Data Integration

Data Integration

ข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง

Related news and articles

PostType Filter En

บทความ

BDI ก้าวสู่ปีที่ 4 ชู Data Backbone เชื่อมข้อมูลพร้อมใช้ ต่อยอด ThaiLLM–กำลังคน AI ผนึกภาครัฐ–เอกชน สร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้
8 ตุลาคม 2569, กรุงเทพฯ – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ภายใต้การกำกับของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) จัดงาน “BDI Day 2026: Big Data for a Resilient Thailand” ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 4 ของการดำเนินงาน พร้อมเปิดทิศทางปี 2570 มุ่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลของประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลให้พร้อมใช้ ต่อยอด AI ภาษาไทยและกำลังคนด้าน Data–AI รวมถึงขยายความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อเปลี่ยนข้อมูลสู่ผลลัพธ์ที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง โดยมี นายกุลิศ สมบัติศิริ ประธานกรรมการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี นายกุลิศ สมบัติศิริ ประธานกรรมการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ กล่าวว่า แนวคิด “Big Data for a Resilient Thailand” สะท้อนบทบาทของข้อมูลในการเตรียมประเทศไทยให้สามารถรับมือ ปรับตัว และฟื้นตัวจากความเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกันมากขึ้น ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และพลังงาน โดยข้อมูลเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้ประเทศเข้าใจสถานการณ์ มองเห็นความเสี่ยง และตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม ขณะที่ความท้าทายสำคัญคือการทำให้ข้อมูลที่กระจายอยู่ในหลายหน่วยงานสามารถเชื่อมโยงและใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ ภายใต้กติกา มาตรฐาน และกลไกที่สร้างความเชื่อมั่น เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจและกำหนดมาตรการที่ตอบโจทย์ประชาชนได้ตรงจุด “ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัล พ.ศ. 2569 และแผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่ พ.ศ. 2568–2570 เป็นกลไกสำคัญในการวางกรอบให้การเชื่อมโยงและใช้ประโยชน์จากข้อมูลภาครัฐเป็นระบบ ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การประยุกต์ใช้ AI และการพัฒนากำลังคน โดยบทบาทของ BDI คือการทำให้ความพร้อมด้านข้อมูลนำไปสู่การใช้ประโยชน์ที่ตอบโจทย์ประเทศ พร้อมเดินหน้าสู่บทบาท National Data Backbone ผ่านโครงสร้างพื้นฐานอย่าง D2 เพื่อให้ข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ สามารถแบ่งปันและใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ โดยเฉพาะการสนับสนุนการจัดการภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉินของประเทศ” นายกุลิศ กล่าว ศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ กล่าวถึงทิศทางการดำเนินงานปี 2570 ภายใต้หัวข้อ “Data Backbone for a Resilient Thailand เชื่อมข้อมูลพร้อมรับอนาคต” โดยชูข้อมูลในฐานะโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ และการพัฒนากลไกให้ข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ สามารถเชื่อมโยง แลกเปลี่ยน และนำไปใช้สนับสนุนการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา BDI มุ่งวางรากฐานให้ข้อมูลของประเทศสามารถเชื่อมโยงและใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ การก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 จึงเป็นช่วงสำคัญของการต่อยอดจากโครงสร้างพื้นฐานไปสู่การสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ทั้งในการกำหนดนโยบาย การยกระดับบริการประชาชน และการรับมือกับโจทย์สำคัญของประเทศ เป้าหมายของเรา คือ ทำให้ข้อมูลไม่เพียง ‘เชื่อมถึงกัน’ แต่ต้อง ‘พร้อมใช้’ และสร้างคุณค่าได้จริง หนึ่งในกลไกสำคัญคือ D2 หรือ Data Integration and Intelligence Platform แพลตฟอร์มการเชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งพัฒนาขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของ National Data Backbone เพื่อสนับสนุนการแบ่งปันและใช้ประโยชน์จากข้อมูลระหว่างหน่วยงานอย่างเป็นระบบ มีมาตรฐาน และคำนึงถึงความมั่นคงปลอดภัย สอดคล้องกับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัล พ.ศ. 2569 เพื่อให้ข้อมูลพร้อมสนับสนุนการกำหนดนโยบาย บริการประชาชน และการรับมือสถานการณ์สำคัญของประเทศ [จาก “วางรากฐาน” สู่ “สร้างผลลัพธ์” หมุดหมายสำคัญของ BDI ปีที่ 4]การก้าวสู่ปีที่ 4 สะท้อนการขยับจากการวางรากฐานด้านข้อมูล สู่การนำ Data และ AI ไปใช้กับโจทย์จริง ผ่าน “BDI Forward: Progress in Action เปิดความก้าวหน้า สู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้” ซึ่งนำเสนอความก้าวหน้าและแผนปี 2570 ของโครงการสำคัญ ได้แก่ Travel Link เชื่อมโยงข้อมูลเพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการท่องเที่ยว, Health Link เชื่อมข้อมูลสุขภาพเพื่อสนับสนุนการรักษาและส่งต่อผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง, Envi Link วิเคราะห์ข้อมูลสิ่งแวดล้อมเพื่อเฝ้าระวังและรับมือปัญหา โดยเฉพาะ PM 2.5 และ PD Link เชื่อมข้อมูลระดับจังหวัดเพื่อสนับสนุนการวางแผนและตัดสินใจเชิงพื้นที่ อีกหนึ่งแกนสำคัญคือ การพัฒนากำลังคนด้าน Data และ AI ผ่านแนวทาง Micro-credential เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และรับรองทักษะเฉพาะด้าน ควบคู่กับ THackle และกิจกรรม Hackathon ที่เปิดโอกาสให้นำองค์ความรู้มาประยุกต์ใช้กับโจทย์จริง และต่อยอดสู่ผลลัพธ์ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ [ต่อยอด ThaiLLM สู่ AI ที่เข้าใจบริบทประเทศไทย]ด้านปัญญาประดิษฐ์ นายปฏิภาณ ประเสริฐสม (รักษาการ) ผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ เปิดทิศทาง ThaiLLM 2570 มุ่งยกระดับโมเดลภาษาไทยให้ครอบคลุมบริบทของประเทศมากขึ้น ทั้งการรวบรวมข้อมูลภาษาถิ่นเพื่อสะท้อนความหลากหลายทางภาษา การเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงและทดลองใช้งาน การพัฒนา Benchmark ด้านการสกัดข้อมูลและการตรวจจับข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพของโมเดลให้รองรับการใช้งานได้ดียิ่งขึ้น การพัฒนาดังกล่าวเชื่อมโยงกับแนวคิด AI Sovereignty หรือการเสริมสร้างขีดความสามารถด้าน AI ที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย เพื่อรองรับบทบาทของ AI ที่เพิ่มขึ้นต่อเศรษฐกิจ สังคม และบริการภาครัฐ [เปิดมุมมองยุทธศาสตร์ AI ประเทศไทย สู่ Intelligent Nation]อีกหนึ่งไฮไลต์คือ เวที “Thailand AI Strategy ยุทธศาสตร์ AI ของไทย” ซึ่งแลกเปลี่ยนมุมมองต่อ (ร่าง) แผนปฏิบัติการพัฒนาระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ พ.ศ. 2570–2575 ภายใต้วิสัยทัศน์ “Intelligent Nation – Built. Trusted. Useful” มุ่งเร่งการประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ควบคู่กับการสร้างอธิปไตยทาง AI ผ่าน 4 เสาหลัก ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน ความน่าเชื่อถือ กำลังคน และการสร้างมูลค่า เวทีดังกล่าวได้รับเกียรติจาก ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม CEO/Co-Founder ZTRUS, ดร.แบ๊งค์ งามอรุณโชติ ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (STIPI) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และ ดร.กอบกฤตย์ วิริยะยุทธกร สมาชิกคณะกรรมการกิตติมศักดิ์ AIEAT และ CEO iApp...
8 October 2026

