News
ข่าวประชาสัมพันธ์
BDI News
BDI เผยผลสำเร็จ The UP 2026 ยกระดับ SME 55 บริษัท ใช้ Data–AI แก้โจทย์ธุรกิจจริง คาดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 112 ล้านบาท
22 ตุลาคม 2569, กรุงเทพฯ – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI เผยผลสำเร็จ โครงการ “The UP 2026: Unlock Potential with Data & AI – ปลดล็อกศักยภาพ SME ไทย รับมือวิกฤตเศรษฐกิจด้วย Data & AI” ปีที่ 3 มุ่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ SME ไทย 55 บริษัท จากภาคการผลิต การค้า และบริการ ผ่านกระบวนการเรียนรู้และให้คำปรึกษาเชิงลึก ส่งเสริมการนำ Data และ AI ไปประยุกต์ใช้แก้โจทย์ธุรกิจจริง ทั้งการลดต้นทุน เพิ่มยอดขาย และปรับปรุงกระบวนการผลิต คาดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 112 ล้านบาท พร้อมส่งมอบ Data Roadmap ให้ผู้ประกอบการทุกราย เพื่อวางแผนต่อยอดธุรกิจด้วย Data และ AI อย่างยั่งยืน ดร.สุนทรีย์ ส่งเสริม รองผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ กล่าวว่า ตลอด 3 ปีของการดำเนินโครงการ The UP พบว่าความท้าทายสำคัญของ SME ไทยไม่ใช่การขาดข้อมูล แต่เป็นการนำข้อมูลที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ทางธุรกิจ เนื่องจากหลายกิจการยังมีข้อมูลกระจัดกระจาย ขาดการเชื่อมโยง รวมถึงมีข้อจำกัดด้านทักษะและเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูล ทำให้ไม่สามารถใช้ข้อมูลและเครื่องมือ AI มาใช้สนับสนุนการบริหารจัดการและการตัดสินใจได้อย่างเต็มศักยภาพ หัวใจของโครงการ The UP จึงไม่ใช่เพียงการทำให้ผู้ประกอบการรู้จัก Data และ AI แต่ต้องสามารถนำไปใช้แก้ปัญหาธุรกิจได้จริง โดยเริ่มจากโจทย์และความต้องการของแต่ละกิจการ แล้วนำข้อมูลมาช่วยวิเคราะห์และพัฒนาแนวทางแก้ไขที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ทั้งการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างโอกาสในการเติบโต สำหรับโครงการ The UP 2026 มุ่งเน้นการใช้ข้อมูลให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติ ผ่านกิจกรรม Workshop เสริมสร้างทักษะด้าน Data และ AI ก่อนทั้ง 55 บริษัทเข้าสู่กระบวนการให้คำปรึกษาเชิงลึกแบบ 1:1 ร่วมกับMentor และผู้เชี่ยวชาญ รวมมากกว่า 400 ชั่วโมง เพื่อวิเคราะห์ปัญหา ออกแบบแนวทางแก้ไข และพัฒนาเครื่องมือให้เหมาะสมกับแต่ละธุรกิจ ครอบคลุมตั้งแต่การจัดระบบและเชื่อมโยงข้อมูล การพัฒนาเครื่องมือวิเคราะห์ ไปจนถึงการสร้างต้นแบบและทดลองใช้งานจริง โดยมุ่งผลลัพธ์ทางธุรกิจ 3 ด้านหลัก ได้แก่ การลดต้นทุน การเพิ่มยอดขาย และการปรับปรุงกระบวนการดำเนินงาน ทั้งนี้ คาดการณ์ว่า ผู้ประกอบการทั้งหมดจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 112 ล้านบาทหลังจากจบโครงการ โดยจะมีการติดตามผลกระทบมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อสะท้อนผลลัพธ์จากการนำ Data และ AI ไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพ ลดความสูญเสีย และสร้างโอกาสทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ทุกบริษัทยังได้รับ Data Roadmap เพื่อเป็นแนวทางพัฒนาการใช้ Data และ AI ในระยะต่อไป ตั้งแต่การยกระดับคุณภาพข้อมูล การพัฒนาทักษะบุคลากร ไปจนถึงการต่อยอดเครื่องมือและระบบงานให้สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมสนับสนุนการเรียนรู้ผ่านสื่อวิดีโอความรู้ D-Drive และหลักสูตรพัฒนาทักษะด้าน Data และ AI ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือกับหน่วยงานในกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม อาทิ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เพื่อร่วมกันยกระดับศักยภาพดิจิทัลและขีดความสามารถในการแข่งขันของ SME ไทย ภายในงาน The UP: Impact Day ได้มีการมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้ประกอบการที่ผ่านโครงการ พร้อมมอบรางวัลแก่กิจการที่มีผลงานโดดเด่น ได้แก่ คุณลินดา บูรณะชน จากบริษัท ครัวเจ๊ง้อ กาญจนาภิเษก จำกัด ผู้ได้รับรางวัล The UP Breakthrough Award กล่าวว่า การเข้าร่วมโครงการช่วยยกระดับการบริหารจัดการวัตถุดิบ จากเดิมที่ใช้เอกสารบันทึกด้วยลายมือและข้อมูลกระจัดกระจาย สู่ระบบบริหารสต็อกและฐานข้อมูลกลางที่สามารถติดตามวัตถุดิบได้ตั้งแต่การรับเข้า การแปรรูป การเบิกใช้ จนถึงสต็อกคงเหลือ ช่วยให้วางแผนสั่งซื้อวัตถุดิบสดได้เหมาะสม ลดเงินทุนจมในสต็อกและการสูญเสียวัตถุดิบ พร้อมติดตามต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงตามราคาตลาดได้อย่างเป็นระบบ ทำให้บริหารต้นทุนและตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้าน คุณแสงเดือน ลีลาสมานชัย จากบริษัท ลีออร์คิด จำกัด ผู้ได้รับรางวัล The UP Transformation Award กล่าวว่า โครงการช่วยยกระดับกระบวนการทำงานขององค์กรด้วยการพัฒนาฐานข้อมูลกลางและระบบเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ผ่านการจัดทำ Master Data และ Data ID พร้อมนำ Dashboard และเครื่องมือดิจิทัลมาสนับสนุนการบริหารจัดการ ทำให้ข้อมูลและขั้นตอนการทำงานเชื่อมโยงกันได้จริง ลดความซ้ำซ้อน เพิ่มความสะดวกในการติดตามและตรวจสอบข้อมูล ช่วยให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น และวางรากฐานสำหรับการขยายโอกาสทางธุรกิจในอนาคต ดร.