DE

DE

ข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง

Related news and articles

PostType Filter En

บทความ

BDI ต้อนรับคณะผู้แทนเยอรมนี เปิดมุมมองความร่วมมือไทย–เยอรมนี ขับเคลื่อน Data–AI สู่รัฐบาลดิจิทัลแห่งอนาคต
2 กันยายน 2569, กรุงเทพฯ – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจากสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ประกอบด้วยสมาชิกสภาแห่งรัฐ North Rhine-Westphalia (NRW) ผู้แทนทางการทูตจากสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน และสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย ตลอดจนผู้แทนจากมูลนิธิการเมืองเยอรมัน ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมและแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างไทย–เยอรมนี เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากข้อมูลภาครัฐ การพัฒนาระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์ (AI) โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและการประมวลผล การพัฒนากำลังคน ตลอดจนการประยุกต์ใช้ข้อมูลและ AI ในภาครัฐ สุขภาพ การศึกษา และภาคอุตสาหกรรม ณ สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) การหารือครั้งนี้ นำโดย ศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ BDI ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับคณะผู้แทนจากเยอรมนี โดย BDI ได้นำเสนอภาพรวมบทบาทในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นประเทศที่ใช้ข้อมูลในการพัฒนาและตัดสินใจ ครอบคลุมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล การเชื่อมโยงและแบ่งปันข้อมูลระหว่างหน่วยงาน การส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากข้อมูลภาครัฐ ตลอดจนการพัฒนาขีดความสามารถด้าน AI ของประเทศ หนึ่งในประเด็นสำคัญของการแลกเปลี่ยน คือ ความท้าทายในการทลาย Data Silos และการทำให้ข้อมูลภาครัฐสามารถเชื่อมโยงและนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ซึ่งเป็นโจทย์ร่วมที่ทั้งประเทศไทยและเยอรมนีให้ความสำคัญ โดยการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลไม่ได้มุ่งเพียงการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างหน่วยงาน แต่ยังรวมถึงการพัฒนาข้อมูลภาครัฐให้มีโครงสร้างและมาตรฐานที่เอื้อต่อการเชื่อมโยงและใช้งาน พร้อมออกแบบบริการที่ช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและติดต่อภาครัฐได้สะดวกยิ่งขึ้น ควบคู่กับการรักษาความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัย และสิทธิของประชาชน นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับ Digital Identity และ European Digital Identity Wallet (EUDI Wallet) รวมถึงการใช้ประโยชน์จากข้อมูลสุขภาพเพื่อการวิจัยและบริการสาธารณะ ตลอดจนแนวทางสร้างสมดุลระหว่างการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์กับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สะท้อนถึงความสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและกลไกการเชื่อมโยงข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ ปลอดภัย และคำนึงถึงสิทธิของประชาชน ในด้านปัญญาประดิษฐ์ BDI ได้นำเสนอแนวทางการพัฒนา Thai Large Language Model (ThaiLLM) เพื่อสนับสนุนการพัฒนา AI ที่ตอบโจทย์ภาษาและบริบทของประเทศไทย พร้อมแลกเปลี่ยนตัวอย่างการนำ Large Language Model ไปประยุกต์ใช้ในภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงประเด็น AI in Education ซึ่งฝ่ายเยอรมนีได้แบ่งปันแนวทางการศึกษาและทดลองใช้ AI เพื่อสนับสนุนกระบวนการเรียนการสอนและลดภาระงานของครู โดยให้ความสำคัญกับแนวคิด Human-in-the-Loop ที่ยังคงให้มนุษย์มีบทบาทในการกำกับและตัดสินใจ การแลกเปลี่ยนครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้ประเทศไทยและเยอรมนีจะมีบริบทด้านโครงสร้างภาครัฐและกฎระเบียบที่แตกต่างกัน แต่ต่างมีโจทย์สำคัญร่วมกัน ทั้งการ ทลาย Data Silos การพัฒนาข้อมูลภาครัฐให้มีมาตรฐานและสามารถเชื่อมโยงกันได้ การพัฒนารัฐบาลดิจิทัลที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง การใช้ข้อมูลและ AI อย่างรับผิดชอบ ตลอดจนการพัฒนากำลังคนและระบบนิเวศ AI ซึ่งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ระหว่างกันนับเป็นโอกาสในการเปิดมุมมองและต่อยอดแนวทางการพัฒนา Data และ AI เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของทั้งสองประเทศ ทั้งนี้ การหารือดังกล่าว สอดคล้องกับภารกิจของ BDI ในการส่งเสริมและสนับสนุนการนำ Big Data และ AI มาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ ทั้งด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมโยงข้อมูล การส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากข้อมูล การพัฒนาเทคโนโลยีและกำลังคน ตลอดจนการสร้างระบบนิเวศด้าน Data และ AI ที่เอื้อต่อการนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้กับโจทย์จริง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ ยกระดับบริการประชาชน และสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Data-Driven Nation อย่างเป็นรูปธรรม
2 September 2026