บทความ

BDI หนุนโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล เชื่อม Big Data–AI สู่เครื่องมือคาดการณ์และตัดสินใจ ยกระดับบริหารสินค้าเกษตรไทย
30 กันยายน 2569, นนทบุรี – นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในงาน “ใกล้เก็บเกี่ยว: ก้าวแห่งการเปลี่ยนแปลง สู่อนาคตการเกษตรไทย” พร้อมเปิดตัวแอปพลิเคชัน “ใกล้เก็บเกี่ยว” เครื่องมือคาดการณ์และสนับสนุนการตัดสินใจ เพื่อช่วยให้ภาครัฐสามารถเตรียมมาตรการรองรับผลผลิตทางการเกษตรได้อย่างทันท่วงที ภายใต้ความร่วมมือของ 4 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อยกระดับการบริหารสินค้าเกษตรของประเทศจากการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่ การบริหารสถานการณ์ล่วงหน้าด้วยข้อมูล เทคโนโลยีดิจิทัล ภูมิสารสนเทศ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ณ สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ ความร่วมมือดังกล่าวมุ่งบูรณาการข้อมูล เทคโนโลยี และองค์ความรู้จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการคาดการณ์ การวางแผน และการบริหารสถานการณ์ล่วงหน้า โดยเริ่มจาก “ข้าว” เป็นกรณีนำร่อง ก่อนขยายผลไปยังสินค้าเกษตรอื่นตามความเหมาะสม เพื่อสร้างเสถียรภาพสินค้าเกษตร เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และยกระดับรายได้ของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน ในโอกาสนี้ นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมเป็นผู้แทนกระทรวงดิจิทัลฯ พร้อมด้วย สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI โดย ดร.อิสระพงศ์ เอกสินชล หัวหน้าทีมด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูล ฝ่ายบริการวิเคราะห์ข้อมูล ร่วมขับเคลื่อนแนวทางการใช้ประโยชน์จากข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการสินค้าเกษตรเชิงพื้นที่ โดย BDI มีบทบาทสนับสนุนด้าน การจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การเชื่อมโยงข้อมูล การประยุกต์ใช้ AI มาตรฐานด้านดิจิทัล และความมั่นคงปลอดภัย เพื่อวางรากฐานให้ข้อมูลจากหลายหน่วยงานสามารถเชื่อมโยงและนำไปใช้ประโยชน์ร่วมกันได้อย่างเป็นระบบ กรอบความร่วมมือระหว่าง 4 กระทรวงให้ความสำคัญกับ การบูรณาการข้อมูลตลอดห่วงโซ่สินค้าเกษตร ครอบคลุมตั้งแต่ข้อมูลการผลิต พื้นที่เพาะปลูก ทะเบียนเกษตรกร ภูมิสารสนเทศ ผลผลิต ราคา สต็อก การตลาด อุปสงค์ อุปทาน ตลอดจนการค้าทั้งในและต่างประเทศ โดยสามารถเชื่อมโยงผ่าน API หรือช่องทางที่เหมาะสม ควบคู่กับการกำหนดแนวทางด้านมาตรฐานและธรรมาภิบาลข้อมูล เพื่อให้ข้อมูลจากหลายแหล่งสามารถนำมาวิเคราะห์ วางแผน และใช้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังครอบคลุมการพัฒนาหรือสนับสนุน ฐานข้อมูล แพลตฟอร์ม Dashboard แอปพลิเคชัน แบบจำลองคาดการณ์ ระบบเตือนภัยล่วงหน้า ตลอดจน AI Chatbot และเครื่องมือดิจิทัลอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนการติดตาม วิเคราะห์ และบริหารจัดการสินค้าเกษตรตั้งแต่ระดับนโยบาย ระดับส่วนกลาง ไปจนถึงระดับจังหวัดและพื้นที่ รวมถึงการประยุกต์ใช้ AI เพื่อคาดการณ์สถานการณ์ ประเมินความเสี่ยง และวิเคราะห์โอกาสทางการค้า การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนบทบาทของ BDI ในการผลักดันแนวคิด “Data to Action” เปลี่ยนข้อมูลที่กระจายอยู่ในหลายหน่วยงานให้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยง วิเคราะห์ และพร้อมใช้ประกอบการตัดสินใจ เพื่อช่วยให้ภาครัฐสามารถมองเห็นสถานการณ์ล่วงหน้า วางแผนบริหารผลผลิต และกำหนดมาตรการได้สอดคล้องกับสถานการณ์และความต้องการของตลาดมากยิ่งขึ้น ความร่วมมือครั้งนี้จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับการบริหารสินค้าเกษตรไทยจาก “การแก้ปัญหาเมื่อเกิดขึ้น” สู่ “การรู้ล่วงหน้าและวางแผนได้” ด้วยพลังของ Big Data และ AI เชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อสร้างเสถียรภาพสินค้าเกษตร เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และต่อยอดสู่การยกระดับรายได้ของเกษตรกรอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับภารกิจของ BDI ในการขับเคลื่อน “ข้อมูลที่พร้อมใช้” ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
30 September 2026

