AI Transformation

AI Transformation

ข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง

Related news and articles

PostType Filter En

บทความ

เทรนด์ Big Data และ AI ที่ธุรกิจไทยต้องจับตาในปี 2570
เมื่อ “Data” และ “AI” กลายเป็นความสามารถหลักของธุรกิจ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราได้เห็น Artificial Intelligence หรือ AI พัฒนาจากเทคโนโลยีที่ดูเหมือนเป็นเรื่องของอนาคต กลายมาเป็นเครื่องมือที่คนทั่วไปและองค์กรสามารถนำมาใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การสร้างเนื้อหา วิเคราะห์ข้อมูล บริการลูกค้า ไปจนถึงการช่วยตัดสินใจทางธุรกิจ แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ ปี 2570 การแข่งขันจะไม่ได้อยู่ที่คำถามว่า “องค์กรของเราใช้ AI หรือยัง?” อีกต่อไป แต่จะเปลี่ยนเป็นคำถามที่สำคัญกว่า นั่นคือ “องค์กรสามารถใช้ Data และ AI เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้ดีแค่ไหน?” ในมุมมองของสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ Big Data Institute (BDI) นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะหัวใจของ AI ไม่ได้มีเพียงตัวโมเดลหรือเทคโนโลยี แต่คือ “ข้อมูล” ที่มีคุณภาพ การเชื่อมโยงข้อมูลที่เหมาะสม บุคลากรที่มีทักษะ และความสามารถในการนำเทคโนโลยีไปแก้โจทย์จริงขององค์กร ผลสำรวจตลาด Big Data และ AI ของประเทศไทยประจำปี 2568 โดย BDI ร่วมกับศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่าตลาดมีมูลค่าถึง 41,858 ล้านบาท และเติบโต 18% จากปีก่อนหน้า ขณะที่การคาดการณ์ช่วงปี 2569–2570 ในกรณี Baseline ประเมินอัตราการเติบโตเฉลี่ยไว้ที่ประมาณ 18.74% ต่อปี สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการใช้ข้อมูลและ AI ในประเทศไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น สำหรับผู้บริหารและผู้ประกอบการไทย ปี 2570 จึงเป็นปีที่ควรจับตาอย่างยิ่ง และมีอย่างน้อย 7 เทรนด์สำคัญของ Big Data และ AI ที่กำลังเปลี่ยนวิธีการแข่งขันของธุรกิจ 1. จาก Generative AI สู่ Agentic AI: AI จะเริ่ม “ทำงาน” มากกว่าแค่ “ตอบคำถาม” Agentic AI: จากผู้ช่วยตอบคำถามสู่ระบบที่วางแผนและลงมือทำ ในช่วงแรกของ Generative AI องค์กรจำนวนมากเริ่มต้นจากการใช้ AI เพื่อช่วยเขียนข้อความ สรุปเอกสาร สร้างภาพ ค้นหาข้อมูล หรือช่วยตอบคำถาม แต่ก้าวถัดไปคือ Agentic AI หรือ AI Agent ซึ่ง AI จะไม่ได้รอรับคำสั่งทีละคำสั่งเท่านั้น แต่สามารถรับเป้าหมาย วางแผน และดำเนินงานหลายขั้นตอนร่วมกับระบบต่าง ๆ ขององค์กรได้ ตัวอย่างเช่น ในฝ่ายขาย AI อาจไม่ได้เพียงช่วยร่างอีเมล แต่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าจาก CRM จัดลำดับของลูกค้าที่มีโอกาสซื้อสูง (Lead Prioritization) แนะนำแนวทางดำเนินการที่เหมาะสมในขั้นตอนถัดไป (Next Best Action) และเตรียมข้อมูลให้ฝ่ายขายก่อนเข้าพบลูกค้า ในฝ่ายบริการลูกค้า AI สามารถเชื่อมโยงข้อมูลจากประวัติการซื้อ คำร้องเรียน และฐานความรู้ (Knowledge Base) เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วและตรงกับบริบทของลูกค้ามากขึ้น สำหรับธุรกิจไทย โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการเลือก AI Tool ที่ดีที่สุด แต่คือ “กระบวนการทำงานใดขององค์กรที่ควรให้ AI เข้ามาช่วย และข้อมูลอะไรที่ AI จำเป็นต้องใช้?” องค์กรที่สามารถออกแบบกระบวนการทำงาน (Workflow) ให้ คน ข้อมูล (Data) และ AI ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะสามารถเพิ่มผลิตภาพในการทำงาน (Productivity) และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันเหนือคู่แข่งได้อย่างชัดเจน 2. Enterprise AI จะเติบโต แต่ความได้เปรียบจะมาจาก “ข้อมูลขององค์กรเอง” เมื่อโมเดล AI มีความสามารถสูงขึ้นและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ความแตกต่างระหว่างองค์กรอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเข้าถึงโมเดล AI ที่ดีที่สุด เพราะหลายองค์กรสามารถใช้โมเดลพื้นฐานเดียวกันได้ สิ่งที่คู่แข่งเลียนแบบได้ยากกว่าคือ Proprietary Data หรือข้อมูลเฉพาะขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลลูกค้า ประวัติการขาย พฤติกรรมผู้ใช้งาน ข้อมูลการผลิต ข้อมูล Supply Chain ข้อมูลบริการหลังการขาย หรือองค์ความรู้ที่สะสมอยู่ภายในองค์กร ข้อมูลเหล่านี้สามารถกลายเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการพัฒนา Enterprise AI ที่เข้าใจบริบทของธุรกิจจริง นี่จึงเป็นเหตุผลที่องค์กรควรเริ่มมอง Data Architecture, Data Warehouse, Data Lake, Data Catalog และระบบ Data Governance ไม่ใช่เพียงในฐานะโครงการ IT แต่ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการแข่งขันทางธุรกิจ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ในยุค AI ข้อมูลที่องค์กรสะสมมาหลายปีอาจเป็นสินทรัพย์ที่มีค่ามากกว่าที่คิด 3. Data Analytics จะเปลี่ยนจาก “What happened?” ไปสู่ “What should we do next?” Dashboard และ Business Intelligence ยังคงมีความสำคัญ แต่การวิเคราะห์ข้อมูลในปี 2570 จะต้องไปไกลกว่าการรายงานสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต องค์กรจะนำ Predictive Analytics และ Prescriptive Analytics มาใช้มากขึ้น เพื่อช่วยตอบคำถามเชิงธุรกิจ เช่น ลูกค้าคนใดมีโอกาสเลิกใช้บริการ สินค้าใดมีแนวโน้มขายดี ลูกค้ากลุ่มใดควรได้รับ Promotion แบบใด สต็อกสินค้าในแต่ละสาขาควรมีเท่าใด หรือพื้นที่ใดมีศักยภาพสำหรับการขยายธุรกิจ เมื่อรวม Analytics เข้ากับ Generative AI ผู้บริหารอาจไม่จำเป็นต้องเปิด Dashboard หลายหน้าเพื่อค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง แต่สามารถถามระบบด้วยภาษาธรรมชาติ เช่น “ยอดขายภาคเหนือเดือนนี้ลดลงเพราะอะไร?” และระบบสามารถวิเคราะห์ข้อมูลหลายแหล่ง พร้อมสรุปสาเหตุและเสนอแนวทางดำเนินการต่อได้ นี่คือการเปลี่ยนจาก Dashboard ที่ให้ข้อมูล ไปสู่ Decision Intelligence ที่ช่วยตัดสินใจ 4. Data Governance และ AI Governance จะกลายเป็นเรื่องของผู้บริหาร ไม่ใช่เฉพาะฝ่าย IT เมื่อ AI เข้ามามีบทบาทในการทำงานมากขึ้น ความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทั้งเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล ความปลอดภัย ความถูกต้องของคำตอบ อคติของโมเดล การใช้ข้อมูลที่ไม่มีสิทธิ์ ตลอดจนความรับผิดชอบเมื่อ AI ให้คำแนะนำที่ผิดพลาด ดังนั้น...
1 November 2026

