DE

DE

ข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง

Related news and articles

PostType Filter En

บทความ

BDI ผนึก อีวาย ประเทศไทย จัดงาน “AI Sovereignty & the Digital Nation: Thailand’s Strategic Imperative” เดินหน้าขับเคลื่อนอธิปไตยด้าน AI ของประเทศไทย
29 เมษายน 2569, กรุงเทพฯ – กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) (BDI) ร่วมกับ อีวาย ประเทศไทย เดินหน้าจัดงาน “AI Sovereignty & the Digital Nation: Thailand’s Strategic Imperative” ขับเคลื่อน “Sovereign AI” ในการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ของประเทศ ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน มุ่งส่งเสริมอธิปไตยทางดิจิทัล ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว พร้อมผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลและสร้างระบบนิเวศ AI ไทยที่เข้มแข็ง ยั่งยืน และสอดคล้องกับบริบทของประเทศอย่างแท้จริง ดร.ชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า “การพัฒนา Sovereign AI เป็นวาระสำคัญของประเทศไทย โดยมุ่งสร้างขีดความสามารถในการพัฒนา และกำกับดูแลเทคโนโลยีได้ด้วยตนเอง บนพื้นฐานของข้อมูลคุณภาพ โครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม และบุคลากรที่มีศักยภาพ เพื่อให้การใช้ AI เกิดประโยชน์อย่างมั่นคง ปลอดภัย และสอดคล้องกับบริบทของประเทศ ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการพัฒนาระบบนิเวศด้านข้อมูลและ AI อย่างยั่งยืน กระทรวงดีอีได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการและมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการวางรากฐานของประเทศในยุค AI หนึ่งในโครงการสำคัญ คือ ThaiLLM ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง BDI, ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC), สมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT), สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC), สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT), จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหิดล โดยโครงการได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DEF) เพื่อสร้างกลไกในการพัฒนา Large Language Model สำหรับภาษาไทย โดยคนไทย และเพื่อให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่เข้าใจภาษา วัฒนธรรม บริบท และความต้องการของสังคมไทยอย่างแท้จริง” นายกุลิศ สมบัติศิริ ประธานกรรมการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) กล่าวว่า “ปัจจุบันโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ AI กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ ไม่ต่างจากพลังงานหรือระบบสาธารณูปโภค โดยประเทศที่สามารถพัฒนาและควบคุม AI ได้ จะเป็นประเทศที่มีความได้เปรียบทั้งในด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ดังนั้น ประเทศไทยจึงไม่สามารถพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติได้เพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องเร่งสร้างขีดความสามารถของตนเอง เพื่อให้สามารถกำหนดทิศทางการใช้ AI และสร้างอำนาจต่อรองในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน ซึ่งการสร้าง “AI Sovereignty” ของประเทศไทย จำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และการเข้าถึงทรัพยากรสำคัญอย่างแหล่งข้อมูลที่มีคุณภาพสูง คอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง การพัฒนาและกำกับดูแลข้อมูลภายในประเทศ การสร้างโมเดล AI ของไทยที่เข้าใจภาษาและบริบทของสังคมไทย ไปจนถึงการนำ AI ประยุกต์ใช้ในภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาของประเทศได้จริง อาทิ ด้านการท่องเที่ยว สิ่งแวดล้อม และความมั่นคง ควบคู่ไปกับการพัฒนากำลังคนด้าน AI ในทุกระดับ เพื่อให้คนไทยสามารถเป็นผู้พัฒนา ผู้ใช้ และผู้กำกับดูแลเทคโนโลยีได้อย่างแท้จริง” ศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI)  กล่าวว่า ปัจจุบัน AI กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคนไทย แต่ข้อมูลส่วนใหญ่ที่ AI ใช้ฝึกฝนนั้นมาจากอินเทอร์เน็ต ซึ่งจากสถิติแล้วมีข้อมูลภาษาอังกฤษจำนวนมหาศาล คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 40% ของข้อมูลทั้งหมด ขณะที่ข้อมูลภาษาไทยมีสัดส่วนเพียง 0.4% เท่านั้น  ซึ่งถือว่ามีจำนวนน้อยมาก การนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้งานจึงอาจทำให้ไม่สามารถสะท้อนบริบทของไทยได้อย่างครบถ้วน ทำให้ประเทศไทยขาดโมเดลภาษาที่ “เข้าใจบริบท” ของคนไทยอย่างแท้จริง การพัฒนา ThaiLLM ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างโมเดลภาษา แต่เป็นภารกิจของประเทศในการวาง “โครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ด้านภาษา” เพื่อให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาและใช้งาน AI ได้อย่างสอดคล้องกับบริบทของตนเอง โดย BDI ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางบูรณาการความร่วมมือ และร่วมวางมาตรฐานการพัฒนา AI ภาษาไทย ผอ.BDI กล่าวเพิ่มเติมว่า วันนี้ ThaiLLM ได้ก้าวไปอีกขั้นด้วยการเปิดตัว “ThaiLLM Playground” พื้นที่กลางบนเว็บสำหรับทดลองใช้งานโมเดลภาษาไทย ที่ช่วยให้ทั้งนักพัฒนา นักวิจัย และผู้ที่สนใจ สามารถเข้ามาทดสอบ เปรียบเทียบผลลัพธ์ และต่อยอดแนวคิดการใช้งานได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องจัดเตรียมทรัพยากรด้านโครงสร้างพื้นฐาน หรือระบบคำนวณด้วยตนเองในระยะเริ่มต้น ภายใน ThaiLLM Playground ได้รวบรวมโมเดลภาษาไทยที่พัฒนาต่อยอดจาก ThaiLLM foundation model โดยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนใน ecosystem อาทิ PathummaLLM (NECTEC), THaLLE (KBTG), Typhoon (SCB DataX) และ OpenThaiGPT (AIEAT) ซึ่งสะท้อนแนวคิดและแนวทางการพัฒนา AI ภาษาไทยที่หลากหลาย ทำให้แพลตฟอร์มนี้ไม่เพียงเป็นพื้นที่ทดลองเทคโนโลยี แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการเปิดโอกาสให้ ecosystem ของ AI ภาษาไทยได้เรียนรู้ร่วมกัน และเร่งการพัฒนาให้สามารถนำไปใช้งานได้จริงในระดับประเทศอย่างเป็นรูปธรรม Mr. Gaurav Modi, EY Asean and Singapore Consulting Leader กล่าวว่า “ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องแข่งขันเพื่อสร้างเทคโนโลยี AI ที่ดีที่สุด แต่ควรเป็นผู้ควบคุมและเป็นเจ้าของ AI ของตนเอง ด้วย 3 กลยุทธ์หลัก คือ 1. Classify before you build – จำแนกข้อมูลก่อนพัฒนาด้วยการพัฒนา AI ต้องเริ่มจากการเข้าใจและจัดประเภทข้อมูลอย่างเป็นระบบ 2. Deploy a sovereign inference layer – สร้างชั้นการใช้งาน AI ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของประเทศ โดยแทนที่จะพึ่งพา AI จากต่างประเทศทั้งหมด ประเทศไทยควรมี “inference layer” หรือชั้นการประมวลผลและนำ AI ไปใช้งานที่สามารถควบคุมได้เอง และ 3. Build the data boundary now – สร้างขอบเขตข้อมูลของประเทศตั้งแต่วันนี้ เพื่อกำหนดขอบเขตการไหลของข้อมูล (data boundary) และการกำกับดูแลข้อมูลอย่างชัดเจน เป็นรากฐานสำคัญของอธิปไตย AI“ นางสาวรัตนา จาละ Country Managing Partner, อีวาย ประเทศไทย กล่าวว่า “AI Sovereignty กำลังเป็นประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ที่องค์กรไม่สามารถมองข้ามได้ โดยจากการแลกเปลี่ยนมุมมองสะท้อนให้เห็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงจากการนำ AI ไปใช้ ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนจากบริบทโลก ต้นทุนเทคโนโลยี หรือการพึ่งพาแพลตฟอร์มจากต่างประเทศ โดยอีวายมีความมุ่งมั่นในการสนับสนุนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อกำหนดกลยุทธ์ด้าน AI...
29 April 2026