บทความ

BDI ร่วมเวที Data, Analytics and Cloud 2026 ชูบทบาท D2 เชื่อมโยงข้อมูล สู่การขับเคลื่อนด้วย AI อย่างเป็นรูปธรรม
23 กันยายน 2569, กรุงเทพฯ – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI โดย ดร.สุนทรีย์ ส่งเสริม รองผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดโครงการ September Series 2026 ในฐานะเจ้าภาพร่วมจัดงาน Data, Analytics and Cloud 2026 ภายใต้แนวคิด Powering Decisions with Real-Time and AI-Ready Data ซึ่งจัดโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) และสมาคมผู้ใช้ดิจิทัลไทย (DUGA) ระหว่างวันที่ 23–24 กันยายน 2569 ณ โรงแรมเดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ โอกาสนี้ ดร.ประภาพรรณ วิภาตวิทย์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสปัญญาประดิษฐ์และบูรณาการข้อมูล BDI ร่วมบรรยายในหัวข้อ “From Data Silos to AI-Ready Platforms: The Role of D2 in Rewiring Thailand’s Data Ecosystem” ถ่ายทอดแนวคิดและประสบการณ์จากการพัฒนา แพลตฟอร์ม D2 (Data Integration and Intelligence Platform) ของ BDI ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการบูรณาการข้อมูลจากหลากหลายหน่วยงาน โดยยังคงรักษาสิทธิ์และบทบาทของหน่วยงานเจ้าของข้อมูลไว้เช่นเดิม ช่วยให้ข้อมูลจากหลายแหล่งสามารถเชื่อมโยงและนำมาวิเคราะห์ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจที่ต้องอาศัยข้อมูลอย่างทันท่วงที ทั้งในภาวะวิกฤตและการขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของประเทศ ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศด้วยข้อมูลในยุคปัจจุบัน ไม่ได้อยู่เพียงการมีข้อมูลจำนวนมากหรือเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่คือความสามารถในการ “เชื่อมโยงข้อมูลและนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์จริง” ควบคู่กับหลักธรรมาภิบาล ความมั่นคงปลอดภัย และการคุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูล ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดสู่การใช้ AI และเทคโนโลยีอัจฉริยะ เพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์ การวางแผน และการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ภายในงาน BDI ยังร่วมจัดนิทรรศการ พร้อมแนะนำแพลตฟอร์มและโครงการต่าง ๆ ของสถาบันฯ เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของ BDI ในการขับเคลื่อนระบบนิเวศข้อมูลของประเทศ และส่งเสริมการนำ Big Data และ AI ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม สำหรับงาน Data, Analytics and Cloud 2026 ครั้งที่ 8 เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ September Series 2026 เพื่อเป็นเวทีแสดงนวัตกรรมและการประชุมวิชาการด้าน Data Analytics และ Cloud สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุนและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม เพื่อเพิ่มศักยภาพขององค์กร พร้อมสร้างเครือข่ายระบบนิเวศด้านข้อมูลและเทคโนโลยี ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนการนำเสนอเทคโนโลยี โซลูชัน และประสบการณ์จากการใช้งานจริง เพื่อผลักดันการขับเคลื่อนองค์กรและประเทศด้วยข้อมูลอย่างเป็นรูปธรรม
23 September 2026

บทความ

BDI ร่วมผนึกเชื่อมโยงข้อมูล–เทคโนโลยี ยกระดับระบบเตือนภัยพิบัติของประเทศ มุ่งใช้ Big Data–AI เพิ่มความแม่นยำ เข้าถึงประชาชนทันเหตุการณ์
15 กันยายน 2569, กรุงเทพฯ – ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกรมอุตุนิยมวิทยา (อต.) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. และสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI เพื่อบูรณาการข้อมูล เทคโนโลยี และองค์ความรู้ ยกระดับการเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยพิบัติของประเทศโดยมี น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกล่าวมอบนโยบาย ณ ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ ร่วมกล่าวแสดงเจตนารมณ์และลงนามความร่วมมือ โดย BDI จะนำความเชี่ยวชาญด้านการบูรณาการและวิเคราะห์ข้อมูล รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับการวิเคราะห์สถานการณ์ การเฝ้าระวัง และการแจ้งเตือนภัย ช่วยให้ภาครัฐมองเห็นสถานการณ์ได้รวดเร็วขึ้น ตัดสินใจได้แม่นยำ และส่งต่อข้อมูลสำคัญถึงประชาชนได้อย่างทันท่วงที ความร่วมมือครั้งนี้ มุ่งบูรณาการและแลกเปลี่ยนข้อมูล (Data Integration and Exchange) จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าสู่ “คลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ” เพื่อพัฒนาเป็นฐานข้อมูลกลางที่มีความสมบูรณ์และเป็นเอกภาพ พร้อมต่อยอดสู่ แดชบอร์ดเตือนภัยล่วงหน้าแบบรวมศูนย์ (Unified Early Warning Dashboard) ซึ่งจะเป็นระบบสารสนเทศหลักสำหรับติดตาม วิเคราะห์ เฝ้าระวัง และแจ้งเตือนภัยพิบัติของประเทศ พร้อมกันนี้ ทั้ง 4 หน่วยงานจะร่วมส่งเสริม การวิจัยและพัฒนา (Research and Development) นวัตกรรม และแบบจำลองการคาดการณ์ภัยพิบัติเชิงพื้นที่ เพื่อเพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพของการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ตลอดจนบริหารจัดการข้อมูลและการสื่อสารแจ้งเตือนตามแนวทาง Early Warnings for All (EW4All) เพื่อให้การออกประกาศเตือนภัยมีความเป็นเอกภาพ และสามารถเผยแพร่ข้อมูลสู่ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ความร่วมมือยังครอบคลุมการพัฒนาศักยภาพบุคลากร (Capacity Building) ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญระหว่างหน่วยงาน เพื่อยกระดับทักษะของเจ้าหน้าที่ด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติและเทคโนโลยีสารสนเทศที่เกี่ยวข้องอย่างยั่งยืน สำหรับ BDI โดยโครงการ Envi Link แพลตฟอร์มเชื่อมโยงข้อมูลสิ่งแวดล้อม จะมีบทบาทในการบูรณาการและแลกเปลี่ยนข้อมูลจากหน่วยงานเจ้าของข้อมูล เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบวิเคราะห์ข้อมูลและแดชบอร์ดสำหรับการเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัย ควบคู่กับการส่งเสริมการบริหารจัดการข้อมูลตามหลัก ธรรมาภิบาลข้อมูล (Data Governance) และการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ร่วมกับหน่วยงานภาคี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภัยพิบัติ รวมถึงร่วมเผยแพร่ข้อมูลสถานการณ์น้ำและข้อมูลแจ้งเตือนภัยผ่านช่องทางของหน่วยงาน ความร่วมมือดังกล่าวนับเป็นอีกก้าวสำคัญของการ “เชื่อมข้อมูลให้ใช้ประโยชน์ได้จริง” โดยนำข้อมูลที่กระจายอยู่ในแต่ละหน่วยงาน (Data Silos) มาเชื่อมโยงและวิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อสนับสนุนการติดตามสถานการณ์ การคาดการณ์ความเสี่ยง และการสื่อสารแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น พร้อมต่อยอดสู่การจัดทำโครงการย่อยภายใต้กรอบความร่วมมือ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยี แบบจำลอง และระบบเฝ้าระวังให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ช่วยลดผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สิน สู่การยกระดับประสิทธิภาพการรับมือภัยพิบัติของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป
15 September 2026