บทความ

AI Governance: เข็มทิศนำทางสู่ปัญญาประดิษฐ์ที่น่าเชื่อถือ
ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจและการใช้ชีวิตประจำวัน เราจำเป็นต้องเข้าใจว่า AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือธรรมดา แต่เป็นเทคโนโลยีที่สามารถใช้งานได้หลากหลาย ส่งผลให้ผู้ใช้มีอิทธิพลต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เปรียบเสมือนกับค้อนที่สามารถใช้ตอกตะปูหรือทำกิจกรรมอื่น ๆ ได้ จึงควรเตรียมความพร้อมและสร้างความเข้าใจให้กับบุคลากรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อป้องกันความเสี่ยงไม่ว่าจะเป็น ความเสี่ยงที่เกิดจากการกระทำโดยเจตนา (Intentional) เช่น Deepfake Scam หรือ Autonomous Weapons และความเสี่ยงที่ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจ (Unintentional) เช่น ความผิดพลาดโดยไม่เจตนา หรือภัยธรรมชาติ ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่องค์กรควรให้ความสำคัญ โดยรวมถึงข้อมูลที่ AI ใช้ในการเรียนรู้เกิดความลำเอียง (Bias Training Data) AI สร้างข้อมูลหรือเนื้อหาที่ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นความจริง หรือไม่สมเหตุสมผล (Hallucination) คำแนะนำหรือการตัดสินใจที่ผิดพลาด ปัญหาลิขสิทธิ์ เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากท่านผู้อ่านเป็นผู้บริหารแล้ว ควรทำความเข้าใจและจัดการความเสี่ยงจาก AI อย่างรอบด้านผ่านคำถาม ดังนี้ หลักการกำกับดูแล AI (AI Principles) แนวทางในการพัฒนา ใช้งาน และกำกับดูแลเทคโนโลยี AI คำนึงถึงผลกระทบทางจริยธรรม สังคม และกฎหมาย โดยเน้นให้ AI สร้างประโยชน์ต่อมนุษย์และสังคม พร้อมลดความเสี่ยงและผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้น  ได้แก่ ภาพรวม AI Governance ในระดับสากลและไทย ในระดับสากล โดยเฉพาะสหประชาชาติ (UN) ให้ความสำคัญกับการกำกับดูแล AIโดยเน้นไปที่ สิทธิมนุษยชน จริยธรรม และความยุติธรรม เป็นหลัก ต่างจากสหรัฐอเมริกา ที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาด เน้นการแข่งขัน ประสิทธิภาพ และนวัตกรรมมากกว่า จีนเน้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการควบคุมโดยรัฐ และสหภาพยุโรปเน้นการกำกับดูแลเพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน สำหรับประเทศไทย คาดว่าจะไม่มีการออกกฎหมาย AI ในเร็วๆ นี้ และแนวโน้ม คือการพัฒนามาตรฐานอุตสาหกรรมโดยหลายภาคส่วนร่วมกัน ไม่ใช่แค่รัฐบาลเดียว องค์กรจึงควรแสดงให้เห็นว่าการใช้ AI สอดคล้องกับนโยบายเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกมองว่าไม่รับผิดชอบต่อสังคมหรือที่เรียกว่า Social License to Operate และเพื่อประเมินความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ โดยเทียบกับ EU AI Act ที่แบ่งความเสี่ยงเป็น 4 ระดับตามแนวทาง Risk-Based Approach ได้แก่ โดยสิ่งที่สำคัญคือจะต้องใช้แนวทางในการ “อิงตามความเสี่ยง (Risk-Based)” เพื่อให้เข้าใจประเภทของความเสี่ยง (กฎหมาย จริยธรรม การดำเนินงาน) และใช้แนวทาง Integration-Based เพื่อบูรณาการและพิจารณาร่วมกันจากหลาย ๆ ฝ่ายโดยใช้เครื่องมือและกลไกที่หลากหลาย บทสรุป การกำกับดูแล AI ถูกให้ความสำคัญทั้งในระดับสากลและในประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลและสร้างความยุติธรรมในการใช้งาน เทรนด์ทั่วโลกสะท้อนให้เห็นหลายแนวทาง ไม่ว่าจะเป็นการเน้นจริยธรรมและสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ การขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมในสหรัฐอเมริกา หรือการควบคุมโดยรัฐในจีน ขณะที่สหภาพยุโรปออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองเสรีภาพประชาชน สำหรับไทย แม้ยังไม่มีการออกกฎหมาย AI โดยตรง แต่มีแนวโน้มเน้นการพัฒนามาตรฐานร่วมกันจากหลายภาคส่วน องค์กรจึงควรดำเนินงานอย่างโปร่งใสและมีความรับผิดชอบต่อสังคม ควรประเมินความเสี่ยงของ AI ด้วยแนวทางอิงตามความเสี่ยง เพื่อให้มั่นใจว่าสอดคล้องกับมาตรฐานและไม่เกิดผลกระทบเชิงลบ โดยเฉพาะกับระบบที่มีความเสี่ยงสูง ทั้งนี้ การบูรณาการความร่วมมือกับหลายฝ่ายและเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการนำ AI ไปใช้ในสังคมได้อย่างยั่งยืน เอกสารอ้างอิง https://arxiv.org/pdf/2407.01294 https://www.aiaaic.org/aiaaic-repository https://www.theguardian.com/society/article/2024/jun/23/dwp-algorithm-wrongly-flags-200000-people-possible-fraud-error https://doi.org/10.1007/s13347-021-00474-3 https://s41721.pcdn.co/wp-content/uploads/2021/06/Executive-Summary-2022-Report.pdf https://aiindex.stanford.edu/wp-content/uploads/2023/04/HAI_AI-Index-Report_2023.pdf
7 July 2025