สุนทรีย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า โครงการ The UP สะท้อนให้เห็นว่า Data และ AI ไม่ใช่เทคโนโลยีสำหรับองค์กรขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ SME สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ตามความพร้อมของธุรกิจ โดยตลอด 3 ปีที่ผ่านมา BDI สนับสนุนผู้ประกอบการไปแล้วกว่า 100 บริษัท และมุ่งนำบทเรียนจากโครงการมาต่อยอดการพัฒนาศักยภาพ SME ให้สามารถใช้ข้อมูลสร้างคุณค่าทางธุรกิจได้ด้วยตนเอง เป้าหมายของ BDI ไม่ใช่เพียงการทำให้ SME เข้าถึง Data และ AI แต่คือการสร้างความสามารถให้ผู้ประกอบการนำเทคโนโลยีไปใช้ต่อได้จริง เพราะเมื่อธุรกิจมีข้อมูลพร้อมใช้ บุคลากรมีทักษะ และสามารถใช้ข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจได้ ก็จะเป็นรากฐานสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ SME เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาวต่อไป สำหรับผู้ประกอบที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: https://theup.bdi.or.th/ และติดตามอัปเดตข้อมูล กิจกรรมต่าง ๆ ของสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ได้ทางเว็บไซต์ https://bdi.or.th/ และ Facebook: BDI – Big Data Institute
22 October 2026
BDI พัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย
21 ตุลาคม 2569, กรุงเทพมหานคร – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI โดยศูนย์บูรณาการและวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ ร่วมกับฝ่ายพัฒนากำลังคน จัดอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร “การพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงประเด็น (Mentored Issue-based Analysis)” มุ่งยกระดับทักษะการวิเคราะห์ข้อมูลด้านสุขภาพ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบ พร้อมส่งเสริมการพัฒนาต้นแบบการวิเคราะห์ข้อมูลที่สามารถนำไปต่อยอดในการดำเนินงานจริงของหน่วยงาน โดยได้รับเกียรติจาก แพทย์หญิงปฐมพร ศิรประภาศิริ ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิด้านสาธารณสุขดิจิทัล กรุงเทพมหานคร และผู้ทรงคุณวุฒิด้านบูรณาการข้อมูล สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ กล่าวเปิดการอบรม ณ โรงแรมสยาม แอท สยาม ดีไซน์ โฮเทล แบงค็อก แพทย์หญิงปฐมพร ศิรประภาศิริ กล่าวว่า “การขับเคลื่อนงานด้านสุขภาพในปัจจุบัน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งสำคัญคือการนำข้อมูลที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยเฉพาะการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจปัญหา ค้นหาประเด็นสำคัญ และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย การพัฒนาทักษะบุคลากรจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยเปลี่ยนข้อมูลให้กลายเป็นข้อค้นพบและแนวทางการดำเนินงานที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ซึ่งการอบรมครั้งนี้จะเป็นโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้กระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลจากโจทย์การทำงาน และนำความรู้ไปต่อยอดเพื่อสนับสนุนการพัฒนางานด้านสุขภาพของหน่วยงานต่อไป” หลักสูตรดังกล่าว มุ่งพัฒนาทักษะบุคลากรจากหน่วยงานด้านสุขภาพ หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานวิชาการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลกว่า 10 หน่วยงาน โดยออกแบบการเรียนรู้ภายใต้แนวคิด Problem-first, Tool-second หรือการเริ่มต้นจากโจทย์ปัญหาก่อนเลือกใช้เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถกำหนดประเด็นคำถาม เลือกใช้ข้อมูลที่เหมาะสม วิเคราะห์และตีความผล ตลอดจนสังเคราะห์ข้อค้นพบที่นำไปใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบาย ผ่านการเรียนรู้จากกรณีศึกษา การลงมือปฏิบัติจริง และการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ หลักสูตรดำเนินการต่อเนื่องตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงธันวาคม 2569 ครอบคลุมการทำความเข้าใจโครงสร้างและคุณภาพข้อมูล การเตรียมข้อมูล การวิเคราะห์เชิงสถิติ การค้นหาข้อค้นพบสำคัญจากข้อมูล ตลอดจนการใช้โปรแกรม Microsoft Excel และ Power BI เพื่อออกแบบ Dashboard สำหรับการติดตาม วิเคราะห์ และนำเสนอข้อมูลประกอบการตัดสินใจของผู้บริหาร โดยมุ่งให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำความรู้และเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลไปประยุกต์ใช้กับโจทย์การทำงานจริง นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมจะได้พัฒนา Mini Project จากโจทย์การทำงานจริงของหน่วยงาน ผ่านกระบวนการให้คำปรึกษาเชิงลึก (Mentoring) โดยทีมฝ่ายพัฒนากำลังคน BDI ตั้งแต่การตรวจสอบโจทย์และแนวทางการวิเคราะห์ข้อมูล การทบทวนผลเพื่อสังเคราะห์ข้อค้นพบสำคัญ ไปจนถึงการปรับปรุง Dashboard และเตรียมความพร้อมสำหรับการนำเสนอผลงาน เพื่อให้เกิดต้นแบบการวิเคราะห์ข้อมูลที่สอดคล้องกับความต้องการใช้งานจริง ในขั้นตอนสุดท้าย ผู้เข้าร่วมจะนำเสนอผลงานต่อคณะกรรมการในรูปแบบ Final Presentation & Executive Pitching พร้อมสาธิต