บทความ

BDI ผู้แทน DE ร่วมงาน China International Big Data Industry Expo 2026 ศึกษาทิศทาง Data Economy ต่อยอดความร่วมมือ Big Data–AI ระหว่าง ไทย–จีน
ระหว่างวันที่ 27–29 สิงหาคม 2569, สาธารณรัฐประชาชนจีน – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI นำโดย ดร.สุนทรีย์ ส่งเสริม รองผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ ในฐานะผู้แทนกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมกับคณะผู้แทนจากประเทศไทย ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสมาคมด้านอุตสาหกรรมดิจิทัล เข้าร่วมงาน China International Big Data Industry Expo 2026 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Token: A New Path to Value of Data Elements” ณ เมืองกุ้ยหยาง มณฑลกุ้ยโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อศึกษาทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจข้อมูล (Data Economy) และเทคโนโลยีดิจิทัล ตลอดจนแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และสำรวจโอกาสความร่วมมือด้าน Big Data และ AI ระหว่างไทยและจีน ในโอกาสนี้ ดร.สุนทรีย์ ได้ขึ้นกล่าวบนเวที “China–Thailand Digital Economy Cooperation” ว่า ประเทศไทยกำลังเดินหน้าการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI โดยมุ่งพัฒนาระบบนิเวศดิจิทัลที่เชื่อมโยงทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูล AI เทคโนโลยีคลาวด์ ทักษะดิจิทัล และบริการดิจิทัลที่มีความน่าเชื่อถือ พร้อมย้ำว่า “ข้อมูล” เป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศ โดยคุณค่าที่แท้จริงไม่ได้อยู่เพียงการมีโครงสร้างพื้นฐาน แต่คือการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ เพื่อยกระดับบริการภาครัฐ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ส่งเสริมนวัตกรรม และสนับสนุนการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพ โดยประเทศไทยกำลังขยายการใช้ Big Data และ AI ในสาขาสำคัญ อาทิ สาธารณสุข การท่องเที่ยว สิ่งแวดล้อม และการเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ ดร.สุนทรีย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยและจีนยังมีศักยภาพในการต่อยอดความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐานและธรรมาภิบาลข้อมูล AI และ AI Governance ตลอดจน Data Center บริการคลาวด์ การพัฒนาทักษะดิจิทัล การวิจัย และนวัตกรรม โดยประสบการณ์ของจีนด้านการพัฒนาและใช้ประโยชน์จากข้อมูลเป็นองค์ความรู้ที่ประเทศไทยสามารถนำมาศึกษาและประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศ พร้อมเน้นการสร้างเครือข่ายระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และภาคเทคโนโลยีของทั้งสองประเทศ เพื่อเปลี่ยนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ไปสู่ความร่วมมือที่เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม และร่วมใช้ศักยภาพของข้อมูลและ AI เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน นอกจากนี้ คณะผู้แทน BDI ยังได้ศึกษาแนวคิด Token Ecosystem ซึ่งไม่ได้มอง Token เพียงในฐานะหน่วยพื้นฐานของการประมวลผลโมเดล AI แต่ยังเชื่อมโยงกับทรัพยากรสำคัญในระบบนิเวศดิจิทัล ได้แก่ Data, Computing Power, AI Models และ AI Services รวมถึงแนวทางการพัฒนากลไกสำหรับวัดการใช้งาน ประเมินมูลค่า และสนับสนุนรูปแบบการให้บริการเชิงเศรษฐกิจในอนาคต อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ Data Trading และ Data Marketplace ซึ่งจีนมีการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อเชื่อมโยงผู้ให้ข้อมูลและผู้ใช้ข้อมูล ทั้งในรูปแบบข้อมูลดิบและ Data Product ที่ผ่านการจัดการหรือพัฒนาให้พร้อมใช้งาน โดยให้ความสำคัญกับการตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูล การรับรองผู้ให้ข้อมูล การตรวจสอบข้อมูลก่อนนำเข้าสู่แพลตฟอร์มและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและสนับสนุนการนำข้อมูลไปต่อยอดสร้างมูลค่าในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม สำหรับงาน China International Big Data Industry Expo ถือเป็นเวทีสำคัญระดับนานาชาติด้าน Big Data และเศรษฐกิจดิจิทัล ที่รวบรวมหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ นักวิจัย และผู้พัฒนาเทคโนโลยีจากจีนและต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ รวมถึงสำรวจโอกาสความร่วมมือด้านข้อมูล AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยในปีนี้มีบริษัทจากจีนและต่างประเทศเข้าร่วมจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมกว่า 372 บริษัท และมีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานมากกว่า 16,000 คน การเข้าร่วมงานครั้งนี้ของ BDI จึงไม่เพียงเป็นโอกาสในการติดตามทิศทางการพัฒนา Data Economy, Data Trading, Data Commercialization และ AI Ecosystem ของจีน แต่ยังเป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และขยายเครือข่ายความร่วมมือระหว่างไทยและจีน เพื่อนำแนวคิดและประสบการณ์ที่ได้รับมาศึกษาและประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ทั้งการพัฒนากลไกการใช้ประโยชน์และสร้างมูลค่าจากข้อมูล การยกระดับความน่าเชื่อถือและมาตรฐานในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ตลอดจนการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการนำข้อมูลและ AI ไปต่อยอดสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคม การดำเนินงานดังกล่าว สอดคล้องกับบทบาทของ BDI ในการส่งเสริมและสนับสนุนการนำ Big Data และ AI มาใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่ายความร่วมมือจากต่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านข้อมูลและ AI ของประเทศไทย และสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศสู่ เศรษฐกิจและสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Nation) อย่างยั่งยืน
29 August 2026