บทความ

Big Data ผสาน AI Agent: พลังอัจฉริยะสู่เกราะป้องกันภัยไซเบอร์ยุคดิจิทัล 
ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ภัยไซเบอร์ได้กลายเป็นความท้าทายสำคัญที่ทั้งองค์กรและบุคคลทั่วไปต้องเผชิญ  การโจมตีที่มีความซับซ้อนและหลากหลายรูปแบบ เช่น แรนซัมแวร์ (Ransomware), ฟิชชิ่ง (Phishing) หรือการบุกรุกเครือข่าย ทำให้มาตรการป้องกันแบบดั้งเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป  ด้วยเหตุนี้ ในปี 2025 ได้มีการนำ Big Data และ AI Agent เข้ามาผสานรวมกันเพื่อสร้างระบบรักษาความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพและสามารถตอบสนองแบบเรียลไทม์  บทบาทของ Big Data ในการป้องกันภัยไซเบอร์  Big Data มีบทบาทสำคัญในการป้องกันภัยไซเบอร์โดยการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาลจากหลากหลายแหล่ง ซึ่งรวมถึงข้อมูลจากระบบเครือข่าย, เซ็นเซอร์ความปลอดภัย, กิจกรรมผู้ใช้ และข้อมูลภัยคุกคามทั่วโลก ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ระบบรักษาความปลอดภัยสามารถทำความเข้าใจรูปแบบการโจมตีที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น การวิเคราะห์ข้อมูลบันทึก (log) จากเซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์เครือข่ายแบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถตรวจจับพฤติกรรมที่ผิดปกติซึ่งอาจบ่งชี้ถึงการบุกรุก หรือการแพร่ระบาดของมัลแวร์ได้อย่างรวดเร็ว  AI Agent: ตัวกระทำอัจฉริยะในโลกของปัญญาประดิษฐ์  AI Agent (ตัวแทนปัญญาประดิษฐ์) หมายถึง ระบบหรือโปรแกรมที่สามารถรับข้อมูลจากสิ่งแวดล้อม (Input) ประมวลผลเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ และดำเนินการตอบสนอง (Action) ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้โดยอัตโนมัติ โดยไม่จำเป็นต้องมีมนุษย์ควบคุมตลอดเวลา  AI Agent โดยทั่วไปจะประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 3 ส่วน ได้แก่  AI Agent ถูกนำไปใช้งานในหลากหลายบริบท ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ในสายการผลิตที่สามารถทำงานซ้ำ ๆ ได้อย่างแม่นยำ ผู้ช่วยเสมือน (Virtual Assistant) เช่น Siri หรือ Alexa ที่สามารถโต้ตอบและช่วยจัดการงานต่าง ๆ ให้กับผู้ใช้ ระบบแนะนำสินค้าในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคเพื่อเสนอสินค้าที่ตรงความต้องการ และหนึ่งในบริบทที่มีความสำคัญอย่างยิ่งคือ การนำ AI Agent มาใช้ในด้านการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์  AI Agent กับการตอบสนองภัยไซเบอร์แบบอัตโนมัติ  ในบริบทของความปลอดภัยทางไซเบอร์ AI Agent คือระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ได้รับการออกแบบให้สามารถตรวจจับ วิเคราะห์ และตอบสนองต่อภัยคุกคามได้โดยอัตโนมัติ ภายในปี 2025 เทคโนโลยี AI Agent มีความสามารถก้าวหน้าอย่างมาก โดยสามารถเรียนรู้จากข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อนำไปสู่การตรวจจับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน (Zero-day threats) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  AI Agent สามารถดำเนินการตอบสนองได้แบบเรียลไทม์ ไม่ว่าจะเป็นการบล็อกการโจมตีก่อนเกิดความเสียหาย การแจ้งเตือนผู้ดูแลระบบทันทีเมื่อพบพฤติกรรมที่ผิดปกติ หรือแม้กระทั่งการตอบสนองเชิงรุกโดยไม่ต้องรอคำสั่งจากมนุษย์ ความสามารถเหล่านี้ช่วยลดภาระของทีมรักษาความปลอดภัย และเสริมสร้างความสามารถขององค์กรในการป้องกันและรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  การใช้ Big Data และ AI Agent ร่วมกันสร้างระบบป้องกันภัยไซเบอร์ที่ยืดหยุ่นและทันสมัย  การผสานศักยภาพของ Big Data เข้ากับความสามารถของ AI Agent ได้กลายเป็นกลยุทธ์สำคัญในการพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ในยุคปัจจุบัน โดย Big Data มีบทบาทในการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่มีความหลากหลายและซับซ้อนอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ AI Agent ทำหน้าที่เรียนรู้จากข้อมูลเหล่านั้น เพื่อนำมาใช้ในการคาดการณ์ ตรวจจับ และตอบสนองต่อภัยคุกคามได้อย่างชาญฉลาดและทันท่วงที  นอกจากนี้ แนวโน้มสำคัญที่กำลังได้รับความสนใจ คือการพัฒนา AI Agent ให้ทำงานร่วมกันในรูปแบบของ Multi-agent System ซึ่งเป็นเครือข่ายของเอเจนต์อัจฉริยะที่สามารถแบ่งหน้าที่ ประสานการทำงาน และตัดสินใจร่วมกันในลักษณะกระจายศูนย์ (Distributed) โครงสร้างแบบนี้ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการเฝ้าระวังและตอบสนองต่อภัยคุกคามจากหลายจุดในเวลาเดียวกัน จึงเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับองค์กรที่มีระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศขนาดใหญ่และซับซ้อน  เทคนิคที่ใช้ในการพัฒนา AI Agent สำหรับป้องกันภัยไซเบอร์  การพัฒนา AI Agent สำหรับรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์จำเป็นต้องอาศัยเทคนิคขั้นสูงที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก เรียนรู้พฤติกรรม และตัดสินใจตอบสนองได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว โดยเทคนิคที่นิยมใช้มีหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละเทคนิคมีจุดเด่นที่เหมาะสมกับสถานการณ์และลักษณะของภัยคุกคามที่แตกต่างกัน โดยจะขอยกตัวอย่าง ดังนี้  เทคนิคการเรียนรู้แบบมีผู้สอน (Supervised Learning) อาศัยชุดข้อมูลที่มีการระบุผลลัพธ์ล่วงหน้า (labeled data) เช่น ข้อมูลเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยที่ถูกจัดประเภทว่าเป็นภัยคุกคามหรือไม่ AI Agent จะเรียนรู้จากรูปแบบที่พบในข้อมูลเหล่านี้ และสามารถนำไปใช้จำแนกเหตุการณ์ใหม่ในอนาคตได้อย่างแม่นยำ ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งาน ได้แก่ การตรวจจับอีเมลฟิชชิ่ง (Phishing Detection) และการวิเคราะห์ทราฟฟิกเครือข่ายเพื่อกรองกิจกรรมที่มีความผิดปกติ  รูปที่ 1 Supervised Learning (Source: https://medium.com/@dhara732002/supervised-machine-learning-a-beginners-guide-9ac0b07eccbb)  เทคนิคการเรียนรู้แบบไม่มีผู้สอน (Unsupervised Learning) มีหลักการที่แตกต่างจาก Supervised Learning โดยไม่ใช้ข้อมูลที่มีการระบุผลลัพธ์ล่วงหน้า (unlabeled data) แต่ให้ AI Agent ค้นหารูปแบบหรือโครงสร้างในข้อมูลด้วยตนเอง