Dashboard หรือต้นแบบการวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Interactive โดยมีผลลัพธ์ที่คาดหวัง ได้แก่ Dashboard ต้นแบบ เอกสารสรุปข้อค้นพบและข้อเสนอเชิงนโยบาย รวมถึงแนวทางการนำผลการวิเคราะห์ไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานของหน่วยงาน เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้จากการอบรมสู่การใช้ประโยชน์จากข้อมูลอย่างเป็นรูปธรรม การดำเนินงานครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ BDI ในการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากข้อมูลสุขภาพ ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้สามารถวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ โดยมุ่งให้การเรียนรู้ไม่ได้สิ้นสุดเพียงการใช้เครื่องมือ แต่สามารถต่อยอดสู่การพัฒนาต้นแบบและข้อเสนอที่ตอบโจทย์การดำเนินงานและการกำหนดนโยบายด้านสุขภาพได้อย่างเป็นรูปธรรม
21 October 2026
BDI ร่วมพิธีสวดพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตร ถวายพระราชกุศลเนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
21 ตุลาคม 2569, กรุงเทพฯ – นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีสวดพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตร เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กระทรวงฯ เข้าร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียงกัน ทั้งนี้ สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI นำโดย ดร.สุนทรีย์ ส่งเสริม รองผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ BDI เข้าร่วมพิธี เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและร่วมถวายพระราชกุศล น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ณ บริเวณโถง ชั้น 1 อาคารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ อาคารซี กรุงเทพมหานคร
21 October 2026
BDI ผู้แทนกระทรวงดีอี ร่วมเวที World Bank Global AI & Digital Summit 2026 ชูยุทธศาสตร์ AI ไทย สร้างสมดุลการลงทุน Data Center–พลังงาน–สิ่งแวดล้อม
BDI ผู้แทนกระทรวงดีอี ร่วมเวที World Bank Global AI & Digital Summit 2026 ชูยุทธศาสตร์ AI ไทย สร้างสมดุลการลงทุน Data Center–พลังงาน–สิ่งแวดล้อม 21 ตุลาคม 2569, กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI โดย ศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ ได้รับมอบหมายจาก นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนประเทศไทย (Head of Delegation) เข้าร่วมการประชุม Global AI & Digital Summit 2026 ซึ่งจัดโดย World Bank Group ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐของสาธารณรัฐเกาหลี ระหว่างวันที่ 19–22 ตุลาคม 2569 ณ กรุงโซล พร้อมร่วมเสวนาหัวข้อ “Watt’s the Cost of AI Infrastructure” นำเสนอยุทธศาสตร์ AI ของประเทศไทย และแนวทางสร้างสมดุลระหว่างการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Data Center กับความพร้อมด้านพลังงาน ทรัพยากร และการเติบโตอย่างยั่งยืน ศ. ดร.ธีรณี ถ่ายทอด 4 ประเด็นสำคัญในการขับเคลื่อน AI ของประเทศไทย ได้แก่ 1) ยุทธศาสตร์ AI ของประเทศ มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับบริบท ภาษา และความต้องการของไทย โดยยกตัวอย่างการพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ Thai Large Language Model (ThaiLLM) เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถด้าน AI ภายในประเทศ 2) การบริหารทรัพยากรเพื่อรองรับการลงทุน โดยคำนึงถึงความพร้อมด้านไฟฟ้า น้ำ และพื้นที่สำหรับ Data Center เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมการลงทุนกับความยั่งยืนของทรัพยากร 3) การประยุกต์ใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารทรัพยากร อาทิ การใช้ AI พยากรณ์กำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อสนับสนุนการวางแผนและบริหารระบบไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ และ 4) การบูรณาการนโยบายระหว่างหน่วยงาน ด้านดิจิทัล การลงทุน พลังงาน และการกำกับดูแล โดยยกแนวทาง Data Center One-Stop Service เพื่ออำนวยความสะดวก ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการลงทุน นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเน้นย้ำการพัฒนาระบบนิเวศ AI อย่างรอบด้าน ผ่าน 5 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ ความสามารถในการประมวลผล (Computing Power) โครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน (Infrastructure and Power) บุคลากรและทักษะ (People) ข้อมูล (Data) และเงินทุน (Capital) ควบคู่กับการลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลและการเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อให้ AI เป็นกลไกเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจ สร้างโอกาส และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม การประชุมครั้งนี้ ยังสะท้อนความต่อเนื่องของวาระการพัฒนาระดับโลกจากการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ กรุงเทพมหานคร โดยมีประเด็นร่วมด้านบทบาทของ AI