AI Sovereignty

AI Sovereignty

ข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง

Related news and articles

PostType Filter En

บทความ

BDI ผนึก “มติชน” หนุน ThaiLLM เติมข้อมูลภาษาไทยคุณภาพสูง วางรากฐาน National Data Bank for AI ขับเคลื่อน AI Sovereignty ของไทย
21 กันยายน 2569, กรุงเทพฯ – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI โดยศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ และ นายปราปต์ บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU) “โครงการสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์” โดยมี ดร.สุนทรีย์ ส่งเสริม รองผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) และ นายวิชญศักดิ์ สุวรรณทัต รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์ดิจิทัลและไอที เครือมติชน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจากทั้งสองหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน ณ อาคารบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ความร่วมมือครั้งนี้ มุ่งสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์สำหรับภาษาไทย หรือ Thai Large Language Model (ThaiLLM) และ คลังข้อมูลกลางเพื่อการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ของประเทศ (National Data Bank for AI) โดยนำศักยภาพด้านข้อมูลภาษาไทยคุณภาพสูงจากฐานข้อมูลในเครือมติชนมาสนับสนุนการพัฒนา AI ที่เข้าใจภาษา วัฒนธรรม และบริบทของประเทศไทย เสริมความแข็งแกร่งให้ระบบนิเวศ AI ของไทย และวางรากฐานสู่อธิปไตยทางปัญญาประดิษฐ์ (AI Sovereignty) เพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาและใช้ประโยชน์จาก AI บนฐานข้อมูลและบริบทของประเทศอย่างยั่งยืน ศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ กล่าวว่า โครงการ ThaiLLM เป็นความร่วมมือระหว่าง BDI กับหน่วยงานด้านวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศ ได้แก่ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) สมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) และสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT) รวมถึงอาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหิดล โดยในระยะแรกได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DEF) เพื่อพัฒนา ThaiLLM ให้เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ที่สำคัญของประเทศ และเดินหน้าพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อการสร้างโมเดลภาษาที่แข่งขันกับเทคโนโลยีระดับโลก แต่มุ่งเน้นการสร้างทรัพยากรข้อมูลภาษาไทยคุณภาพสูง การพัฒนาโมเดลที่เข้าใจภาษา วัฒนธรรม และบริบทของสังคมไทย ไปจนถึงการสร้างเครื่องมือและแพลตฟอร์มที่ช่วยให้นักพัฒนา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนสามารถเข้าถึงและนำทรัพยากรพื้นฐานมูลค่าสูงเหล่านี้ไปพัฒนาต่อยอด AI ของคนไทยได้ “หัวใจสำคัญของการพัฒนา AI ที่ตอบโจทย์ประเทศไทย คือ การมีข้อมูลภาษาไทยที่มีคุณภาพและสะท้อนบริบทของสังคมไทยอย่างแท้จริง ความร่วมมือกับมติชน จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการนำข้อมูลข่าวสารและเนื้อหาภาษาไทยคุณภาพสูงมาสนับสนุนการพัฒนา ThaiLLM ให้เข้าใจภาษา เหตุการณ์ และบริบทของสังคมไทยได้ดียิ่งขึ้น โดย BDI มีบทบาทในการพัฒนา ThaiLLM และ National Data Bank for AI ขณะที่มติชนสนับสนุนข้อมูลคุณภาพสำหรับการประมวลผลและพัฒนาโมเดล พร้อมร่วมเผยแพร่ผลการศึกษา วิจัย และพัฒนา เพื่อเสริมความมั่นคงด้านภาษา วางรากฐาน AI Sovereignty และขับเคลื่อนระบบนิเวศ AI ของไทยให้เติบโตอย่างมีทิศทาง” ศ. ดร.