บทความ

BDI แชร์ประสบการณ์การบริหารสถานการณ์ภัยพิบัติ ตอกย้ำการ “เชื่อมข้อมูล” หนุนการตัดสินใจ ฝ่าวิกฤต ได้แม่นยำ ตรงจุด
21 เมษายน 2569, กรุงเทพฯ – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI นำโดย พญ.ปฐมพร ศิรประภาศิริ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านบูรณาการข้อมูล พร้อมด้วย ดร.อัญชลิสา แต้ตระกูล (รักษาการ) ผู้อำนวยการโครงการ Travel Link ร่วมบรรยายเรื่องการใช้ประโยชน์จากข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อสนับสนุนการบริหารสถานการณ์วิกฤต และสถานการณ์ภัยพิบัติเพื่อการช่วยเหลือประชาชน ภายใต้การสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างทหารและพลเรือนในการดำเนินงานด้านกิจการพลเรือน ครั้งที่ 2 โดยมีผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ที่เกี่ยวข้อง กว่า 100 คน จัดโดย กรมกิจการพลเรือนทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ณ ห้องประชุมสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยได้รับเกียรติจาก พลโท ชยพณัฐ วิริรัตน์ เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหาร เป็นประธานเข้าร่วมรับฟังการบรรยายในครั้งนี้ พญ.ปฐมพร กล่าวถึงบทบาท ภารกิจ และโครงการสำคัญของสถาบันฯ ในการสนับสนุนการใช้ข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการสถานการณ์ของประเทศ มุ่งเน้นหัวใจสำคัญในการฝ่าวิกฤตด้วย “ข้อมูล” ผ่านโครงการแพลตฟอร์มการเชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (ดีทู) (Data Integration and Intelligence Platform – D2) เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการตัดสินใจเชิงนโยบาย โดยภารกิจสำคัญของระบบ D2 คือการทำ Data Consolidation หรือการนำชุดข้อมูล (Dataset) จากหลากหลายหน่วยงานมา “เชื่อมกัน” เพื่อตอบโจทย์การใช้ข้อมูลระหว่างหน่วยงาน สนับสนุนการทำงานของรัฐบาลให้สามารถวิเคราะห์ภาพรวมของประเทศได้ทันที ด้าน ดร.อัญชลิสา แชร์ประสบการณ์การบูรณาการข้อมูลในสถานการณ์อุทกภัย หาดใหญ่ 2568 และการพัฒนาระบบบริหารจัดการศูนย์พักพิงในสถานการณ์ภัยพิบัติวิกฤตฉุกเฉิน สะท้อนถึงความสำคัญในการ “เชื่อมข้อมูล” ผู้ประสบภัยจากหลากหลายแพลตฟอร์ม และศูนย์พักพิงต่าง ๆ เพื่อให้การช่วยเหลือไม่ซ้ำซ้อน พร้อมจัดทำ Dashboard แบบ Real Time โดยแสดงข้อมูลขอความช่วยเหลือ เพื่อช่วยสนับสนุนการตัดสินใจในการจัดสรรทรัพยากร และการลงพื้นที่ช่วยเหลือได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การสัมมนาดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างส่วนราชการ และภาคเอกชนของกองทัพไทย ในการดำเนินงานด้านกิจการพลเรือน ครอบคลุมการบริหารจัดการด้านการป้องกันประเทศในการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง ตลอดจนการบริหารจัดการด้านสาธารณภัย และความร่วมมืออื่น ๆ ในการพัฒนาประเทศ พร้อมช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และทันต่อสถานการณ์
21 April 2026