ต่อเศรษฐกิจ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาทักษะกำลังคน และการลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล ขณะที่เวที Global AI & Digital Summit 2026 ณ กรุงโซล มุ่งต่อยอดการหารือสู่แนวทางเชิงปฏิบัติในการใช้ AI เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน การเข้าร่วมเวทีระดับนานาชาติครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ BDI ในการสนับสนุนยุทธศาสตร์ AI ของประเทศไทย ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล การเชื่อมโยงและแบ่งปันข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ตลอดจนการส่งเสริมการใช้ Big Data และ AI เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวปฏิบัติจากนานาชาติ เพื่อต่อยอดระบบนิเวศข้อมูลและ AI ของไทย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และขับเคลื่อนประเทศด้วยข้อมูลอย่างมีทิศทาง
21 October 2026
BDI ชู 4 เสาหลักแผน AI แห่งชาติ ต่อยอด Data Center สู่การสร้างมูลค่าเศรษฐกิจไทย ดัน AI Model–Applications แข่งขันระดับโลก
20 ตุลาคม 2569, กรุงเทพฯ – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI โดย ดร.อภิวดี ปิยธรรมรงค์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านบูรณาการข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ ร่วมเสวนาในหัวข้อ “Thailand’s Concern” ภายในงาน NATION FORUM 2027: Thailand’s Agenda ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “BUILT FOR THE INTELLIGENCE ECONOMY” ณ พารากอนฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยนำเสนอทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรม Data Center ของประเทศไทย พร้อมเผยความคืบหน้าของร่างแผน AI แห่งชาติ ซึ่งผ่านความเห็นชอบในระดับกรอบหลักการแล้ว มุ่งวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล สร้างความเชื่อมั่น พัฒนากำลังคน และต่อยอดอุตสาหกรรม AI เพื่อให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากกว่าการเป็นเพียงฐานรองรับการลงทุน Data Center ดร.อภิวดี กล่าวว่า ร่างแผน AI แห่งชาติกำหนดกรอบการขับเคลื่อนผ่าน 4 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ 1) Infrastructure การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและเสริมสร้างขีดความสามารถด้านอธิปไตยทางดิจิทัลของประเทศ 2) Trust การสร้างความเชื่อมั่นต่อการพัฒนาและใช้ประโยชน์จาก AI โดยให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัย การกำกับดูแล และการสื่อสารกับประชาชน 3) Human Capital การพัฒนากำลังคนให้มีทักษะพร้อมรองรับอุตสาหกรรม AI ผ่านความร่วมมือของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงแรงงาน โดยเฉพาะบุคลากรสายอาชีพและผู้ปฏิบัติงานที่สามารถนำทักษะไปใช้ได้จริง และ 4) Value Creation การสร้างมูลค่าเพิ่มจากอุตสาหกรรมดิจิทัลและ AI เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สำหรับการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ดร.อภิวดี อธิบายว่า อุตสาหกรรม AI ประกอบด้วยโครงสร้างสำคัญ 5 ระดับ ได้แก่ Energy, Chip, Data Center, AI Model และ Applications ซึ่งเชื่อมโยงกันตั้งแต่พลังงานและโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผล ไปจนถึงการพัฒนาโมเดล AI และแอปพลิเคชันสำหรับใช้งานจริง โดยประเทศไทยจำเป็นต้องมองให้ไกลกว่าการดึงดูดการลงทุน Data Center และมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนา AI Model และ Applications ที่มีศักยภาพแข่งขันในระดับสากล เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยมีส่วนร่วมในห่วงโซ่มูลค่าอุตสาหกรรม AI ของโลกมากขึ้น ขณะเดียวกัน การส่งเสริมการลงทุน Data Center ต้องดำเนินควบคู่กับการกำกับดูแลอย่างรอบด้าน โดยมีคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ และคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ ผังเมือง สาธารณูปโภค สิ่งแวดล้อม และการบูรณาการข้อมูล เพื่อกำกับดูแลการลงทุนให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศ ทั้งด้านความปลอดภัย การบริหารจัดการทรัพยากร และผลกระทบต่อชุมชน พร้อมส่งเสริมการพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน และการใช้สินค้าและบริการภายในประเทศ เพื่อกระจายประโยชน์จากการลงทุนสู่ภาคเศรษฐกิจไทย ในประเด็นข้อกังวลของประชาชนเกี่ยวกับ Data Center ทั้งการใช้น้ำ พลังงาน การจัดเก็บเชื้อเพลิง เสียงรบกวน และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ดร.อภิวดี เน้นย้ำว่า การกำกับดูแลต้องยึด มาตรฐานสากล ควบคู่กับบริบทของประเทศไทย โดยเฉพาะการวางผังเมืองและการพิจารณาระยะห่างจากพื้นที่อ่อนไหว เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน และศาสนสถาน รวมถึงการเลือกใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพลังงานและทรัพยากร พร้อมให้ความสำคัญกับการสื่อสารมาตรการกำกับดูแลและมาตรฐานความปลอดภัยอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นให้ประชาชน ทั้งนี้ ดร.