บทความ

BDI คว้า “รางวัลเลิศรัฐ 2569” ด้านบริการภาครัฐ ระดับดีเด่น ชู Health Link เชื่อมข้อมูลสุขภาพ สู่บริการประชาชนแบบไร้รอยต่อ
10 กันยายน 2569, นนทบุรี – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI โดย นางวิชุดา วิริยะอุตสาหกุล รองผู้อำนวยการสถาบันฯ พร้อมด้วยผู้แทนจาก กรมการแพทย์ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA แพทยสภา และกรุงเทพมหานคร เข้ารับ “รางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2569 ด้านบริการภาครัฐ ระดับดีเด่น” จากผลงาน “แพลตฟอร์มเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพทั่วประเทศ (Health Link) เพื่องานบริการสุขภาพแบบไร้รอยต่อ” ประเภท บูรณาการข้อมูลในรูปแบบดิจิทัล ภายในงานเสวนาวิชาการและพิธีมอบรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “CHANGE for a Better Future เปลี่ยน เพื่ออนาคตที่ดีกว่า” จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี โดยได้รับเกียรติจาก นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ เป็นประธาน และมอบรางวัล การได้รับรางวัลครั้งนี้สะท้อนความสำเร็จของ โครงการ Health Link ในการนำเทคโนโลยีและการเชื่อมโยงข้อมูลมาสนับสนุนการพัฒนาบริการสุขภาพภาครัฐ โดยเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพที่กระจายอยู่ในสถานพยาบาลทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถนำข้อมูลมาใช้ประกอบการให้บริการทางการแพทย์ได้อย่างต่อเนื่อง ลดข้อจำกัดจากข้อมูลที่แยกอยู่ในหลายระบบ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ข้อมูลเพื่อประโยชน์ของประชาชน ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการบูรณาการความร่วมมือของ 6 หน่วยงาน ที่นำบทบาทและความเชี่ยวชาญในแต่ละด้านมาร่วมกันพัฒนา ตั้งแต่การเชื่อมโยงข้อมูล โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบบริการสุขภาพ ตลอดจนมาตรฐานและแนวทางที่เกี่ยวข้อง สะท้อนแนวคิด “เชื่อมข้อมูลให้ใช้ประโยชน์ได้จริง” เพื่อเปลี่ยนข้อมูลที่กระจายอยู่ในหลายหน่วยงานให้สามารถนำมาใช้ยกระดับบริการประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม Health Link โครงการภายใต้การดำเนินงานของ BDI สะท้อนความสำเร็จของการนำเทคโนโลยีและการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานมาใช้ยกระดับบริการภาครัฐ ช่วยลดข้อจำกัดจากการทำงานแบบแยกส่วน และทำให้ข้อมูลสามารถนำไปใช้สร้างคุณค่าแก่ประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม โดย BDI พร้อมเดินหน้าร่วมกับภาคีเครือข่ายในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและกลไกการเชื่อมโยงข้อมูล เพื่อผลักดันให้ข้อมูลถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ยกระดับบริการภาครัฐ และขับเคลื่อนประเทศภายใต้แนวคิด “เพื่อข้อมูลที่พร้อมขับเคลื่อนประเทศ – Driving our nation with data”
10 September 2026