บทความ

Health Link แชร์มุมมองอนาคตสาธารณสุขไทย ก้าวสู่ยุคข้อมูลเชื่อมโยงเต็มรูปแบบ พร้อมยกระดับการรักษาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล
23 มีนาคม 2569, กรุงเทพฯ – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI โดย นางสาวน้ำฝน ประโพธิ์ศรี ผู้อำนวยการโครงการ Health Link เข้าร่วมเวทีเสวนาพิเศษในหัวข้อ “เปลี่ยนแนวคิดให้เกิดผลลัพธ์: โอกาสใหม่ของเทคโนโลยีและข้อมูลดิจิทัล” ภายในงานเปิดโครงการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล 5G เพื่อยกระดับบริการการแพทย์ฉุกเฉิน ปี 2569 จัดโดย สํานักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ณ อาคารศูนย์การค้าสยามพารากอน นางสาวน้ำฝน แชร์มุมมองแนวโน้มของเทคโนโลยีและข้อมูลที่จะเปลี่ยนโฉมระบบสาธารณสุขในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ระบบสาธารณสุขจะไม่ใช่แค่การรักษาในโรงพยาบาลอีกต่อไป แต่กำลังก้าวจากการยึดโรงพยาบาลเป็นศูนย์กลาง (Hospital Centric) สู่ยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง (Patient Centric) ดังนั้น “การเชื่อมโยงข้อมูล” เป็นหนึ่งหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนการให้บริการแบบไร้รอยต่อ ที่จะช่วยให้แพทย์ตัดสินใจการรักษาได้แม่นยำและเหมาะสมกับผู้ป่วยรายบุคคลเพิ่มมากขึ้น  นอกจากนี้ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และข้อมูลพันธุกรรม (Genomics) จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนา การแพทย์เฉพาะบุคคลและแม่นยำ (Personalized & Precision Medicine) เพราะเมื่อข้อมูลมีการเชื่อมโยงมากขึ้น AI จะยิ่งฉลาดและแม่นยำขึ้น รวมถึงสามารถนำข้อมูลพันธุกรรมมาใช้วางแผนการรักษาที่เฉพาะเจาะจงสำหรับแต่ละบุคคลได้ และด้วยเทคโนโลยี 5G จะช่วยให้เกิด Anywhere Care อย่างเต็มรูปแบบ ผู้ป่วยสามารถรับคำปรึกษาหรือการรักษาได้จากทุกที่ ผ่านการส่งข้อมูลแบบ Real-time ซึ่งให้ประสบการณ์ใกล้เคียงกับการอยู่ในโรงพยาบาล สำหรับ BDI ได้พัฒนาโครงการ Health Link อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศในการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ โดยใช้มาตรฐานสากล HL7 FHIR ในการเชื่อมข้อมูลจากระบบสารสนเทศโรงพยาบาล (HIS) ที่หลากหลายกว่า 100 รูปแบบ ให้สามารถใช้งานร่วมกันได้ พร้อมทั้งคำนึงถึงความปลอดภัยของข้อมูลตามกฎหมาย PDPA และการกำหนดสิทธิ์บุคลากรทางการแพทย์ ในการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยตามขอบเขตวิชาชีพของตัวเองเท่านั้น ปัจจุบันระบบ Health Link แพลตฟอร์มเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพระหว่างสถานพยาบาลทั่วประเทศ สามารถเชื่อมโยงข้อมูลหน่วยบริการด้านสุขภาพได้แล้วกว่า 8,000 แห่ง ครอบคลุมตั้งแต่ร้านยา คลินิก ไปจนถึงโรงพยาบาลทั่วประเทศ ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลสุขภาพของตัวเองผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง (กระเป๋าสุขภาพ) และแอปพลิเคชันทางรัฐ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการรักษาฉุกเฉิน อย่างระบบ 5G Ambulance ทำให้แพทย์เข้าถึงข้อมูลสำคัญ ช่วยให้การรักษาแม่นยำและรวดเร็วทันท่วงที “ความท้าทายสำคัญ ยังคงเป็นการลดการทำงานแบบแยกส่วนของหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้สามารถนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มศักยภาพ ทั้งในด้านการรักษาพยาบาลและการพัฒนานวัตกรรมในอนาคต โดยโครงการ Health Link ยังคงเดินหน้าผลักดันการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อยกระดับระบบสาธารณสุขไทยให้มีความทันสมัย มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์ประชาชนในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง” นางสาวน้ำฝน กล่าวทิ้งท้าย
23 March 2026