อภิวดี ชี้ว่า Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI โดยโจทย์สำคัญของประเทศไทยไม่ใช่เพียงการดึงดูดการลงทุน แต่คือ การพัฒนาและบริหารจัดการ Data Center ให้มีความปลอดภัย เหมาะสมกับบริบทของประเทศ และสามารถต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจภายในประเทศได้อย่างแท้จริง ภายใต้ความสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ การดูแลสิ่งแวดล้อม และผลประโยชน์ของประชาชน แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับภารกิจของ BDI ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลและส่งเสริมการใช้ประโยชน์จาก Big Data และ AI เพื่อขับเคลื่อนประเทศ ผ่านการพัฒนาแพลตฟอร์ม D2 (Data Integration and Intelligence Platform) เพื่อเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ สนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลแห่งชาติ (National Data Backbone) ควบคู่กับการพัฒนา ThaiLLM เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถด้าน AI ของไทย ตลอดจนการพัฒนากำลังคนและระบบนิเวศด้านข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถต่อยอดโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสู่การสร้างนวัตกรรม บริการ และมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดประโยชน์ต่อประเทศอย่างยั่งยืน
20 October 2026
BDI ชูแนวคิด Digital Sovereignty ยุค AI สร้างสมดุลนวัตกรรม–ความมั่นคง–การเติบโต มุ่งพัฒนาขีดความสามารถดิจิทัลไทยอย่างยั่งยืน
19 ตุลาคม 2569, กรุงเทพฯ – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI โดย ดร.อภิวดี ปิยธรรมรงค์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านบูรณาการข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ ร่วมการประชุมสัมมนา “Digital Infrastructure for the Future” จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชัน โดยได้รับเกียรติจาก น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานกล่าวเปิดงาน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศไทยให้มีความมั่นคงปลอดภัย พร้อมรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการนี้ ดร.อภิวดี ร่วมเวทีเสวนาหัวข้อ “Digital Sovereignty in AI Era: Balancing Growth, Security and Resilience” พร้อมด้วยผู้แทนจาก สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (NCSA) และบริษัท เอคเซนเชอร์ โซลูชั่นส์ จำกัด (Accenture) ถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับการสร้างอธิปไตยทางดิจิทัลในยุค AI โดยเน้นการสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมและการลงทุน การรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางดิจิทัล และการพัฒนาขีดความสามารถของประเทศในการรับมือกับความเสี่ยงและความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ดร.อภิวดี กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับแนวคิดการกำกับดูแลข้อมูล (Data Governance) จากการมุ่งป้องกันความเสี่ยงเพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้างระบบกำกับดูแลที่เอื้อต่อการเข้าถึง เชื่อมโยง และใช้ประโยชน์จากข้อมูลอย่างปลอดภัยและมีความรับผิดชอบ โดยคำนึงถึงระดับความเสี่ยงและความสำคัญของข้อมูลแต่ละประเภท พร้อมกำหนดสิทธิการเข้าถึงและเงื่อนไขการใช้ข้อมูลอย่างเหมาะสม เพื่อให้สามารถนำข้อมูลไปต่อยอดพัฒนา AI และสร้างนวัตกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ “Digital Sovereignty ในมิติของข้อมูล ไม่ใช่การบังคับให้ข้อมูลทุกอย่างต้องอยู่ภายในประเทศ แต่คือความสามารถในการกำหนดได้ว่า ข้อมูลใดควรถูกใช้ โดยใคร ภายใต้เงื่อนไขอะไร และสามารถบังคับใช้เงื่อนไขเหล่านั้นได้จริง” โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนข้อมูลของประเทศไทยให้เป็นสินทรัพย์ที่สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างน่าเชื่อถือ ขณะเดียวกัน ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) และความสามารถในการรับมือและฟื้นตัวจากวิกฤต (Resilience) ต้องดำเนินควบคู่กัน เนื่องจากระบบ AI พึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานหลายระดับ ตั้งแต่พลังงาน ศูนย์ข้อมูล (Data Center) หน่วยประมวลผล โมเดล AI ไปจนถึงแพลตฟอร์มให้บริการ การมี Data Center ตั้งอยู่ภายในประเทศเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ หากยังขาดความสามารถในการบริหารความเสี่ยงและระบบสำรองที่มีประสิทธิภาพ ประเทศไทยจึงต้องให้ความสำคัญกับการออกแบบระบบที่ปลอดภัยตั้งแต่ต้น (Security by Design) การกระจายความเสี่ยง และการสร้างทางเลือกในการใช้เทคโนโลยี เพื่อให้สามารถรักษาความต่อเนื่องของบริการดิจิทัลที่จำเป็นต่อประชาชนและเศรษฐกิจได้แม้เกิดวิกฤต สำหรับการสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรม การลงทุน และความมั่นคงของประเทศ ดร.