เทคนิคนี้เหมาะสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากที่ไม่มีการจัดประเภทล่วงหน้า โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ภัยคุกคามมีพฤติกรรมแปลกใหม่และไม่เคยปรากฏมาก่อน  ตัวอย่างการใช้งาน ได้แก่ การใช้เทคนิค Clustering เพื่อจัดกลุ่มพฤติกรรมที่คล้ายกัน และการประยุกต์ใช้ Anomaly Detection เพื่อระบุเหตุการณ์หรือทราฟฟิกที่เบี่ยงเบนจากพฤติกรรมปกติของระบบ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการโจมตีหรือกิจกรรมที่มีความเสี่ยง  รูปที่ 2 Unsupervised Learning  (Source: https://www.mathworks.com/discovery/unsupervised-learning.html)  Reinforcement Learning เป็นเทคนิคที่ช่วยให้ AI Agent สามารถเรียนรู้จากประสบการณ์โดยอาศัยกลไกของการทดลองและการได้รับรางวัล (trial-and-error with reward signals) ระบบจะทดลองดำเนินการตอบสนองต่อภัยคุกคามในรูปแบบต่าง ๆ และปรับปรุงกลยุทธ์ของตนเองอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มผลลัพธ์ที่ต้องการให้สูงที่สุด  เทคนิคนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับสถานการณ์ที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เช่น การจัดการเหตุการณ์แบบหลายขั้นตอน (multi-step attacks) การควบคุมแบบไดนามิก หรือการตอบสนองต่อภัยคุกคามอย่างอัตโนมัติตามนโยบายด้านความปลอดภัยขององค์กร โดยไม่ต้องพึ่งพาการป้อนข้อมูลตัวอย่างจำนวนมากล่วงหน้าเหมือนในเทคนิคแบบ Supervised  รูปที่ 3 Reinforcement Learning  (Source: https://www.enterrasolutions.com/is-reinforcement-learning-the-future-of-artificial-intelligence)  Natural Language Processing (NLP) เป็นเทคนิคที่ช่วยให้ AI Agent สามารถเข้าใจและประมวลผลข้อมูลในรูปแบบข้อความ ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการวิเคราะห์ข้อมูลที่ไม่เป็นโครงสร้าง (unstructured data) โดยเฉพาะในงานด้านความปลอดภัยไซเบอร์ที่เกี่ยวข้องกับอีเมล เอกสาร รายงาน หรือข้อความจากแหล่งข่าวกรองภัยคุกคาม  ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งาน ได้แก่ การวิเคราะห์เนื้อหาในอีเมลเพื่อระบุความเสี่ยงจากฟิชชิ่ง การสกัดข้อมูลภัยคุกคามจากรายงานเชิงเทคนิคหรือโพสต์ในฟอรั่มของแฮกเกอร์ และการสร้างระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติจากข้อมูล Threat Intelligence ที่อยู่ในรูปแบบข้อความ ความสามารถของ NLP ช่วยให้ AI Agent เข้าใจเจตนา วิเคราะห์บริบท และสรุปสาระสำคัญจากข้อความเหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ  รูปที่ 4 Natural Language Processing  (Source: https://amazinum.com/insights/what-is-nlp-and-how-it-is-implemented-in-our-lives/)  ความท้าทายในอนาคต  แม้ว่าการผสานเทคโนโลยี Big Data เข้ากับ AI Agent จะช่วยยกระดับศักยภาพในการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่อนาคตยังคงเต็มไปด้วยความท้าทายทั้งในด้านเทคนิค ปฏิบัติการ และจริยธรรม ซึ่งองค์กรจำเป็นต้องให้ความสำคัญอย่างรอบด้าน ดังนี้:  แฮกเกอร์และกลุ่มอาชญากรไซเบอร์ยังคงพัฒนาเทคนิคการโจมตีรูปแบบใหม่อย่างไม่หยุดยั้ง อาทิ การใช้ AI...
16 June 2025
PDPA Icon