บทความ

BDI เร่งเชื่อม 118 ชุด “ข้อมูลภัยพิบัติ” ตามกรอบ 60 วัน หลังระเบียบสำนักนายกฯ มีผลบังคับ เดินหน้า Data Sharing ผ่านแพลตฟอร์ม D2 สู่ “National Data Backbone” หนุนรัฐเห็นสถานการณ์เร็ว–ช่วยประชาชนตรงจุด
7 กันยายน 2569, กรุงเทพฯ – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI เดินหน้าขับเคลื่อนการเชื่อมโยง 118 ชุดข้อมูลดิจิทัลด้านการจัดการภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉิน ตามภาคผนวกท้าย ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัล พ.ศ. 2569 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ โดยระเบียบฯ กำหนดกรอบให้หน่วยงานของรัฐที่จัดทำและครอบครองชุดข้อมูลตามภาคผนวก เชื่อมโยงระบบสารสนเทศและนำส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบกลางเพื่อการแบ่งปันข้อมูลภายใน 60 วัน มุ่งยกระดับการนำข้อมูลจากหลายหน่วยงานมาใช้ร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อสนับสนุนการประเมินสถานการณ์ การตัดสินใจ และการบริหารความช่วยเหลือประชาชนได้รวดเร็ว ตรงจุด และลดความซ้ำซ้อนในการทำงาน ระเบียบดังกล่าวนับเป็นกลไกสำคัญในการวาง กติกากลางด้านการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัลของภาครัฐ โดยมีเป้าหมายให้การจัดทำ ครอบครอง นำส่ง และเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลข้อมูล และเอื้อต่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงวิเคราะห์เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ กำหนดนโยบาย และการดำเนินงานของภาครัฐ ทั้งนี้ ระเบียบฯ กำหนดให้ สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) จัดให้มีระบบกลางเพื่อการแบ่งปันข้อมูลสำหรับรองรับการเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐ ศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ กล่าวว่า “ประเทศไทยมีข้อมูลจำนวนมากอยู่ในความดูแลของหน่วยงานต่าง ๆ แต่ความท้าทายสำคัญคือการทำให้ข้อมูลเหล่านั้นสามารถเชื่อมโยงและนำมาใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ โดยยังคงรักษาสิทธิและความรับผิดชอบของหน่วยงานเจ้าของข้อมูล โดยเฉพาะในสถานการณ์ภัยพิบัติที่ต้องอาศัยข้อมูลจากหลายแหล่งและต้องตัดสินใจภายใต้ข้อจำกัดด้านเวลา การมีทั้งกติกากลางและโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลที่พร้อม จะช่วยเปลี่ยนข้อมูลที่กระจายอยู่ในหลายหน่วยงานให้สามารถนำมาใช้สนับสนุนการตัดสินใจได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น” ในการขับเคลื่อนด้านเทคโนโลยี BDI ได้พัฒนา แพลตฟอร์ม D2 (Data Integration and Intelligence) เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานรองรับการเชื่อมโยงและใช้ประโยชน์จากข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ โดยออกแบบให้สามารถเชื่อมข้อมูลจากหน่วยงานเจ้าของข้อมูลตามสิทธิและเงื่อนไขที่กำหนด ไม่จำเป็นต้องนำข้อมูลทั้งหมดมารวมเก็บไว้ในที่เดียว พร้อมรองรับการประมวลผลข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์ภายใต้หลักเกณฑ์ด้านการกำกับดูแลและความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของระบบกลางเพื่อการแบ่งปันข้อมูลตามระเบียบฯ ที่กำหนดรูปแบบการบริหารจัดการข้อมูล รวมถึงการใช้ข้อมูลดิบเพื่อการประมวลผลและการส่งต่อข้อมูลในรูปแบบที่เหมาะสมตามสิทธิของเจ้าของข้อมูล สำหรับการดำเนินงานในระยะแรก 118 ชุดข้อมูลดิจิทัลด้านการจัดการภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ระบุไว้ในภาคผนวกท้ายระเบียบฯ จะเป็นหนึ่งในกลุ่มข้อมูลสำคัญที่ถูกเร่งนำมาเชื่อมโยง ครอบคลุมข้อมูลจากหลายมิติ ทั้งด้านสภาพอากาศและอุตุนิยมวิทยา ปริมาณฝน ระดับน้ำ พื้นที่เสี่ยงและข้อมูลเชิงพื้นที่ โครงสร้างพื้นฐานและเส้นทางคมนาคม ระบบสื่อสาร ข้อมูลประชาชนและกลุ่มที่ต้องได้รับการดูแล ข้อมูลด้านสุขภาพและบริการฉุกเฉิน ตลอดจนข้อมูลที่ใช้ประกอบการประเมินพื้นที่และผลกระทบจากภัยพิบัติ โดยภาคผนวกของระเบียบฯ กำหนดทั้งชุดข้อมูล ลักษณะการเชื่อมโยง และหน่วยงานของรัฐผู้จัดทำหรือครอบครองข้อมูลไว้อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้บทเฉพาะกาลของระเบียบฯ หน่วยงานของรัฐที่จัดทำและครอบครองข้อมูลตามภาคผนวกจะต้อง เชื่อมโยงระบบสารสนเทศกับระบบกลางและนำส่งข้อมูลภายใน 60 วันนับแต่วันที่ระเบียบมีผลใช้บังคับ ขณะที่หน่วยงานที่ยังไม่มีความพร้อมในการเชื่อมโยง สามารถประสานกับ BDI ภายใน 15 วัน เพื่อหารือและกำหนดแผนการสร้างความพร้อมร่วมกัน ซึ่งจะช่วยให้การขับเคลื่อน Data Sharing มีกรอบการดำเนินงานที่ชัดเจนและสามารถเปลี่ยนจากระดับนโยบายไปสู่การใช้งานจริงได้เร็วขึ้น เมื่อข้อมูลสำคัญจากหลายหน่วยงานสามารถเชื่อมโยงและนำมาใช้ร่วมกันได้ จะช่วยยกระดับการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศตลอดทั้งวงจร ได้แก่ นอกจากการจัดให้มีและบริหารระบบกลางแล้ว ระเบียบฯ ยังให้อำนาจหน้าที่ BDI ในการประมวลผลข้อมูลเพื่อใช้ประโยชน์เชิงวิเคราะห์ เป็นตัวกลางในการส่งคำขอและส่งต่อข้อมูล ตรวจสอบสิทธิและเงื่อนไขการแบ่งปันข้อมูล ติดตามดูแลระบบให้มีความปลอดภัยและพร้อมใช้งาน รวมถึงสามารถทำหน้าที่เป็น ศูนย์กลางการจัดการข้อมูลในกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลที่จำเป็นต่อการจัดการสถานการณ์กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ ซึ่งทำให้การบริหารจัดการภัยพิบัติเป็นหนึ่งในกรณีใช้งานที่สะท้อนประโยชน์ของการแบ่งปันข้อมูลภาครัฐได้อย่างชัดเจน การดำเนินงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแนวทาง BDI ในการพัฒนา National Data Backbone หรือโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลระดับประเทศ เพื่อทำให้ข้อมูลสำคัญจากหน่วยงานต่าง ๆ สามารถเชื่อมโยงและนำกลับมาใช้ประโยชน์ร่วมกันได้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้กติกา มาตรฐาน สิทธิการเข้าถึง และการกำกับดูแลที่ชัดเจน พร้อมผลักดัน High Value Datasets (HVD) หรือชุดข้อมูลที่มีคุณค่าสูง เข้าสู่โครงสร้างดังกล่าวอย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มจำนวนชุดข้อมูลและหน่วยงานที่สามารถใช้ข้อมูลร่วมกัน สนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย การบริหารราชการ และการให้บริการประชาชน โดยการเชื่อมโยง 118 ชุดข้อมูลด้านภัยพิบัติถือเป็นหนึ่งใน Use Case สำคัญของการขับเคลื่อน National Data Backbone ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม “เป้าหมายสำคัญ คือ ทำให้ข้อมูลของประเทศ ‘พร้อมเชื่อม พร้อมใช้ และพร้อมสนับสนุนการตัดสินใจ’ โดยเฉพาะเมื่อเกิดภัยพิบัติที่ทุกนาทีมีความสำคัญ หากเรามีโครงสร้างข้อมูลและกติกาการเชื่อมโยงที่พร้อมตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ จะทำให้ประเทศไทยสามารถนำ Big Data และ AI มาใช้ได้เต็มศักยภาพมากขึ้น ตั้งแต่การพยากรณ์และแจ้งเตือน การวิเคราะห์สถานการณ์ การบริหารจัดการความช่วยเหลือ ไปจนถึงการประเมินความเสียหายและการฟื้นฟู ปลายทางจึงไม่ใช่เพียงการเชื่อมข้อมูล แต่คือการทำให้ข้อมูลถูกนำไปใช้เพื่อช่วยให้ภาครัฐตัดสินใจได้ดีขึ้น และประชาชนได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและตรงจุดมากขึ้น” ศ. ดร.ธีรณี กล่าวสรุป
7 September 2026