ธีรณี กล่าว นายปราปต์ บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในปี 2570 นี้มติชนจะก้าวเข้าสู่ปีที่ 50 เครือมติชน ได้แก่ มติชน ข่าวสด ประชาชาติธุรกิจ มติชนสุดสัปดาห์ เทคโนโลยีชาวบ้าน เส้นทางเศรษฐี และศิลปวัฒนธรรม ยังคงทำหน้าที่ผลิตและรวบรวมข้อมูลข่าวสารภาษาไทยที่สะท้อนทั้งเหตุการณ์ ความเปลี่ยนแปลง และบริบทของสังคมไทยในหลากหลายมิติ โดยยังคงบทบาทของการเป็นสื่อที่นำเสนอความจริงและองค์ความรู้เพื่อสังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญคือเรามีฐานข้อมูล เนื้อหา และองค์ความรู้ที่มีคุณภาพ น่าเชื่อถือ ความร่วมมือกับ BDI ในครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสสำคัญในการนำทรัพยากรข้อมูลที่มีคุณภาพมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ในมิติใหม่ โดยเฉพาะการสนับสนุนการพัฒนา ThaiLLM ให้สามารถเข้าใจภาษา เนื้อหา และบริบทของสังคมไทยได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น พร้อมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ที่คนไทยสามารถนำไปใช้และพัฒนาต่อยอดได้จริง “เครือมติชนเชื่อว่า ในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทต่อการทำงานและการใช้ชีวิตมากขึ้น ข้อมูลคุณภาพ คือรากฐานสำคัญของเทคโนโลยีที่มีคุณภาพ ตลอดระยะเวลาการทำงานด้านข่าวและเนื้อหาที่มีมาอย่างยาวนาน มติชนได้สั่งสมข้อมูลที่ให้ความสำคัญกับความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ ความร่วมมือในครั้งนี้ เราจึงให้การสนับสนุนด้านข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือจากฐานข้อมูลของสื่อต่าง ๆ ในเครือฯ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ภาษาไทยให้มีความเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมองค์ความรู้และบริบทในมิติต่าง ๆ ได้อย่างรอบด้านมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ความเชี่ยวชาญในการเรียบเรียงและใช้ภาษาไทยในแบบกองบรรณาธิการข่าวก็เป็นองค์ความรู้สำคัญที่สามารถนำมาต่อยอดสู่การพัฒนา AI ให้เข้าใจบริบทและการสื่อสารภาษาไทยได้อย่างมีคุณภาพ การนำองค์ความรู้และข้อมูลภาษาไทยที่มติชนสั่งสมมาตลอด 50 ปี มาผสานกับศักยภาพด้านข้อมูลและเทคโนโลยีของ BDI จึงไม่ใช่เพียงการสนับสนุนการพัฒนาโมเดล AI แต่คือการร่วมสร้างโครงสร้างพื้นฐานความรู้ภาษาไทยสำหรับอนาคต ที่ช่วยให้เทคโนโลยีเข้าใจบริบทของสังคมไทยได้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งสามารถต่อยอดให้เกิดประโยชน์แก่ภาคธุรกิจ นักพัฒนา สังคม และประเทศได้อย่างยั่งยืน” นายปราปต์ กล่าว สำหรับความคืบหน้าโครงการ ThaiLLM ปัจจุบันโครงการมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทรัพยากรข้อมูล โมเดล เครื่องมือ และชุดเกณฑ์มาตรฐาน (benchmarks) ที่จำเป็นต่อการพัฒนาและประเมินโมเดลภาษาขนาดใหญ่ภาษาไทย เพื่อสนับสนุนนักพัฒนาไทยในการประยุกต์ใช้ต่อยอดให้ได้มาซึ่งเทคโนโลยี AI ที่ตอบโจทย์ในบริบทของตนเอง ทรัพยากรและข้อมูลที่โครงการรวบรวมและพัฒนาขึ้นได้ถูกนำมาใช้ในการสร้างและเผยแพร่โมเดลพื้นฐานผ่านแพลตฟอร์ม Hugging Face (https://huggingface.co/ThaiLLM) โดยปัจจุบันได้มีการเผยแพร่โมเดลพื้นฐานขนาด 8B และ 30B พารามิเตอร์ เพื่อเป็นหนึ่งในทรัพยากรกลางสำหรับในการพัฒนาต่อยอดเป็นโมเดลเฉพาะทางตามความต้องการ โดยมีเครือข่ายพันธมิตรผู้พัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ภาษาไทยจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน อาทิ Pathumma LLM โดย NECTEC, OpenThai โดย AIEAT, Typhoon โดย SCB DataX และ THaLLE โดย KBTG ให้ความสนใจและนำโมเดลไปทดลองพัฒนาต่อยอด นอกจากนี้โครงการ ThaiLLM ยังเปิดให้ผู้ที่สนใจและประชาชนทั่วไปทดลองใช้งานโมเดลที่ถูกต่อยอดจากเครือข่ายพันธมิตรผู้พัฒนาโดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่ ThaiLLM Playground (https://www.thaillm.or.th/) ทั้งในรูปแบบแชทบอท และ API สำหรับนักพัฒนา โดยรองรับมาตรฐาน OpenAI-compatible  ณ ปัจจุบันตัวระบบได้มีผู้สนใจเข้าทดลองใช้งานแล้วมากกว่า 14,000 คน ครอบคลุมตั้งแต่นักศึกษา นักพัฒนา ไปจนถึงองค์กรธุรกิจ สะท้อนการขยายตัวของระบบนิเวศ ThaiLLM จากการพัฒนาโมเดลพื้นฐานสู่การเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนสามารถเข้าถึง ทดลอง และนำ AI ภาษาไทยไปต่อยอดใช้งานจริง
21 September 2026

