสดงผลเหมาะกับอุปกรณ์แต่ละประเภท 3. สามารถประมวลผลข้อมูลได้แบบ Real time ข้อมูลที่แสดงผลอยู่บนแดชบอร์ดสามารถอัปเดตได้ตามเวลาที่ต้องการ เหมาะสำหรับข้อมูลที่มีการอัพเดตอยู่เสมอ ซึ่ง Power BI มีตัวเลือกให้ผู้ใช้สามารถอัปเดตข้อมูลแบบ Real time ได้ถึง 3 วิธีด้วยกัน ดังนี้ 4. ลดต้นทุนในการวิเคราะห์ข้อมูล Power BI เป็นซอฟต์แวร์ที่ Microsoft พัฒนาขึ้นมาให้ผู้ใช้งานในองค์กรทุกระดับ หากผู้ใช้เป็นลูกค้า Microsoft Enterprise Agreement อยู่แล้ว ก็สามารถใช้งาน Power BI ได้ฟรี แต่ถ้ายังไม่เคยใช้งาน Power BI จะมีซอฟต์แวร์ให้เลือก 3 แพ็คเกจ ดังนี้ 5. พนักงานทำงานร่วมกันง่ายขึ้น Power BI ช่วยให้บุคลากรทำงานร่วมกันง่ายขึ้น เพราะสามารถทำงานพร้อมกัน ทั้งการดูและแก้ไขรายงานได้แบบ Real time ผ่าน Power BI Service จากนั้นเมื่อทำเสร็จแล้ว ผู้ใช้ก็สามารถแชร์ข้อมูลในฟอร์แมตต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้งานต่อได้ ไม่ว่าจะเป็นการแชร์เป็นไฟล์ PDF, Excel, Word หรือ PowerPoint  นอกจากนี้ Power BI ยังเป็นซอฟต์แวร์ที่สามารถนำไปใช้งานได้ในการดำเนินธุรกิจหลายด้าน ดังนี้ เจ้าของธุรกิจสามารถนำ Power BI ไปใช้ เพื่อดูข้อมูลแบบ Real time ด้านประสิทธิภาพการขาย การดำเนินการ และการเติบโตของรายได้ หรือในด้านการวางแผน การนำ Power BI มาใช้จะช่วยให้เจ้าของธุรกิจวิเคราะห์ข้อมูลการขายสินค้าในอดีตของพื้นที่ดังกล่าวว่าเป็นอย่างไร เพื่อนำมาวางแผนการตลาดในอนาคต ฝ่ายการตลาดสามารถนำ Power BI ไปใช้ เพื่อติดตาม KPI ต่าง ๆ ว่ามียอดเป็นอย่างไร เช่น ยอด Click-Through Rates, Conversion Rate บนเว็บไซต์ แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์ว่ามียอดตามที่คาดหวังหรือไม่ เพื่อพัฒนาเว็บไซต์และคอนเทนต์ต่อ หรือจะเป็นการนำมาใช้สำหรับวิเคราะห์โซเชียลมีเดีย อย่างการให้ Power BI ติดตามยอด Like ยอด Share และ Comment ของโพสต์บนโซเชียลมีเดียขององค์กรว่ามีจำนวนมากแค่ไหน การใช้ Power BI ช่วยให้ฝ่ายขายสามารถสร้างแดชบอร์ดเพื่อติดตาม Sales Metrics เช่น รายได้รวม กำไรสุทธิ และอัตราการปิดยอดขาย ของพนักงานเป็นรายบุคคลและยอดของทีมโดยรวม นอกจากนี้ยังสามารถใช้ Power BI มาวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าว เพื่อคาดการณ์ยอดขายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตตามระยะเวลาที่กำหนด ช่วยให้ทีมนำข้อมูลมาตั้งเป้าหมายที่คาดว่าจะทำได้จริงมากที่สุด...
25 February 2025
PDPA Icon

We use cookies to optimize your browsing experience and improve our website’s performance. Learn more at our Privacy Policy and adjust your cookie settings at Settings

Privacy Preferences

You can choose your cookie settings by turning on/off each type of cookie as needed, except for necessary cookies.

Accept all
Manage Consent Preferences
  • Strictly Necessary Cookies
    Always Active

    This type of cookie is essential for providing services on the website of the Personal Data Protection Committee Office, allowing you to access various parts of the site. It also helps remember information you have previously provided through the website. Disabling this type of cookie will result in your inability to use key services of the Personal Data Protection Committee Office that require cookies to function.
    Cookies Details

  • Performance Cookies

    This type of cookie helps the Big Data Institute (Public Organization) understand user interactions with its website services, including which pages or areas of the site are most popular, as well as analyze other related data. The Big Data Institute (Public Organization) also uses this information to improve website performance and gain a better understanding of user behavior. Although the data collected by these cookies is non-identifiable and used solely for statistical analysis, disabling them will prevent the Big Data Institute (Public Organization) from knowing the number of website visitors and from evaluating the quality of its services.

  • Functional Cookies

    This type of cookie enables the Big Data Institute (Public Organization)’s website to remember the choices you have made and deliver enhanced features and content tailored to your usage. For example, it can remember your username or changes you have made to font sizes or other customizable settings on the page. Disabling these cookies may result in the website not functioning properly.

  • Targeting Cookies

    "This type of cookie helps the Big Data Institute (Public Organization) understand user interactions with its website services, including which pages or areas of the site are most popular, as well as analyze other related data. The Big Data Institute (Public Organization) also uses this information to improve website performance and gain a better understanding of user behavior. Although the data collected by these cookies is non-identifiable and used solely for statistical analysis, disabling them will prevent the Big Data Institute (Public Organization) from knowing the number of website visitors and from evaluating the quality of its services.

Save settings