บทความ

D2 ทลาย Data Silo ยกระดับสวัสดิการสังคม จาก “ตั้งรับ” สู่ “เชิงรุก” ชี้เป้ากลุ่มเปราะบางให้เข้าถึงความช่วยเหลือตรงจุด
23 สิงหาคม 2569, นนทบุรี – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI โดย ดร.พีรดล สามะศิริ (รักษาการ) รองผู้อำนวยการฝ่ายบริการวิเคราะห์ข้อมูล ร่วมเวทีเสวนาหัวข้อ “พลิกโฉมนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อสังคมที่เท่าเทียมและยั่งยืน” ในงาน Social Development Expo 2026 (SDX 2026) ภายใต้แนวคิด “Co-Creating a Better Society: ร่วมสร้างสังคมไทย เพื่อคนทุกวัยไปด้วยกัน” จัดโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี พร้อมนำเสนอแนวทางการใช้ Big Data เชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ เพื่อสนับสนุนการดูแลกลุ่มเปราะบาง ลดโอกาสการตกหล่นจากระบบสวัสดิการ และยกระดับการทำงานของภาครัฐจาก “ตั้งรับ” สู่ “เชิงรุก” ด้วยข้อมูล ดร.พีรดล กล่าวว่า หนึ่งในความท้าทายสำคัญของการบริหารจัดการข้อมูลภาครัฐ ไม่ใช่การไม่มีข้อมูล แต่คือ ข้อมูลจำนวนมากยังถูกจัดเก็บแยกส่วนตามภารกิจของแต่ละหน่วยงาน หรือ Data Silo ทำให้การนำข้อมูลข้ามหน่วยงานมาใช้ประโยชน์ร่วมกันมีข้อจำกัด BDI จึงมีบทบาทในการสนับสนุนการเชื่อมโยงข้อมูล ให้คำปรึกษา และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล โดยเน้นแนวคิด “เชื่อมโยงข้อมูล ไม่ใช่รวมศูนย์ข้อมูล” เพื่อให้ข้อมูลที่อยู่ภายใต้การดูแลของแต่ละหน่วยงาน สามารถนำมาใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ ผ่านกลไกสำคัญ คือ แพลตฟอร์มการเชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Data Integration and Intelligence Platform – D2 (ดีทู) ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการเชื่อมโยงข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ควบคู่กับการดำเนินงานด้านธรรมาภิบาลข้อมูล เพื่อให้การเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากข้อมูลเป็นไปอย่างเหมาะสมและปลอดภัย อีกก้าวสำคัญของการใช้ประโยชน์จากข้อมูล คือ การยกระดับจากการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติในภาพรวม สู่การเชื่อมโยงและวิเคราะห์ ข้อมูลระดับบุคคล ทำให้หน่วยงานสามารถมองเห็นได้ชัดเจนขึ้นว่า ประชาชนแต่ละรายได้รับบริการหรือความช่วยเหลือจากหน่วยงานใดบ้าง ช่วยลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล และสามารถติดตามผลได้ว่า ความช่วยเหลือที่ได้รับส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างไร [เชื่อมข้อมูลข้ามกระทรวง ชี้เป้า “เด็กตกหล่น” จากระบบสวัสดิการ] ดร.พีรดล ยกตัวอย่างโครงการต้นแบบที่สะท้อนให้เห็นถึงประโยชน์ของการเชื่อมโยงข้อมูล ผ่านการนำข้อมูลจาก กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ซึ่งมีข้อมูลการลงทะเบียนเรียนและข้อมูลที่ครูบันทึกเกี่ยวกับเด็กที่อาจมีความบกพร่องด้านต่าง ๆ มาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลผู้ถือบัตรประจำตัวคนพิการของ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) สังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) การเชื่อมโยงข้อมูลข้ามหน่วยงาน ทำให้สามารถมองเห็นช่องว่างของการเข้าถึงบริการ เช่น เด็กที่ครูบันทึกว่ามีแนวโน้มพบความบกพร่อง แต่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนและไม่มีบัตรประจำตัวคนพิการ ทำให้ตกหล่นจากสิทธิและสวัสดิการที่ควรได้รับ ขณะเดียวกันยังช่วยให้มองเห็นเด็กพิการที่ขึ้นทะเบียนแล้วแต่ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบการศึกษา เมื่อนำผลการวิเคราะห์มาแสดงในรูปแบบแผนที่ ยังช่วยให้เห็นพื้นที่เป้าหมายได้ชัดเจนขึ้น ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำข้อมูลไปประกอบการวางแผน ตรวจสอบ และลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือเชิงรุกได้ตรงจุดมากขึ้น ข้อมูลดังกล่าวยังช่วยสนับสนุน การจัดลำดับความสำคัญในการใช้ทรัพยากร เนื่องจากกระบวนการขึ้นทะเบียนคนพิการจำเป็นต้องอาศัยการตรวจประเมินและวินิจฉัยจากแพทย์ ขณะที่บุคลากรมีจำนวนจำกัด การมีข้อมูลชี้เป้าจึงช่วยให้หน่วยงานสามารถพิจารณาพื้นที่หรือโรงเรียนที่ควรได้รับการตรวจประเมินก่อน เพื่อให้ทรัพยากรที่มีอยู่ถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น [เปลี่ยนจาก “ประชาชนเดินเข้าหารัฐ” สู่ “รัฐใช้ข้อมูลเดินเข้าหาประชาชน”] ดร.พีรดล กล่าวต่อว่า การเชื่อมโยงข้อมูลยังสามารถสนับสนุนการปรับรูปแบบการให้บริการภาครัฐ โดยเฉพาะการดูแลผู้สูงอายุ คนพิการ และกลุ่มเปราะบาง จากเดิมที่ประชาชนต้องรับรู้สิทธิและเดินทางมาติดต่อหน่วยงานเพื่อขอรับความช่วยเหลือด้วยตนเอง ซึ่งอาจทำให้ประชาชนบางส่วน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและไม่ทราบสิทธิของตนว่าควรได้รับสิทธิอะไรบ้าง จึงทำให้ตกหล่นจากระบบความช่วยเหลือ หากหน่วยงานสามารถเชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายแหล่งร่วมกัน จะช่วยให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้นว่า “ใครต้องการความช่วยเหลือ อยู่ที่ไหน และต้องการความช่วยเหลือด้านใด” ทำให้หน่วยงานสามารถวางแผนและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด จากเดิมที่ต้องรอให้ประชาชนเข้ามาขอรับบริการ สู่การทำงาน เชิงรุก ที่ใช้ข้อมูลช่วยชี้เป้าและนำความช่วยเหลือไปถึงประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่อาจตกหล่นจากระบบ แนวทางนี้จึงเป็นการยกระดับข้อมูลภาครัฐจาก “ข้อมูลเพื่อการรายงาน” สู่ “ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ” ช่วยให้หน่วยงานจัดสรรทรัพยากรได้เหมาะสม และให้ความช่วยเหลือประชาชนได้ตรงความต้องการมากยิ่งขึ้น [ใช้ข้อมูลจับคู่ “นวัตกรรม” กับ “ความต้องการ” ให้ตรงคน] ดร.พีรดล กล่าวปิดท้ายว่า อีกหนึ่งโอกาสสำคัญ คือ การใช้ Big Data เชื่อมช่องว่างระหว่าง “นวัตกรรมที่มีอยู่” กับ “ความต้องการของประชาชน” เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อสังคมจำนวนมาก แต่ความท้าทาย คือ การทำให้นวัตกรรมเหล่านั้นไปถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีความต้องการใช้งานจริง การวิเคราะห์และจำแนกกลุ่มผู้รับบริการ จะช่วยให้หน่วยงานเข้าใจความต้องการและข้อจำกัดที่แตกต่างกันของกลุ่มเปราะบางแต่ละกลุ่มหรือแต่ละบุคคลได้ละเอียดขึ้น และสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการจับคู่นวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ หรือบริการให้เหมาะสมกับความต้องการ แทนการให้บริการแบบเหมารวมที่อาจไม่ตอบโจทย์ประชาชนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง BDI มุ่งผลักดันให้ Big Data และ AI จากเทคโนโลยีสู่โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลที่กระจัดกระจายให้เกิดการใช้ประโยชน์ร่วมกัน เปลี่ยนข้อมูลให้เป็น Insight และต่อยอดสู่การตัดสินใจที่แม่นยำ เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม สนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐมองเห็นผู้ที่อาจตกหล่นจากระบบ เข้าถึงกลุ่มเปราะบางได้ตรงจุด พร้อมยกระดับบริการสาธารณะให้ตอบโจทย์ประชาชนอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน อันเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Data-Driven Nation
23 August 2026