บทความ

BDI ผนึก อีวาย ประเทศไทย จัดงาน “AI Sovereignty & the Digital Nation: Thailand’s Strategic Imperative” เดินหน้าขับเคลื่อนอธิปไตยด้าน AI ของประเทศไทย
29 เมษายน 2569, กรุงเทพฯ – กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) (BDI) ร่วมกับ อีวาย ประเทศไทย เดินหน้าจัดงาน “AI Sovereignty & the Digital Nation: Thailand’s Strategic Imperative” ขับเคลื่อน “Sovereign AI” ในการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ของประเทศ ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน มุ่งส่งเสริมอธิปไตยทางดิจิทัล ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว พร้อมผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลและสร้างระบบนิเวศ AI ไทยที่เข้มแข็ง ยั่งยืน และสอดคล้องกับบริบทของประเทศอย่างแท้จริง ดร.ชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า “การพัฒนา Sovereign AI เป็นวาระสำคัญของประเทศไทย โดยมุ่งสร้างขีดความสามารถในการพัฒนา และกำกับดูแลเทคโนโลยีได้ด้วยตนเอง บนพื้นฐานของข้อมูลคุณภาพ โครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม และบุคลากรที่มีศักยภาพ เพื่อให้การใช้ AI เกิดประโยชน์อย่างมั่นคง ปลอดภัย และสอดคล้องกับบริบทของประเทศ ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการพัฒนาระบบนิเวศด้านข้อมูลและ AI อย่างยั่งยืน กระทรวงดีอีได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการและมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการวางรากฐานของประเทศในยุค AI หนึ่งในโครงการสำคัญ คือ ThaiLLM ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง BDI, ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC), สมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT), สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC), สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT), จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหิดล โดยโครงการได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DEF) เพื่อสร้างกลไกในการพัฒนา Large Language Model สำหรับภาษาไทย โดยคนไทย และเพื่อให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่เข้าใจภาษา วัฒนธรรม บริบท และความต้องการของสังคมไทยอย่างแท้จริง” นายกุลิศ สมบัติศิริ ประธานกรรมการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) กล่าวว่า “ปัจจุบันโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ AI กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ ไม่ต่างจากพลังงานหรือระบบสาธารณูปโภค โดยประเทศที่สามารถพัฒนาและควบคุม AI ได้ จะเป็นประเทศที่มีความได้เปรียบทั้งในด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ดังนั้น ประเทศไทยจึงไม่สามารถพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติได้เพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องเร่งสร้างขีดความสามารถของตนเอง เพื่อให้สามารถกำหนดทิศทางการใช้ AI และสร้างอำนาจต่อรองในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน ซึ่งการสร้าง “AI Sovereignty” ของประเทศไทย จำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และการเข้าถึงทรัพยากรสำคัญอย่างแหล่งข้อมูลที่มีคุณภาพสูง คอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง การพัฒนาและกำกับดูแลข้อมูลภายในประเทศ การสร้างโมเดล AI ของไทยที่เข้าใจภาษาและบริบทของสังคมไทย ไปจนถึงการนำ AI ประยุกต์ใช้ในภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาของประเทศได้จริง อาทิ ด้านการท่องเที่ยว สิ่งแวดล้อม และความมั่นคง ควบคู่ไปกับการพัฒนากำลังคนด้าน AI ในทุกระดับ เพื่อให้คนไทยสามารถเป็นผู้พัฒนา ผู้ใช้ และผู้กำกับดูแลเทคโนโลยีได้อย่างแท้จริง” ศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI)  กล่าวว่า ปัจจุบัน AI กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคนไทย แต่ข้อมูลส่วนใหญ่ที่ AI ใช้ฝึกฝนนั้นมาจากอินเทอร์เน็ต ซึ่งจากสถิติแล้วมีข้อมูลภาษาอังกฤษจำนวนมหาศาล คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 40% ของข้อมูลทั้งหมด ขณะที่ข้อมูลภาษาไทยมีสัดส่วนเพียง 0.4% เท่านั้น  ซึ่งถือว่ามีจำนวนน้อยมาก การนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้งานจึงอาจทำให้ไม่สามารถสะท้อนบริบทของไทยได้อย่างครบถ้วน ทำให้ประเทศไทยขาดโมเดลภาษาที่ “เข้าใจบริบท” ของคนไทยอย่างแท้จริง การพัฒนา ThaiLLM ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างโมเดลภาษา แต่เป็นภารกิจของประเทศในการวาง “โครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ด้านภาษา” เพื่อให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาและใช้งาน AI ได้อย่างสอดคล้องกับบริบทของตนเอง โดย BDI ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางบูรณาการความร่วมมือ และร่วมวางมาตรฐานการพัฒนา AI ภาษาไทย ผอ.BDI กล่าวเพิ่มเติมว่า วันนี้ ThaiLLM ได้ก้าวไปอีกขั้นด้วยการเปิดตัว “ThaiLLM Playground” พื้นที่กลางบนเว็บสำหรับทดลองใช้งานโมเดลภาษาไทย ที่ช่วยให้ทั้งนักพัฒนา นักวิจัย และผู้ที่สนใจ สามารถเข้ามาทดสอบ เปรียบเทียบผลลัพธ์ และต่อยอดแนวคิดการใช้งานได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องจัดเตรียมทรัพยากรด้านโครงสร้างพื้นฐาน หรือระบบคำนวณด้วยตนเองในระยะเริ่มต้น ภายใน ThaiLLM Playground ได้รวบรวมโมเดลภาษาไทยที่พัฒนาต่อยอดจาก ThaiLLM foundation model โดยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนใน ecosystem อาทิ PathummaLLM (NECTEC), THaLLE (KBTG), Typhoon (SCB DataX) และ OpenThaiGPT (AIEAT) ซึ่งสะท้อนแนวคิดและแนวทางการพัฒนา AI ภาษาไทยที่หลากหลาย ทำให้แพลตฟอร์มนี้ไม่เพียงเป็นพื้นที่ทดลองเทคโนโลยี แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการเปิดโอกาสให้ ecosystem ของ AI ภาษาไทยได้เรียนรู้ร่วมกัน และเร่งการพัฒนาให้สามารถนำไปใช้งานได้จริงในระดับประเทศอย่างเป็นรูปธรรม Mr. Gaurav Modi, EY Asean and Singapore Consulting Leader กล่าวว่า “ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องแข่งขันเพื่อสร้างเทคโนโลยี AI ที่ดีที่สุด แต่ควรเป็นผู้ควบคุมและเป็นเจ้าของ AI ของตนเอง ด้วย 3 กลยุทธ์หลัก คือ 1. Classify before you build – จำแนกข้อมูลก่อนพัฒนาด้วยการพัฒนา AI ต้องเริ่มจากการเข้าใจและจัดประเภทข้อมูลอย่างเป็นระบบ 2. Deploy a sovereign inference layer – สร้างชั้นการใช้งาน AI ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของประเทศ โดยแทนที่จะพึ่งพา AI จากต่างประเทศทั้งหมด ประเทศไทยควรมี “inference layer” หรือชั้นการประมวลผลและนำ AI ไปใช้งานที่สามารถควบคุมได้เอง และ 3. Build the data boundary now – สร้างขอบเขตข้อมูลของประเทศตั้งแต่วันนี้ เพื่อกำหนดขอบเขตการไหลของข้อมูล (data boundary) และการกำกับดูแลข้อมูลอย่างชัดเจน เป็นรากฐานสำคัญของอธิปไตย AI“ นางสาวรัตนา จาละ Country Managing Partner, อีวาย ประเทศไทย กล่าวว่า “AI Sovereignty กำลังเป็นประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ที่องค์กรไม่สามารถมองข้ามได้ โดยจากการแลกเปลี่ยนมุมมองสะท้อนให้เห็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงจากการนำ AI ไปใช้ ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนจากบริบทโลก ต้นทุนเทคโนโลยี หรือการพึ่งพาแพลตฟอร์มจากต่างประเทศ โดยอีวายมีความมุ่งมั่นในการสนับสนุนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อกำหนดกลยุทธ์ด้าน AI...
29 April 2026
PDPA Icon