บทความ

BDI x สกศ. ถอดบทเรียน 3 โรงเรียนต้นแบบ AI ขยายผลสู่ 13 โรงเรียน ปูทางพัฒนาทักษะปัญญาประดิษฐ์สู่การศึกษาไทย
ระหว่างวันที่ 24–26 สิงหาคม 2569, กาญจนบุรี – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ร่วมกับ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ลงพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อถอดบทเรียนสถานศึกษาต้นแบบการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ มุ่งรวบรวมข้อมูลจากการใช้งานจริง เพื่อนำไปพัฒนาหลักสูตร รูปแบบการเรียนรู้ และแนวทางส่งเสริมทักษะ AI สำหรับเยาวชนไทย พร้อมต่อยอดองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ดีสู่สถานศึกษาพื้นที่อื่น ๆ ในอนาคต การลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะทำงานจาก BDI นำโดย ผศ. ดร.ดวงใจ จิตคงชื่น ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนากำลังคน พร้อมด้วย ดร.สุกัญญา สุขศักดิ์ นักการศึกษาด้านนวัตกรรมข้อมูลอาวุโส และนายธารภณ นิธิจิรมน นักการศึกษาด้านนวัตกรรมข้อมูล ร่วมกับคณะทำงานจาก สกศ. นำโดย นางโชติกา วรรณบุรี ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานการศึกษาและพัฒนาการเรียนรู้ พร้อมด้วย นางสุวรรณา สุวรรณประภาพร ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนานโยบายด้านการเรียนรู้ และนายภัทร์ธนชาติ อาษากิจ นักวิชาการศึกษาชำนาญการ กลุ่มพัฒนานโยบายด้านการเรียนรู้ ตลอดจนคณะศึกษานิเทศก์จากสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดกาญจนบุรี และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี คณะทำงานร่วมกันติดตามการจัดการเรียนรู้ รับฟังความคิดเห็นจากผู้บริหาร ครูผู้สอน และนักเรียน ตลอดจนสำรวจความพร้อม ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะจากการนำ หลักสูตรทักษะปัญญาประดิษฐ์สำหรับยุคดิจิทัล ไปใช้จริงในสถานศึกษา ครอบคลุม 3 โรงเรียนในจังหวัดกาญจนบุรี ได้แก่ โรงเรียนสมาคมป่าไม้แห่งประเทศไทยอุทิศ โรงเรียนอุดมสิทธิศึกษา และโรงเรียนศรีสวัสดิ์พิทยาคม ซึ่งเป็นโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษาและเครือข่ายคุณธรรม จริยธรรม ที่เข้าร่วมการนำหลักสูตรทักษะปัญญาประดิษฐ์สำหรับยุคดิจิทัลมาใช้ในการเรียนการสอน กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง BDI กับ สกศ. ในการส่งเสริมการนำ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาการจัดการศึกษา โดย BDI ได้พัฒนาเนื้อหา หลักสูตรเปิดโลกแห่งปัญญาประดิษฐ์ (The Next Tech) และนำร่องส่งเสริมการเรียนรู้ในโรงเรียนโครงการกองทุนการศึกษา 8 โรงเรียนในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี พร้อมพัฒนาต่อยอดเป็น “หลักสูตรทักษะปัญญาประดิษฐ์สำหรับยุคดิจิทัล” และขยายผลไปยังโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษาและเครือข่ายคุณธรรม จริยธรรม เพิ่มเติมทั้งในจังหวัดกาญจนบุรีและจังหวัดสุพรรณบุรี รวม 13 โรงเรียน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเข้าถึงองค์ความรู้พื้นฐานด้าน AI สามารถเรียนรู้และทบทวนผ่านสื่อออนไลน์ ตลอดจนนำความรู้ไปฝึกปฏิบัติและพัฒนาเป็นชิ้นงาน ขณะเดียวกันยังช่วยสนับสนุนครูในการเข้าถึงเนื้อหาและสื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัย ความร่วมมือนี้สะท้อนบทบาทของ BDI ในการ พัฒนากำลังคนและยกระดับทักษะด้านข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ของประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการสร้างพื้นฐานความรู้และทักษะตั้งแต่ระดับเยาวชน เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจและประยุกต์ใช้ AI ให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนรู้ การพัฒนาตนเอง และการใช้ชีวิตในโลกยุคดิจิทัล การถอดบทเรียนมุ่งศึกษาการนำหลักสูตรไปใช้จริงอย่างรอบด้าน ทั้งความพร้อมของบุคลากร อุปกรณ์ ระบบอินเทอร์เน็ต ห้องเรียนและห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ รูปแบบการนำหลักสูตรไปใช้ ความก้าวหน้าในการเรียนรู้ รวมถึงปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะจากผู้บริหาร ครู และนักเรียน เพื่อให้เห็นทั้งปัจจัยความสำเร็จและข้อจำกัดของการนำ AI มาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ข้อมูลและบทเรียนที่ได้จากพื้นที่จะนำไปใช้ประกอบการพัฒนาแนวทางส่งเสริม หลักสูตรทักษะปัญญาประดิษฐ์สำหรับยุคดิจิทัล รวมถึงพัฒนารูปแบบการประยุกต์ใช้ หลักสูตรด้าน AI ในการจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษา เพื่อสร้างองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่สามารถนำไปพัฒนานโยบายด้านการเรียนรู้และขยายผลสู่สถานศึกษาอื่น ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการสนับสนุนองค์ความรู้ด้าน AI ให้แก่โรงเรียนและบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่ การดำเนินงานครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของการสร้าง AI Literacy และการพัฒนากำลังคนดิจิทัลของประเทศตั้งแต่ฐานการศึกษา ผ่านการนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในบริบทจริง รับฟังความคิดเห็นจากผู้เรียนและครู และนำข้อมูลกลับมาพัฒนากระบวนการเรียนรู้ให้ตอบโจทย์มากยิ่งขึ้น เพื่อเตรียมเยาวชนไทยให้มีทักษะที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้ การทำงาน และการใช้ชีวิตในยุค AI พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยข้อมูลและเทคโนโลยีในอนาคต ขอบคุณภาพจาก: โรงเรียนสมาคมป่าไม้แห่งประเทศไทยอุทิศ โรงเรียนอุดมสิทธิศึกษา และโรงเรียนศรีสวัสดิ์พิทยาคม
26 August 2026