บทความ

BDI ร่วมงาน “มหกรรม UD เพื่อคนพิการและทุกคนอยู่ดี” ชูพลังข้อมูลขนาดใหญ่ยกระดับสวัสดิการสังคม
24 กรกฎาคม 2569, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ร่วมกับมูลนิธิคนพิการไทย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงาน “มหกรรม UD (Universal Design) เพื่อคนพิการและทุกคนอยู่ดี” ภายใต้แนวคิด “From Law to Life: Design for All, Better Living for Everyone” ระหว่างวันที่ 24–25 กรกฎาคม 2569 ณ อาคาร 9-10 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ในการนี้ ศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) ได้มอบหมายให้ ดร.พีรดล สามะศิริ (รักษาการ) รองผู้อำนวยการฝ่ายบริการวิเคราะห์ข้อมูล พร้อมด้วย นายอมร โชคชัยสิริภักดี ผู้จัดการโครงการและนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล เป็นผู้แทนสถาบันฯ เข้าร่วมกิจกรรมภายในงาน โดย นายอมร โชคชัยสิริภักดี เป็นผู้แทน BDI เข้ารับมอบ เกียรติบัตร “องค์กรต้นแบบขับเคลื่อน Universal Design เพื่อคนทั้งมวล” เพื่อเชิดชูบทบาทสถาบันฯ ในการนำเทคโนโลยีข้อมูลขนาดใหญ่มายกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน พร้อมกันนี้ บูทนิทรรศการของ BDI ได้รับเกียรติจาก ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) พร้อมด้วย นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เข้าเยี่ยมชม โดยมี ดร.พีรดล สามะศิริ พร้อมด้วยคณะผู้แทน BDI ให้การต้อนรับ และนำเสนอตัวอย่างการประยุกต์ใช้ข้อมูล ผ่านแดชบอร์ดวิเคราะห์ข้อมูลการเชื่อมโยงเด็กพิการ ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวง พม. เพื่อค้นหาเด็กที่ถือบัตรประจำตัวคนพิการแต่ยังไม่อยู่ในระบบการศึกษา หรือเด็กในสถานศึกษาที่ยังไม่ได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเหมาะสม ช่วยให้หน่วยงานในพื้นที่เข้าถึงและช่วยเหลือได้ตรงจุด การพัฒนาดังกล่าวเป็นการขับเคลื่อนงานภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วย “การเชื่อมโยงและปรับปรุงฐานข้อมูลประชาชนในกลุ่มเปราะบางและกลุ่มคนพิการ” ซึ่งเป็นการบูรณาการข้อมูลร่วมกันระหว่าง 15 กระทรวง (44 หน่วยงานระดับกรม และ 2 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) โดย BDI ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และขับเคลื่อนการเชื่อมโยงข้อมูลคนเปราะบาง คนพิการ และผู้สูงอายุ เข้าสู่ โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของกระทรวง พม. ก่อนส่งต่อเข้าสู่แพลตฟอร์มดีทู (Data Integration and Intelligence Platform: D2) สำหรับขยายผลการวิเคราะห์และใช้ประโยชน์ข้อมูลข้ามสาขา ช่วยลดข้อจำกัดในการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์จากข้อมูลในระดับประเทศอย่างโปร่งใส พร้อมทั้งผลักดันไปสู่การจัดสวัสดิการแบบมุ่งเป้า เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิและความช่วยเหลือได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ตลอดระยะเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมา พม. และ BDI ได้ร่วมกันวางรากฐานการบูรณาการข้อมูลด้านสังคมอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน มาตรฐานข้อมูล และกลไกการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน จนปัจจุบันสามารถบูรณาการชุดข้อมูลสำคัญได้แล้วกว่า 90% ครอบคลุมทั้งด้านรายได้ การมีงานทำ การศึกษา สุขภาพ และสวัสดิการสังคม ช่วยให้ภาครัฐวิเคราะห์สถานการณ์ ค้นหาผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงสิทธิ และวางแผนช่วยเหลือได้อย่างแม่นยำ
24 July 2026