อภิวดี เสนอแนวคิด “Practical Sovereignty” หรือ “Selective Sovereignty” โดยมุ่งพัฒนาขีดความสามารถในด้านที่ประเทศไทยมีศักยภาพ โดยเฉพาะข้อมูล โมเดล AI และแพลตฟอร์มที่สอดคล้องกับบริบทไทย ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงจากการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างประเทศ รวมถึงการต่อยอดการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไปสู่การพัฒนาบุคลากร การสร้างนวัตกรรมและบริการ AI ตลอดจนการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจภายในประเทศ พร้อมย้ำว่า “เป้าหมายของอธิปไตยด้าน AI ไม่ใช่การทำให้ประเทศไทยไม่ต้องพึ่งพาใครเลย แต่คือการทำให้ประเทศมีทางเลือก มีอำนาจต่อรอง และสามารถสร้างคุณค่าจาก AI ได้ด้วยขีดความสามารถของเราเอง” นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ BDI ยังได้ร่วมจัดนิทรรศการภายในงาน เพื่อประชาสัมพันธ์บทบาท ภารกิจ และการดำเนินงานของสถาบันฯ ในการขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จาก Big Data และ AI พร้อมสร้างการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลของประเทศ ตลอดจนแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้เข้าร่วมงาน เพื่อส่งเสริมการบูรณาการข้อมูลและต่อยอดการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม การเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของ BDI ในการสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล การกำกับดูแลและเชื่อมโยงข้อมูลอย่างมีมาตรฐาน ตลอดจนการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จาก Big Data และ AI ควบคู่กับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถทางดิจิทัลของประเทศไทยให้มีความมั่นคง ยืดหยุ่น และสามารถต่อยอดข้อมูลและเทคโนโลยีสู่การสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างยั่งยืน
19 October 2026
BDI ร่วมเวที World Bank แนะแนวทางกำกับ Data Center ไทย มุ่งสร้างสมดุลการลงทุน–พลังงาน–สิ่งแวดล้อม หนุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ของประเทศ
13 ตุลาคม 2569, กรุงเทพฯ – ศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) เข้าร่วมเป็นวิทยากรในกิจกรรม Knowledge Café ภายใต้หัวข้อ “Data Centers: From Reform to Investment” ซึ่งจัดโดย World Bank Group ระหว่างการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings) ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร โดยร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายเกี่ยวกับการลงทุนพัฒนา Data Center และโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ศ. ดร.ธีรณี กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเร่งพัฒนากรอบการกำกับดูแลการประกอบกิจการ Data Center ภายใต้การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อส่งเสริมการลงทุนที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ โดยคำนึงถึงประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การใช้ทรัพยากร และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนอย่างรอบด้าน ทั้งนี้ ความท้าทายสำคัญของประเทศไทยมี 3 ประการ ได้แก่ การกระจายอำนาจอนุญาตอยู่ในหลายหน่วยงาน (Fragmented Authority) ทำให้การขออนุญาตจัดตั้ง Data Center ต้องผ่านกระบวนการของหน่วยงานภาครัฐหลายแห่ง การขาดข้อมูลภาพรวม Data Center ของประเทศที่เป็นระบบเดียวกัน (Limited Visibility) ทั้งจำนวน ประเภท และที่ตั้งของศูนย์ข้อมูล และ การขาดกรอบหลักเกณฑ์ร่วมในการพิจารณาโครงการ (Unclear Decision Framework) เพื่อกำหนดความเหมาะสมของการลงทุนและพื้นที่ตั้งโครงการ เพื่อแก้ไขข้อจำกัดดังกล่าว ภาครัฐได้จัดตั้งกลไกคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ พร้อมคณะอนุกรรมการ 4 ชุด เพื่อรวบรวมข้อมูล ศึกษาแนวทางกำกับดูแล และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเสนอต่อคณะรัฐมนตรี โดยเบื้องต้นอยู่ระหว่างพิจารณาการพัฒนากรอบหลักเกณฑ์สำหรับการอนุมัติโครงการลงทุนผ่านแนวทาง Decision Tree ซึ่งครอบคลุม 3 มิติสำคัญ ได้แก่ 1. ประสิทธิภาพการใช้พลังงานและน้ำ พิจารณาประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Power Usage Effectiveness: PUE) และประสิทธิภาพการใช้น้ำ (Water Usage Effectiveness: WUE) เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ 2. การก่อสร้างและผังเมือง พิจารณาขนาดโครงการ ความต้องการใช้ไฟฟ้า ระบบเชื้อเพลิงสำรอง ระยะถอยร่นของอาคาร และความเหมาะสมของพื้นที่ตั้ง ทั้งเขตที่อยู่อาศัย พาณิชยกรรม และอุตสาหกรรม ซึ่งมีข้อจำกัดและเงื่อนไขแตกต่างกัน 3. ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน พิจารณาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินกิจการ ทั้งด้านเสียง กลิ่น และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ โดยอาศัยการพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ศ. ดร.