บทความ

5 เหตุผลที่องค์กรชั้นนำเลือก BDI เป็นพันธมิตรด้านการพัฒนาทักษะ Big Data และ AI
ในยุคที่ทุกองค์กรต้องการ Data และ AI แต่ไม่ใช่ทุกการอบรมที่จะสร้างผลลัพธ์ได้จริง  ปัจจุบันคำว่า Big Data, AI, Data Analytics, Data Governance หรือ Digital Transformation กลายเป็นคำที่ทุกองค์กรคุ้นเคย แต่ความท้าทายสำคัญกลับไม่ใช่การเข้าถึงเทคโนโลยี หากเป็นการพัฒนาคนให้สามารถนำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปใช้สร้างผลลัพธ์ได้จริง  หลายองค์กรเคยส่งบุคลากรไปอบรม แต่เมื่อกลับมาทำงานจริงกลับพบว่า เนื้อหาไม่ตรงกับบริบทขององค์กร ตัวอย่างที่ใช้เรียนไม่เกี่ยวข้องกับงานจริง หรือผู้เรียนไม่สามารถนำความรู้ไปต่อยอดได้ทันที  นี่คือเหตุผลที่ทำให้หน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรเอกชนชั้นนำจำนวนมากเลือกใช้บริการฝึกอบรมจาก สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Institute: BDI) เพราะเราไม่ได้มองว่าการอบรมคือการถ่ายทอดความรู้เพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้องค์กรผ่านข้อมูลและ AI อย่างเป็นรูปธรรม  จุดเด่นที่ทำให้ BDI แตกต่างจากผู้ให้บริการฝึกอบรมทั่วไป  1. เข้าใจทั้งภาครัฐและเอกชน เพราะเราเป็นหน่วยงานภาครัฐที่ทำงานร่วมกับทั้งสองภาคส่วน  BDI เป็นองค์การมหาชนภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่มีภารกิจส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่และ AI เพื่อพัฒนาประเทศ  ตลอดหลายปีที่ผ่านมา BDI ได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงภาคเอกชนในหลากหลายอุตสาหกรรม ทำให้เราเข้าใจความแตกต่างของบริบท ข้อจำกัด และความท้าทายของแต่ละองค์กรอย่างแท้จริง  เมื่อออกแบบหลักสูตร เราจึงสามารถเชื่อมโยงเนื้อหากับสถานการณ์จริงขององค์กรได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกำกับดูแลข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ การพัฒนา Data-Driven Organization หรือการนำ AI ไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน  2. ผู้สอนคือผู้เชี่ยวชาญตัวจริงด้าน Big Data และ AI  BDI มีบุคลากรมากกว่า 200 คน โดยกว่า 60% เป็น Technial People เช่น Data Scientist, Data Engineer, Programmer และผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลและ AI ที่มีประสบการณ์ทำงานจริงกับโครงการระดับประเทศและองค์กรขนาดใหญ่  ผู้เรียนจึงไม่ได้รับเพียงความรู้เชิงทฤษฎี แต่ยังได้รับประสบการณ์จากกรณีศึกษาจริง ปัญหาจริง และแนวทางแก้ไขที่เกิดขึ้นจริงในองค์กร  ไม่ว่าจะเป็น  ทุกหลักสูตรถูกถ่ายทอดโดยผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ในสนามจริงของวงการ Data และ AI  3. Customize หลักสูตรให้ตรงกับโจทย์ขององค์กร  หนึ่งในจุดแข็งที่ลูกค้าหลายองค์กรประทับใจ คือ BDI ไม่ได้ใช้หลักสูตรสำเร็จรูปเพียงแบบเดียวกับทุกองค์กร  ก่อนการอบรม ทีมงานจะร่วมพูดคุยกับหน่วยงานเพื่อทำความเข้าใจ  จากนั้นจึงออกแบบเนื้อหา กรณีศึกษา Workshop และกิจกรรมให้เหมาะกับบริบทของแต่ละองค์กร  เพราะเราเชื่อว่า “การอบรมที่ดี ต้องตอบโจทย์งานจริงของผู้เรียน”  4. เรียนจากข้อมูลจริงขององค์กร ไม่ใช่ข้อมูลตัวอย่างทั่วไป  จุดเด่นสำคัญที่หาได้ยากจากผู้ให้บริการรายอื่น คือ BDI เปิดโอกาสให้หน่วยงานนำข้อมูลจริงขององค์กรมาใช้ใน Workshop  โดยเฉพาะหลักสูตรด้าน  ผู้เรียนจะได้ฝึกวิเคราะห์ข้อมูลจากชุดข้อมูลที่ใช้งานจริงภายในองค์กรของตนเอง  ผลลัพธ์คือ เมื่อจบการอบรม ผู้เรียนจะไม่ได้เพียงความรู้ แต่ยังได้ Dashboard หรือ Prototype ที่สามารถนำกลับไปพัฒนาต่อยอดใช้งานได้ทันที แตกต่างจากการอบรมทั่วไปที่ใช้ข้อมูลตัวอย่างซึ่งไม่สามารถนำไปใช้ต่อในงานจริงได้  5. มีทีม TA ดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดการเรียน  การเรียนด้าน Data และ AI มักมีรายละเอียดทางเทคนิคค่อนข้างมาก โดยเฉพาะหลักสูตร Workshop หรือ Hands-on Training  BDI จึงจัดให้มีทีม Teaching Assistant (TA) คอยดูแลผู้เรียนอย่างใกล้ชิดตลอดการอบรม  ไม่ว่าจะเป็น  ทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง  หลักสูตรของ BDI ครอบคลุมทุกระดับ ตั้งแต่ผู้บริหารจนถึงสายเทคนิค  BDI ออกแบบหลักสูตรให้รองรับผู้เรียนหลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่ผู้บริหาร ผู้จัดการ ทีมงานด้านข้อมูล ไปจนถึงนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลและวิศวกรข้อมูล  โดย BDI มีหลักสูตรที่แนะนำสำหรับกลุ่มผู้เรียนต่าง ๆ ดังนี้  สำหรับผู้บริหาร   สำหรับองค์กรที่ต้องการสร้าง Data Governance  สำหรับผู้ใช้งานข้อมูลและนักวิเคราะห์  สำหรับสาย Data Science  สำหรับสาย Data Engineering  สำหรับองค์กรที่ต้องการพัฒนาทักษะ AI  นอกจากนี้ BDI ยังมีบริการ In-House Training, Public Training, Online Training และ On-the-Job Training ที่สามารถออกแบบเฉพาะตามความต้องการของแต่ละองค์กรได้อีกด้วย  มากกว่าการอบรม คือการสร้างความพร้อมให้องค์กรก้าวสู่ Data-Driven Organization  สิ่งที่ BDI ภาคภูมิใจไม่ใช่จำนวนผู้เรียนหรือจำนวนหลักสูตร แต่คือความสำเร็จขององค์กรที่สามารถนำความรู้ด้าน Big Data และ AI ไปใช้ยกระดับการทำงานได้จริง  เราเชื่อว่าการพัฒนาคนคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงองค์กร และการเปลี่ยนแปลงองค์กรคือรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ  หากองค์กรของคุณกำลังมองหาพันธมิตรด้านการพัฒนาบุคลากรที่เข้าใจทั้ง Data, AI และบริบทการทำงานจริงขององค์กร BDI พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับศักยภาพของทีมงานและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในยุคดิจิทัล  ดูรายละเอียดหลักสูตรเพิ่มเติมได้ที่ https://bdi.or.th/training  สอบถามข้อมูลหลักสูตรติดต่อได้ที่ Line OA BDI Service: https://lin.ee/X5ugXVr หรือโทร. 02-480-8833 ต่อ 9579 
22 July 2026