We use cookies to optimize your browsing experience and improve our website’s performance. Learn more at our Privacy Policy and adjust your cookie settings at Settings

Privacy Preferences

You can choose your cookie settings by turning on/off each type of cookie as needed, except for necessary cookies.

Accept all
Manage Consent Preferences
  • Strictly Necessary Cookies
    Always Active

    This type of cookie is essential for providing services on the website of the Personal Data Protection Committee Office, allowing you to access various parts of the site. It also helps remember information you have previously provided through the website. Disabling this type of cookie will result in your inability to use key services of the Personal Data Protection Committee Office that require cookies to function.
    Cookies Details

  • Performance Cookies

    This type of cookie helps the Big Data Institute (Public Organization) understand user interactions with its website services, including which pages or areas of the site are most popular, as well as analyze other related data. The Big Data Institute (Public Organization) also uses this information to improve website performance and gain a better understanding of user behavior. Although the data collected by these cookies is non-identifiable and used solely for statistical analysis, disabling them will prevent the Big Data Institute (Public Organization) from knowing the number of website visitors and from evaluating the quality of its services.

  • Functional Cookies

    This type of cookie enables the Big Data Institute (Public Organization)’s website to remember the choices you have made and deliver enhanced features and content tailored to your usage. For example, it can remember your username or changes you have made to font sizes or other customizable settings on the page. Disabling these cookies may result in the website not functioning properly.

  • Targeting Cookies

    "This type of cookie helps the Big Data Institute (Public Organization) understand user interactions with its website services, including which pages or areas of the site are most popular, as well as analyze other related data. The Big Data Institute (Public Organization) also uses this information to improve website performance and gain a better understanding of user behavior. Although the data collected by these cookies is non-identifiable and used solely for statistical analysis, disabling them will prevent the Big Data Institute (Public Organization) from knowing the number of website visitors and from evaluating the quality of its services.

Save settings