ธีรณี ยังสะท้อนมุมมองว่า การพิจารณาโครงการลงทุน Data Center ไม่ควรมุ่งเพียงการผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ แต่ต้องประเมินถึง ผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากการลงทุนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งด้านการสร้างงานและพัฒนาทักษะบุคลากรไทย การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด การพัฒนาผู้ประกอบการและธุรกิจดิจิทัลในประเทศ การเพิ่มโอกาสเข้าถึงบริการ Cloud และ AI ตลอดจนการสร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชนในพื้นที่ โดยแนวทางกำกับดูแลที่กำลังพัฒนาจะต้องรองรับผู้ประกอบการอย่างหลากหลาย ทั้ง Data Center ขนาดใหญ่ระดับ Hyperscale ขนาดกลาง ขนาดเล็ก และผู้ประกอบการไทย เพื่อสนับสนุนการเติบโตของระบบนิเวศดิจิทัลอย่างทั่วถึง ขณะเดียวกัน Mr. Mahesh Uttamchandani, Regional Practice Director for Digital & AI in East Asia and Pacific and South Asia Regions, World Bank Group ได้นำเสนอมุมมองเกี่ยวกับทิศทางการลงทุน Data Center โดยระบุว่า แต่ละประเทศมีระดับความพร้อม ศักยภาพ และความต้องการใช้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแตกต่างกัน จึงไม่จำเป็นต้องลงทุนสร้าง Data Center ขนาดใหญ่ในรูปแบบเดียวกันทั้งหมด แต่ควรเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI โดยตรง การใช้ศูนย์ข้อมูลขนาดเล็กร่วมกับบริการ Cloud ระดับภูมิภาคและระดับโลก ตลอดจนการประยุกต์ใช้ Small AI เพื่อตอบโจทย์ความต้องการในระดับท้องถิ่น World Bank ยังเน้นย้ำบทบาทของภาครัฐในการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุนของภาคเอกชน โดยเฉพาะการกำหนดหลักเกณฑ์ด้าน Data Governance ที่ชัดเจน การพัฒนาโครงข่ายอินเทอร์เน็ตและระบบเชื่อมต่อที่มีเสถียรภาพ การปรับปรุงกระบวนการอนุมัติการลงทุนให้มีประสิทธิภาพและคาดการณ์ได้ รวมถึงการวางแผนบริหารจัดการไฟฟ้า น้ำ และที่ดินอย่างเหมาะสม พร้อมส่งเสริมการใช้บริการ Cloud ของภาครัฐเพื่อสร้างความต้องการใช้งานที่ชัดเจนและสนับสนุนการลงทุนในระยะยาว การแลกเปลี่ยนมุมมองในเวทีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนานโยบาย Data Center ของประเทศไทยไม่ใช่เพียงการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แต่ต้องสร้างสมดุลระหว่างต้นทุนการใช้ทรัพยากร ผลกระทบต่อชุมชน และประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ประเทศจะได้รับ พร้อมวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้าน Cloud และ AI ที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยอย่างยั่งยืน ขอบคุณภาพจาก: World Bank Group
13 October 2026
BDI ก้าวสู่ปีที่ 4 ชู Data Backbone เชื่อมข้อมูลพร้อมใช้ ต่อยอด ThaiLLM–กำลังคน AI ผนึกภาครัฐ–เอกชน สร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้
8 ตุลาคม 2569, กรุงเทพฯ – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ภายใต้การกำกับของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) จัดงาน “BDI Day 2026: Big Data for a Resilient Thailand” ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 4 ของการดำเนินงาน พร้อมเปิดทิศทางปี 2570 มุ่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลของประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลให้พร้อมใช้ ต่อยอด AI ภาษาไทยและกำลังคนด้าน Data–AI รวมถึงขยายความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อเปลี่ยนข้อมูลสู่ผลลัพธ์ที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง โดยมี นายกุลิศ สมบัติศิริ ประธานกรรมการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี นายกุลิศ สมบัติศิริ ประธานกรรมการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ กล่าวว่า แนวคิด “Big Data for a Resilient Thailand” สะท้อนบทบาทของข้อมูลในการเตรียมประเทศไทยให้สามารถรับมือ ปรับตัว และฟื้นตัวจากความเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกันมากขึ้น ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และพลังงาน โดยข้อมูลเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้ประเทศเข้าใจสถานการณ์ มองเห็นความเสี่ยง และตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม ขณะที่ความท้าทายสำคัญคือการทำให้ข้อมูลที่กระจายอยู่ในหลายหน่วยงานสามารถเชื่อมโยงและใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ ภายใต้กติกา มาตรฐาน และกลไกที่สร้างความเชื่อมั่น เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจและกำหนดมาตรการที่ตอบโจทย์ประชาชนได้ตรงจุด “ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัล พ.ศ. 2569 และแผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่ พ.ศ. 2568–2570 เป็นกลไกสำคัญในการวางกรอบให้การเชื่อมโยงและใช้ประโยชน์จากข้อมูลภาครัฐเป็นระบบ ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การประยุกต์ใช้ AI และการพัฒนากำลังคน โดยบทบาทของ BDI คือการทำให้ความพร้อมด้านข้อมูลนำไปสู่การใช้ประโยชน์ที่ตอบโจทย์ประเทศ พร้อมเดินหน้าสู่บทบาท National Data Backbone ผ่านโครงสร้างพื้นฐานอย่าง D2 เพื่อให้ข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ สามารถแบ่งปันและใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ โดยเฉพาะการสนับสนุนการจัดการภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉินของประเทศ” นายกุลิศ กล่าว ศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ กล่าวถึงทิศทางการดำเนินงานปี 2570 ภายใต้หัวข้อ “Data Backbone for a Resilient Thailand เชื่อมข้อมูลพร้อมรับอนาคต” โดยชูข้อมูลในฐานะโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ และการพัฒนากลไกให้ข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ สามารถเชื่อมโยง แลกเปลี่ยน และนำไปใช้สนับสนุนการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา BDI มุ่งวางรากฐานให้ข้อมูลของประเทศสามารถเชื่อมโยงและใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ การก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 จึงเป็นช่วงสำคัญของการต่อยอดจากโครงสร้างพื้นฐานไปสู่การสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ทั้งในการกำหนดนโยบาย การยกระดับบริการประชาชน และการรับมือกับโจทย์สำคัญของประเทศ เป้าหมายของเรา คือ ทำให้ข้อมูลไม่เพียง ‘เชื่อมถึงกัน’ แต่ต้อง ‘พร้อมใช้’ และสร้างคุณค่าได้จริง หนึ่งในกลไกสำคัญคือ D2 หรือ Data Integration and Intelligence Platform แพลตฟอร์มการเชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งพัฒนาขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของ National Data Backbone เพื่อสนับสนุนการแบ่งปันและใช้ประโยชน์จากข้อมูลระหว่างหน่วยงานอย่างเป็นระบบ มีมาตรฐาน และคำนึงถึงความมั่นคงปลอดภัย สอดคล้องกับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัล พ.ศ. 2569 เพื่อให้ข้อมูลพร้อมสนับสนุนการกำหนดนโยบาย บริการประชาชน และการรับมือสถานการณ์สำคัญของประเทศ [จาก “วางรากฐาน” สู่ “สร้างผลลัพธ์” หมุดหมายสำคัญของ BDI ปีที่ 4]การก้าวสู่ปีที่ 4 สะท้อนการขยับจากการวางรากฐานด้านข้อมูล สู่การนำ Data และ AI ไปใช้กับโจทย์จริง ผ่าน “BDI Forward: Progress in Action เปิดความก้าวหน้า สู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้” ซึ่งนำเสนอความก้าวหน้าและแผนปี 2570 ของโครงการสำคัญ ได้แก่ Travel Link เชื่อมโยงข้อมูลเพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการท่องเที่ยว, Health Link เชื่อมข้อมูลสุขภาพเพื่อสนับสนุนการรักษาและส่งต่อผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง, Envi Link วิเคราะห์ข้อมูลสิ่งแวดล้อมเพื่อเฝ้าระวังและรับมือปัญหา โดยเฉพาะ PM 2.5 และ PD Link เชื่อมข้อมูลระดับจังหวัดเพื่อสนับสนุนการวางแผนและตัดสินใจเชิงพื้นที่ อีกหนึ่งแกนสำคัญคือ การพัฒนากำลังคนด้าน Data และ AI ผ่านแนวทาง Micro-credential เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และรับรองทักษะเฉพาะด้าน ควบคู่กับ THackle และกิจกรรม Hackathon ที่เปิดโอกาสให้นำองค์ความรู้มาประยุกต์ใช้กับโจทย์จริง และต่อยอดสู่ผลลัพธ์ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ [ต่อยอด ThaiLLM สู่ AI ที่เข้าใจบริบทประเทศไทย]ด้านปัญญาประดิษฐ์ นายปฏิภาณ ประเสริฐสม (รักษาการ) ผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ เปิดทิศทาง ThaiLLM 2570 มุ่งยกระดับโมเดลภาษาไทยให้ครอบคลุมบริบทของประเทศมากขึ้น ทั้งการรวบรวมข้อมูลภาษาถิ่นเพื่อสะท้อนความหลากหลายทางภาษา การเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงและทดลองใช้งาน การพัฒนา Benchmark ด้านการสกัดข้อมูลและการตรวจจับข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพของโมเดลให้รองรับการใช้งานได้ดียิ่งขึ้น การพัฒนาดังกล่าวเชื่อมโยงกับแนวคิด AI Sovereignty หรือการเสริมสร้างขีดความสามารถด้าน AI ที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย เพื่อรองรับบทบาทของ AI ที่เพิ่มขึ้นต่อเศรษฐกิจ สังคม และบริการภาครัฐ [เปิดมุมมองยุทธศาสตร์ AI ประเทศไทย สู่ Intelligent Nation]อีกหนึ่งไฮไลต์คือ เวที “Thailand AI Strategy ยุทธศาสตร์ AI ของไทย” ซึ่งแลกเปลี่ยนมุมมองต่อ (ร่าง) แผนปฏิบัติการพัฒนาระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ พ.ศ. 2570–2575 ภายใต้วิสัยทัศน์ “Intelligent Nation – Built. Trusted. Useful” มุ่งเร่งการประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ควบคู่กับการสร้างอธิปไตยทาง AI ผ่าน 4 เสาหลัก ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน ความน่าเชื่อถือ กำลังคน และการสร้างมูลค่า เวทีดังกล่าวได้รับเกียรติจาก ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม CEO/Co-Founder ZTRUS, ดร.แบ๊งค์ งามอรุณโชติ ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (STIPI) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และ ดร.กอบกฤตย์ วิริยะยุทธกร สมาชิกคณะกรรมการกิตติมศักดิ์ AIEAT และ CEO iApp...
8 October 2026
BDI พิธีบำเพ็ญกุศล น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณในหลวงหลวงรัชกาลที่ 9 เนื่องใน “วันนวมินทรมหาราช” 13 ตุลาคม 2569
7 ตุลาคม 2569, กรุงเทพฯ – น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศล และทำบุญตักบาตร เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล และร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันที่ 13 ตุลาคม 2569 “วันนวมินทรมหาราช” โดยมี นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี คณะผู้บริหารกระทรวง และสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ตลอดจนหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดีอี เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง ณ บริเวณโถง ชั้น 1 อาคารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ อาคารซี
7 October 2026