บทความ

BDI ร่วมขับเคลื่อน พม. ยกระดับการบูรณาการข้อมูลสังคม หนุนสวัสดิการแบบมุ่งเป้า ด้วย Big Data และ AI
13 กรกฎาคม 2569, กรุงเทพฯ – นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) เป็นประธานเปิด “โครงการยกระดับการบูรณาการข้อมูลเพื่อการพัฒนาสังคม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์” เพื่อพัฒนาคลังข้อมูลด้านสังคมให้เป็นศูนย์กลางในการรวบรวม เชื่อมโยง และแลกเปลี่ยนข้อมูลสวัสดิการสังคมจากหน่วยงานภาครัฐ พร้อมยกระดับการจัดทำฐานข้อมูลประชาชนกลุ่มเปราะบางให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมี นางวนิดา สมานมิตร ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมด้วย ดร.สุนทรีย์ ส่งเสริม รองผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ BDI และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ โรงแรมปรินซ์ พาเลซ กรุงเทพมหานคร และผ่านระบบออนไลน์ ดร.สุนทรีย์ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นการสานต่อความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วย การเชื่อมโยงและปรับปรุงฐานข้อมูลประชาชนในกลุ่มเปราะบางและกลุ่มคนพิการ และ การจัดทำฐานข้อมูลผู้สูงอายุตามสิทธิ/สวัสดิการที่จะได้รับรายบุคคล เพื่อบูรณาการข้อมูลจากทุกภาคส่วนที่ขับเคลื่อนงานด้านผู้สูงอายุ โดยมีหน่วยงานร่วมลงนามจาก 15 กระทรวง ประกอบด้วย 45 หน่วยงานระดับกรม และ 2 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ร่วมสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล ให้คำปรึกษาด้านการบูรณาการข้อมูลสวัสดิการสังคม และผลักดันการจัดสวัสดิการแบบมุ่งเป้า (Targeted Social Welfare) ให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิและความช่วยเหลือได้อย่างทั่วถึง ตลอดระยะเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมา พม. และ BDI ได้ร่วมกันวางรากฐานการบูรณาการข้อมูลด้านสังคมอย่างเป็นระบบ ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน มาตรฐานข้อมูล และกลไกการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ปัจจุบันสามารถบูรณาการชุดข้อมูลสำคัญได้แล้วกว่า 90% ครอบคลุมข้อมูลด้านรายได้ การมีงานทำ การศึกษา สุขภาพ และสวัสดิการสังคม ช่วยให้หน่วยงานสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ ค้นหาประชาชนที่ยังเข้าไม่ถึงสิทธิ และวางแผนการช่วยเหลือได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ข้อมูลที่เกิดขึ้นจริง ได้แก่ การเชื่อมโยงข้อมูลเด็กพิการระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวง พม. เพื่อค้นหาเด็กที่ถือบัตรประจำตัวคนพิการแต่ยังไม่อยู่ในระบบการศึกษา รวมถึงเด็กที่อยู่ในสถานศึกษาแต่ยังไม่ได้รับสิทธิหรือการสนับสนุนที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้หน่วยงานในพื้นที่สามารถเข้าถึงและให้ความช่วยเหลือได้อย่างตรงจุด อีกหนึ่งตัวอย่าง คือ การวิเคราะห์ข้อมูลผู้สูงอายุ โดยใช้ข้อมูลเพื่อค้นหาผู้ที่มีคุณลักษณะใกล้เคียงกันแต่ได้รับสิทธิประโยชน์แตกต่างกัน ทำให้ภาครัฐสามารถดำเนินงานเชิงรุก เข้าถึงผู้สูงอายุที่ยังไม่ทราบสิทธิของตนเอง และขยายการดูแลจากการรับเบี้ยยังชีพไปสู่บริการด้านสวัสดิการอื่น ๆ ที่สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละบุคคล ดร.สุนทรีย์ เน้นย้ำว่า คุณภาพของข้อมูล (Data Quality) และธรรมาภิบาลข้อมูล (Data Governance) เป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาสวัสดิการแบบมุ่งเป้า เนื่องจากการเชื่อมโยงข้อมูลจะช่วยให้สามารถตรวจพบข้อมูลที่ผิดพลาดหรือข้อมูลที่ตกหล่น (Outliers) เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงคุณภาพข้อมูลร่วมกันระหว่างหน่วยงานเจ้าของข้อมูล และเพิ่มความถูกต้องในการตัดสินใจเชิงนโยบาย โครงการยกระดับการบูรณาการข้อมูลเพื่อการพัฒนาสังคม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จะช่วยยกระดับการบูรณาการฐานข้อมูลตามมติ ครม. ที่ตั้งต้นไว้เดิม ให้กลายเป็น Sectoral Data Hub ด้านการพัฒนาสังคมและการดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง โดย BDI จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และทำให้การเชื่อมโยงข้อมูลกลุ่มสวัสดิการสังคม เข้าสู่แพลตฟอร์มดีทู (Data Integration and Intelligence Platform: D2) สำหรับขยายผลการวิเคราะห์และใช้ประโยชน์ข้อมูลข้ามสาขา เพื่อช่วยลดข้อจำกัดในการเชื่อมโยงข้อมูลข้ามหน่วยงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์จากข้อมูลในระดับประเทศ ให้หน่วยงานภาครัฐสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนกลุ่มเปราะบางได้ทั่วถึงอย่างยั่งยืน
13 July 2026