บทความ

BDI ร่วมขับเคลื่อน พม. ยกระดับการบูรณาการข้อมูลสังคม หนุนสวัสดิการแบบมุ่งเป้า ด้วย Big Data และ AI
13 กรกฎาคม 2569, กรุงเทพฯ – นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) เป็นประธานเปิด “โครงการยกระดับการบูรณาการข้อมูลเพื่อการพัฒนาสังคม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์” เพื่อพัฒนาคลังข้อมูลด้านสังคมให้เป็นศูนย์กลางในการรวบรวม เชื่อมโยง และแลกเปลี่ยนข้อมูลสวัสดิการสังคมจากหน่วยงานภาครัฐ พร้อมยกระดับการจัดทำฐานข้อมูลประชาชนกลุ่มเปราะบางให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมี นางวนิดา สมานมิตร ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมด้วย ดร.สุนทรีย์ ส่งเสริม รองผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ BDI และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ โรงแรมปรินซ์ พาเลซ กรุงเทพมหานคร และผ่านระบบออนไลน์ ดร.สุนทรีย์ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นการสานต่อความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วย การเชื่อมโยงและปรับปรุงฐานข้อมูลประชาชนในกลุ่มเปราะบางและกลุ่มคนพิการ และ การจัดทำฐานข้อมูลผู้สูงอายุตามสิทธิ/สวัสดิการที่จะได้รับรายบุคคล เพื่อบูรณาการข้อมูลจากทุกภาคส่วนที่ขับเคลื่อนงานด้านผู้สูงอายุ โดยมีหน่วยงานร่วมลงนามจาก 15 กระทรวง ประกอบด้วย 45 หน่วยงานระดับกรม และ 2 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ร่วมสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล ให้คำปรึกษาด้านการบูรณาการข้อมูลสวัสดิการสังคม และผลักดันการจัดสวัสดิการแบบมุ่งเป้า (Targeted Social Welfare) ให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิและความช่วยเหลือได้อย่างทั่วถึง ตลอดระยะเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมา พม. และ BDI ได้ร่วมกันวางรากฐานการบูรณาการข้อมูลด้านสังคมอย่างเป็นระบบ ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน มาตรฐานข้อมูล และกลไกการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ปัจจุบันสามารถบูรณาการชุดข้อมูลสำคัญได้แล้วกว่า 90% ครอบคลุมข้อมูลด้านรายได้ การมีงานทำ การศึกษา สุขภาพ และสวัสดิการสังคม ช่วยให้หน่วยงานสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ ค้นหาประชาชนที่ยังเข้าไม่ถึงสิทธิ และวางแผนการช่วยเหลือได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ข้อมูลที่เกิดขึ้นจริง ได้แก่ การเชื่อมโยงข้อมูลเด็กพิการระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวง พม. เพื่อค้นหาเด็กที่ถือบัตรประจำตัวคนพิการแต่ยังไม่อยู่ในระบบการศึกษา รวมถึงเด็กที่อยู่ในสถานศึกษาแต่ยังไม่ได้รับสิทธิหรือการสนับสนุนที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้หน่วยงานในพื้นที่สามารถเข้าถึงและให้ความช่วยเหลือได้อย่างตรงจุด อีกหนึ่งตัวอย่าง คือ การวิเคราะห์ข้อมูลผู้สูงอายุ โดยใช้ข้อมูลเพื่อค้นหาผู้ที่มีคุณลักษณะใกล้เคียงกันแต่ได้รับสิทธิประโยชน์แตกต่างกัน ทำให้ภาครัฐสามารถดำเนินงานเชิงรุก เข้าถึงผู้สูงอายุที่ยังไม่ทราบสิทธิของตนเอง และขยายการดูแลจากการรับเบี้ยยังชีพไปสู่บริการด้านสวัสดิการอื่น ๆ ที่สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละบุคคล ดร.สุนทรีย์ เน้นย้ำว่า คุณภาพของข้อมูล (Data Quality) และธรรมาภิบาลข้อมูล (Data Governance) เป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาสวัสดิการแบบมุ่งเป้า เนื่องจากการเชื่อมโยงข้อมูลจะช่วยให้สามารถตรวจพบข้อมูลที่ผิดพลาดหรือข้อมูลที่ตกหล่น (Outliers) เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงคุณภาพข้อมูลร่วมกันระหว่างหน่วยงานเจ้าของข้อมูล และเพิ่มความถูกต้องในการตัดสินใจเชิงนโยบาย โครงการยกระดับการบูรณาการข้อมูลเพื่อการพัฒนาสังคม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จะช่วยยกระดับการบูรณาการฐานข้อมูลตามมติ ครม. ที่ตั้งต้นไว้เดิม ให้กลายเป็น Sectoral Data Hub ด้านการพัฒนาสังคมและการดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง โดย BDI จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และทำให้การเชื่อมโยงข้อมูลกลุ่มสวัสดิการสังคม เข้าสู่แพลตฟอร์มดีทู (Data Integration and Intelligence Platform: D2) สำหรับขยายผลการวิเคราะห์และใช้ประโยชน์ข้อมูลข้ามสาขา เพื่อช่วยลดข้อจำกัดในการเชื่อมโยงข้อมูลข้ามหน่วยงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์จากข้อมูลในระดับประเทศ ให้หน่วยงานภาครัฐสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนกลุ่มเปราะบางได้ทั่วถึงอย่างยั่งยืน
13 July 2026
PDPA Icon

We use cookies to optimize your browsing experience and improve our website’s performance. Learn more at our Privacy Policy and adjust your cookie settings at Settings

Privacy Preferences

You can choose your cookie settings by turning on/off each type of cookie as needed, except for necessary cookies.

Accept all
Manage Consent Preferences
  • Strictly Necessary Cookies
    Always Active

    This type of cookie is essential for providing services on the website of the Personal Data Protection Committee Office, allowing you to access various parts of the site. It also helps remember information you have previously provided through the website. Disabling this type of cookie will result in your inability to use key services of the Personal Data Protection Committee Office that require cookies to function.
    Cookies Details

  • Performance Cookies

    This type of cookie helps the Big Data Institute (Public Organization) understand user interactions with its website services, including which pages or areas of the site are most popular, as well as analyze other related data. The Big Data Institute (Public Organization) also uses this information to improve website performance and gain a better understanding of user behavior. Although the data collected by these cookies is non-identifiable and used solely for statistical analysis, disabling them will prevent the Big Data Institute (Public Organization) from knowing the number of website visitors and from evaluating the quality of its services.

  • Functional Cookies

    This type of cookie enables the Big Data Institute (Public Organization)’s website to remember the choices you have made and deliver enhanced features and content tailored to your usage. For example, it can remember your username or changes you have made to font sizes or other customizable settings on the page. Disabling these cookies may result in the website not functioning properly.

  • Targeting Cookies

    "This type of cookie helps the Big Data Institute (Public Organization) understand user interactions with its website services, including which pages or areas of the site are most popular, as well as analyze other related data. The Big Data Institute (Public Organization) also uses this information to improve website performance and gain a better understanding of user behavior. Although the data collected by these cookies is non-identifiable and used solely for statistical analysis, disabling them will prevent the Big Data Institute (Public Organization) from knowing the number of website visitors and from evaluating the quality of its services.

Save settings