We use cookies to optimize your browsing experience and improve our website’s performance. Learn more at our Privacy Policy and adjust your cookie settings at Settings

Privacy Preferences

You can choose your cookie settings by turning on/off each type of cookie as needed, except for necessary cookies.

Accept all
Manage Consent Preferences
  • Strictly Necessary Cookies
    Always Active

    This type of cookie is essential for providing services on the website of the Personal Data Protection Committee Office, allowing you to access various parts of the site. It also helps remember information you have previously provided through the website. Disabling this type of cookie will result in your inability to use key services of the Personal Data Protection Committee Office that require cookies to function.
    Cookies Details

  • Performance Cookies

    This type of cookie helps the Big Data Institute (Public Organization) understand user interactions with its website services, including which pages or areas of the site are most popular, as well as analyze other related data. The Big Data Institute (Public Organization) also uses this information to improve website performance and gain a better understanding of user behavior. Although the data collected by these cookies is non-identifiable and used solely for statistical analysis, disabling them will prevent the Big Data Institute (Public Organization) from knowing the number of website visitors and from evaluating the quality of its services.

  • Functional Cookies

    This type of cookie enables the Big Data Institute (Public Organization)’s website to remember the choices you have made and deliver enhanced features and content tailored to your usage. For example, it can remember your username or changes you have made to font sizes or other customizable settings on the page. Disabling these cookies may result in the website not functioning properly.

  • Targeting Cookies

    "This type of cookie helps the Big Data Institute (Public Organization) understand user interactions with its website services, including which pages or areas of the site are most popular, as well as analyze other related data. The Big Data Institute (Public Organization) also uses this information to improve website performance and gain a better understanding of user behavior. Although the data collected by these cookies is non-identifiable and used solely for statistical analysis, disabling them will prevent the Big Data Institute (Public Organization) from knowing the number of website visitors and from evaluating the quality of its services.

Save settings