บทความ

BDI ผนึก 6 พันธมิตร ขับเคลื่อน Thailand Best X ปลดล็อกขีดความสามารถ SMEs ด้วยพลังข้อมูล
26 มิถุนายน 2569, กรุงเทพฯ – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI โดย ดร.สุนทรีย์ ส่งเสริม รองผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ พร้อมด้วย ดร.ประภาพรรณ วิภาตวิทย์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านบูรณาการข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ เข้าร่วมงานแถลงข่าวและพิธีประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือ โครงการพัฒนาระบบนิเวศการค้าดิจิทัลสำหรับผู้ประกอบการไทย (Thailand Best X) จัดโดย บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ร่วมกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) เพื่อผลักดันการสร้างระบบนิเวศการค้าดิจิทัลที่เชื่อมโยงข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ความร่วมมือครั้งนี้ BDI ทำหน้าที่เป็น ที่ปรึกษาด้านการเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูล สนับสนุนการวางมาตรฐานและกลไกการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกได้อย่างเป็นระบบ พร้อมสนับสนุนองค์ความรู้และโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล เพื่อให้นักพัฒนาของแต่ละแพลตฟอร์มสามารถศึกษา ทดสอบ และเชื่อมต่อข้อมูลได้อย่างมีมาตรฐาน นอกจากนี้ BDI ยังให้คำปรึกษาด้านการกำกับดูแลข้อมูล (Data Governance) โดยอ้างอิงหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และแนวปฏิบัติด้านธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ เพื่อสนับสนุนให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และสอดคล้องกับกฎหมาย พร้อมร่วมวิเคราะห์ข้อมูลที่ผ่านการบูรณาการ (Integrated Data) เพื่อค้นหา Champion Product หรือสินค้าศักยภาพสูง ที่สามารถต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนการขยายตลาดของผู้ประกอบการไทย สำหรับโครงการ Thailand Best X เป็นการรวมพลังทั้งภาครัฐและภาคเอกชนอีก 6 หน่วยงาน ประกอบด้วย บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด, บริษัท เทคซอส มีเดีย จำกัด, บริษัท ช้อป โกลบอล อี-คอมเมิร์ซ จำกัด, สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย, สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และบริษัท อินเทอร์เน็ตมาร์เก็ตติ้ง จำกัด หรือ เว็บไซต์ Pantip.com การเข้าร่วมโครงการครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของ BDI ในฐานะหน่วยงานกลางด้านการบริหารจัดการข้อมูลของประเทศ ที่มุ่งส่งเสริมการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Big Data และ AI เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูล (Data-Driven Decision Making) สร้างระบบนิเวศข้อมูลที่มีมาตรฐานและน่าเชื่อถือ พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยอย่างยั่งยืน
26 June 2026

บทความ

หมดยุคเดาสุ่ม! พณ. x BDI ใช้ดาต้าขับเคลื่อน สปีดพาณิชย์ไทยก้าวล้ำนำเทรนด์โลก
23 มิถุนายน 2569, นนทบุรี – ดร.ปิยนุช วุฒิสอน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ ได้เป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง กระทรวงพาณิชย์ โดย ร้อยตรี จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ กับ สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI โดย ศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการ BDI เพื่อบูรณาการข้อมูลและพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยกระดับสู่องค์กรอัจฉริยะและขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม ณ สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ จังหวัดนนทบุรี การจับมือกันในครั้งนี้ BDI จะเข้ามาสนับสนุนกระทรวงพาณิชย์ในการพัฒนาแพลตฟอร์มพาณิชย์อัจฉริยะ เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานกลางด้านข้อมูลและ AI ที่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานในสังกัดทั้งหมด ช่วยลดระยะเวลาในการเข้าถึงข้อมูลสำคัญ อาทิ ราคาและปริมาณสินค้าเกษตรทั้งในด้านอุปสงค์และอุปทาน กฎหมายระเบียบทางการค้า และข้อมูลการค้าระหว่างประเทศ โดยดำเนินงานร่วมกันผ่าน 6 ภารกิจหลัก: การผนึกกำลังครั้งนี้ จึงถือเป็นก้าวสำคัญของภาครัฐในการนำเทคโนโลยีชั้นสูงมาทรานส์ฟอร์มระบบเศรษฐกิจการค้าไทยให้ก้าวหน้า ทันโลก และตอบสนองต่อความต้องการของภาคธุรกิจและประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
23 June 2026

บทความ

BDI ผนึก อีวาย ประเทศไทย จัดงาน “AI Sovereignty & the Digital Nation: Thailand’s Strategic Imperative” เดินหน้าขับเคลื่อนอธิปไตยด้าน AI ของประเทศไทย
29 เมษายน 2569, กรุงเทพฯ – กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) (BDI) ร่วมกับ อีวาย ประเทศไทย เดินหน้าจัดงาน “AI Sovereignty & the Digital Nation: Thailand’s Strategic Imperative” ขับเคลื่อน “Sovereign AI” ในการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ของประเทศ ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน มุ่งส่งเสริมอธิปไตยทางดิจิทัล ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว พร้อมผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลและสร้างระบบนิเวศ AI ไทยที่เข้มแข็ง ยั่งยืน และสอดคล้องกับบริบทของประเทศอย่างแท้จริง ดร.ชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า “การพัฒนา Sovereign AI เป็นวาระสำคัญของประเทศไทย โดยมุ่งสร้างขีดความสามารถในการพัฒนา และกำกับดูแลเทคโนโลยีได้ด้วยตนเอง บนพื้นฐานของข้อมูลคุณภาพ โครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม และบุคลากรที่มีศักยภาพ เพื่อให้การใช้ AI เกิดประโยชน์อย่างมั่นคง ปลอดภัย และสอดคล้องกับบริบทของประเทศ ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการพัฒนาระบบนิเวศด้านข้อมูลและ AI อย่างยั่งยืน กระทรวงดีอีได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการและมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการวางรากฐานของประเทศในยุค AI หนึ่งในโครงการสำคัญ คือ ThaiLLM ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง BDI, ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC), สมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT), สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC), สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT), จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหิดล โดยโครงการได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DEF) เพื่อสร้างกลไกในการพัฒนา Large Language Model สำหรับภาษาไทย โดยคนไทย และเพื่อให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่เข้าใจภาษา วัฒนธรรม บริบท และความต้องการของสังคมไทยอย่างแท้จริง” นายกุลิศ สมบัติศิริ ประธานกรรมการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) กล่าวว่า “ปัจจุบันโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ AI กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ ไม่ต่างจากพลังงานหรือระบบสาธารณูปโภค โดยประเทศที่สามารถพัฒนาและควบคุม AI ได้ จะเป็นประเทศที่มีความได้เปรียบทั้งในด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ดังนั้น ประเทศไทยจึงไม่สามารถพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติได้เพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องเร่งสร้างขีดความสามารถของตนเอง เพื่อให้สามารถกำหนดทิศทางการใช้ AI และสร้างอำนาจต่อรองในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน ซึ่งการสร้าง “AI Sovereignty” ของประเทศไทย จำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และการเข้าถึงทรัพยากรสำคัญอย่างแหล่งข้อมูลที่มีคุณภาพสูง คอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง การพัฒนาและกำกับดูแลข้อมูลภายในประเทศ การสร้างโมเดล AI ของไทยที่เข้าใจภาษาและบริบทของสังคมไทย ไปจนถึงการนำ AI ประยุกต์ใช้ในภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาของประเทศได้จริง อาทิ ด้านการท่องเที่ยว สิ่งแวดล้อม และความมั่นคง ควบคู่ไปกับการพัฒนากำลังคนด้าน AI ในทุกระดับ เพื่อให้คนไทยสามารถเป็นผู้พัฒนา ผู้ใช้ และผู้กำกับดูแลเทคโนโลยีได้อย่างแท้จริง” ศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI)  กล่าวว่า ปัจจุบัน AI กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคนไทย แต่ข้อมูลส่วนใหญ่ที่ AI ใช้ฝึกฝนนั้นมาจากอินเทอร์เน็ต ซึ่งจากสถิติแล้วมีข้อมูลภาษาอังกฤษจำนวนมหาศาล คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 40% ของข้อมูลทั้งหมด ขณะที่ข้อมูลภาษาไทยมีสัดส่วนเพียง 0.4% เท่านั้น  ซึ่งถือว่ามีจำนวนน้อยมาก การนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้งานจึงอาจทำให้ไม่สามารถสะท้อนบริบทของไทยได้อย่างครบถ้วน ทำให้ประเทศไทยขาดโมเดลภาษาที่ “เข้าใจบริบท” ของคนไทยอย่างแท้จริง การพัฒนา ThaiLLM ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างโมเดลภาษา แต่เป็นภารกิจของประเทศในการวาง “โครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ด้านภาษา” เพื่อให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาและใช้งาน AI ได้อย่างสอดคล้องกับบริบทของตนเอง โดย BDI ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางบูรณาการความร่วมมือ และร่วมวางมาตรฐานการพัฒนา AI ภาษาไทย ผอ.BDI กล่าวเพิ่มเติมว่า วันนี้ ThaiLLM ได้ก้าวไปอีกขั้นด้วยการเปิดตัว “ThaiLLM Playground” พื้นที่กลางบนเว็บสำหรับทดลองใช้งานโมเดลภาษาไทย ที่ช่วยให้ทั้งนักพัฒนา นักวิจัย และผู้ที่สนใจ สามารถเข้ามาทดสอบ เปรียบเทียบผลลัพธ์ และต่อยอดแนวคิดการใช้งานได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องจัดเตรียมทรัพยากรด้านโครงสร้างพื้นฐาน หรือระบบคำนวณด้วยตนเองในระยะเริ่มต้น ภายใน ThaiLLM Playground ได้รวบรวมโมเดลภาษาไทยที่พัฒนาต่อยอดจาก ThaiLLM foundation model โดยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนใน ecosystem อาทิ PathummaLLM (NECTEC), THaLLE (KBTG), Typhoon (SCB DataX) และ OpenThaiGPT (AIEAT) ซึ่งสะท้อนแนวคิดและแนวทางการพัฒนา AI ภาษาไทยที่หลากหลาย ทำให้แพลตฟอร์มนี้ไม่เพียงเป็นพื้นที่ทดลองเทคโนโลยี แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการเปิดโอกาสให้ ecosystem ของ AI ภาษาไทยได้เรียนรู้ร่วมกัน และเร่งการพัฒนาให้สามารถนำไปใช้งานได้จริงในระดับประเทศอย่างเป็นรูปธรรม Mr. Gaurav Modi, EY Asean and Singapore Consulting Leader กล่าวว่า “ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องแข่งขันเพื่อสร้างเทคโนโลยี AI ที่ดีที่สุด แต่ควรเป็นผู้ควบคุมและเป็นเจ้าของ AI ของตนเอง ด้วย 3 กลยุทธ์หลัก คือ 1. Classify before you build – จำแนกข้อมูลก่อนพัฒนาด้วยการพัฒนา AI ต้องเริ่มจากการเข้าใจและจัดประเภทข้อมูลอย่างเป็นระบบ 2. Deploy a sovereign inference layer – สร้างชั้นการใช้งาน AI ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของประเทศ โดยแทนที่จะพึ่งพา AI จากต่างประเทศทั้งหมด ประเทศไทยควรมี “inference layer” หรือชั้นการประมวลผลและนำ AI ไปใช้งานที่สามารถควบคุมได้เอง และ 3. Build the data boundary now – สร้างขอบเขตข้อมูลของประเทศตั้งแต่วันนี้ เพื่อกำหนดขอบเขตการไหลของข้อมูล (data boundary) และการกำกับดูแลข้อมูลอย่างชัดเจน เป็นรากฐานสำคัญของอธิปไตย AI“ นางสาวรัตนา จาละ Country Managing Partner, อีวาย ประเทศไทย กล่าวว่า “AI Sovereignty กำลังเป็นประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ที่องค์กรไม่สามารถมองข้ามได้ โดยจากการแลกเปลี่ยนมุมมองสะท้อนให้เห็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงจากการนำ AI ไปใช้ ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนจากบริบทโลก ต้นทุนเทคโนโลยี หรือการพึ่งพาแพลตฟอร์มจากต่างประเทศ โดยอีวายมีความมุ่งมั่นในการสนับสนุนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อกำหนดกลยุทธ์ด้าน AI...
29 April 2026

บทความ

BDI แชร์ประสบการณ์การบริหารสถานการณ์ภัยพิบัติ ตอกย้ำการ “เชื่อมข้อมูล” หนุนการตัดสินใจ ฝ่าวิกฤต ได้แม่นยำ ตรงจุด
21 เมษายน 2569, กรุงเทพฯ – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI นำโดย พญ.ปฐมพร ศิรประภาศิริ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านบูรณาการข้อมูล พร้อมด้วย ดร.อัญชลิสา แต้ตระกูล (รักษาการ) ผู้อำนวยการโครงการ Travel Link ร่วมบรรยายเรื่องการใช้ประโยชน์จากข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อสนับสนุนการบริหารสถานการณ์วิกฤต และสถานการณ์ภัยพิบัติเพื่อการช่วยเหลือประชาชน ภายใต้การสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างทหารและพลเรือนในการดำเนินงานด้านกิจการพลเรือน ครั้งที่ 2 โดยมีผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ที่เกี่ยวข้อง กว่า 100 คน จัดโดย กรมกิจการพลเรือนทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ณ ห้องประชุมสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยได้รับเกียรติจาก พลโท ชยพณัฐ วิริรัตน์ เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหาร เป็นประธานเข้าร่วมรับฟังการบรรยายในครั้งนี้ พญ.ปฐมพร กล่าวถึงบทบาท ภารกิจ และโครงการสำคัญของสถาบันฯ ในการสนับสนุนการใช้ข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการสถานการณ์ของประเทศ มุ่งเน้นหัวใจสำคัญในการฝ่าวิกฤตด้วย “ข้อมูล” ผ่านโครงการแพลตฟอร์มการเชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (ดีทู) (Data Integration and Intelligence Platform – D2) เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการตัดสินใจเชิงนโยบาย โดยภารกิจสำคัญของระบบ D2 คือการทำ Data Consolidation หรือการนำชุดข้อมูล (Dataset) จากหลากหลายหน่วยงานมา “เชื่อมกัน” เพื่อตอบโจทย์การใช้ข้อมูลระหว่างหน่วยงาน สนับสนุนการทำงานของรัฐบาลให้สามารถวิเคราะห์ภาพรวมของประเทศได้ทันที ด้าน ดร.อัญชลิสา แชร์ประสบการณ์การบูรณาการข้อมูลในสถานการณ์อุทกภัย หาดใหญ่ 2568 และการพัฒนาระบบบริหารจัดการศูนย์พักพิงในสถานการณ์ภัยพิบัติวิกฤตฉุกเฉิน สะท้อนถึงความสำคัญในการ “เชื่อมข้อมูล” ผู้ประสบภัยจากหลากหลายแพลตฟอร์ม และศูนย์พักพิงต่าง ๆ เพื่อให้การช่วยเหลือไม่ซ้ำซ้อน พร้อมจัดทำ Dashboard แบบ Real Time โดยแสดงข้อมูลขอความช่วยเหลือ เพื่อช่วยสนับสนุนการตัดสินใจในการจัดสรรทรัพยากร และการลงพื้นที่ช่วยเหลือได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การสัมมนาดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างส่วนราชการ และภาคเอกชนของกองทัพไทย ในการดำเนินงานด้านกิจการพลเรือน ครอบคลุมการบริหารจัดการด้านการป้องกันประเทศในการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง ตลอดจนการบริหารจัดการด้านสาธารณภัย และความร่วมมืออื่น ๆ ในการพัฒนาประเทศ พร้อมช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และทันต่อสถานการณ์
21 April 2026
PDPA Icon

We use cookies to optimize your browsing experience and improve our website’s performance. Learn more at our Privacy Policy and adjust your cookie settings at Settings

Privacy Preferences

You can choose your cookie settings by turning on/off each type of cookie as needed, except for necessary cookies.

Accept all
Manage Consent Preferences
  • Strictly Necessary Cookies
    Always Active

    This type of cookie is essential for providing services on the website of the Personal Data Protection Committee Office, allowing you to access various parts of the site. It also helps remember information you have previously provided through the website. Disabling this type of cookie will result in your inability to use key services of the Personal Data Protection Committee Office that require cookies to function.
    Cookies Details

  • Performance Cookies

    This type of cookie helps the Big Data Institute (Public Organization) understand user interactions with its website services, including which pages or areas of the site are most popular, as well as analyze other related data. The Big Data Institute (Public Organization) also uses this information to improve website performance and gain a better understanding of user behavior. Although the data collected by these cookies is non-identifiable and used solely for statistical analysis, disabling them will prevent the Big Data Institute (Public Organization) from knowing the number of website visitors and from evaluating the quality of its services.

  • Functional Cookies

    This type of cookie enables the Big Data Institute (Public Organization)’s website to remember the choices you have made and deliver enhanced features and content tailored to your usage. For example, it can remember your username or changes you have made to font sizes or other customizable settings on the page. Disabling these cookies may result in the website not functioning properly.

  • Targeting Cookies

    "This type of cookie helps the Big Data Institute (Public Organization) understand user interactions with its website services, including which pages or areas of the site are most popular, as well as analyze other related data. The Big Data Institute (Public Organization) also uses this information to improve website performance and gain a better understanding of user behavior. Although the data collected by these cookies is non-identifiable and used solely for statistical analysis, disabling them will prevent the Big Data Institute (Public Organization) from knowing the number of website visitors and from evaluating the quality of its services.

Save settings