บทความ

BDI คว้ารางวัล “Tech Ecosystem Enabler” จาก DCT ตอกย้ำบทบาทองค์กร ขับเคลื่อนระบบนิเวศเทคโนโลยีและข้อมูลของประเทศ
26 กุมภาพันธ์ 2569, กรุงเทพฯ – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI โดย นางวิชุดา วิริยะอุตสาหกุล รองผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ พร้อมด้วย นพ.ธนกฤต จินตวร First Executive Vice President, BDI ร่วมรับรางวัลประกาศเกียรติคุณ DCT Digital Ecosystem Partner Awards 2026 ด้าน Tech Ecosystem Enabler ในฐานะองค์กรที่มีบทบาทโดดเด่นในการสนับสนุนและเสริมสร้างระบบนิเวศเทคโนโลยี (Technology Ecosystem) ของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน ภายในงาน DCT Digital Policy Conference ซึ่งจัดโดยสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย หรือ DCT ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค รางวัลดังกล่าว สะท้อนถึงพันธกิจของ BDI ในการเป็นหน่วยงานหลักที่ขับเคลื่อนให้เกิดการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ผ่านการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยและองค์ความรู้ด้านข้อมูลมาประยุกต์ใช้เพื่อบริหารจัดการข้อมูลให้เกิดประโยชน์สูงสุด และใช้ข้อมูลเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายและการดำเนินงานขององค์กรอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัลในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ BDI ยังคงมุ่งมั่นสร้างระบบนิเวศข้อมูลที่แข็งแกร่งและยั่งยืน โดยเชื่อว่าการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วน คือ หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศด้วยข้อมูล รางวัลนี้ไม่เพียงเป็นความภาคภูมิใจขององค์กร แต่ยังเป็นกำลังใจให้องค์กรพัฒนางานต่อไป เพื่อยกระดับศักยภาพของประเทศไทยก้าวสู่เวทีดิจิทัลระดับโลก ในอนาคต BDI พร้อมเดินหน้าขยายความร่วมมือทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ เพื่อผลักดันการพัฒนาเทคโนโลยี Big Data และ AI รวมถึงการประยุกต์ใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบาย (Data-driven Policy) อันจะนำไปสู่การยกระดับเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างยั่งยืน สำหรับงาน DCT Digital Policy Conference จัดขึ้นเพื่อเปิดเวทีรวมพลังภาคธุรกิจดิจิทัล นำเสนอข้อเสนอนโยบายจากภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมดิจิทัลไทยแก่ภาครัฐ สู่การปลดล็อกข้อจำกัดและยกระดับอุตสาหกรรมดิจิทัลไทยให้เติบโตแบบก้าวกระโดด กลายเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาคอาเซียน
26 February 2026

บทความ

BDI หนุน อย. เสริมศักยภาพบุคลากร ขับเคลื่อนการทำงานด้วย Big Data และ AI พลิกโฉมองค์กรสู่ยุคดิจิทัล
23 กุมภาพันธ์ 2569, กรุงเทพฯ – ฝ่ายพัฒนากำลังคน สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI พัฒนาศักยภาพบุคลากรด้าน Big Data และ AI ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ผ่านหลักสูตร “พลิกโฉมองค์กรสู่ยุคดิจิทัลด้วย Big Data และ AI” เพื่อเสริมความพร้อมด้านดิจิทัล การบริหารจัดการข้อมูล และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในการขับเคลื่อนองค์กร โครงการดังกล่าวถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับบุคลากรทุกระดับ ตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงจนถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ ทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการ สำหรับระดับผู้บริหาร มุ่งเน้นการกำหนดทิศทางองค์กรบนฐานข้อมูล ผ่านกระบวนการคิดเชิงออกแบบ การใช้ Data Analytics และ Critical Thinking แก้ปัญหาตามบริบทของ อย. พร้อมการเรียนรู้เทคโนโลยี AI ตั้งแต่พื้นฐานจนถึง Agentic AI การจัดทำ Roadmap สำหรับผู้นำยุคใหม่ และแนวทางการบริหารจัดการ AI อย่างมีจริยธรรม รวมถึงการบรรยายพิเศษหัวข้อ “Data-Driven Culture for Business Success” โดย ศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการ BDI และกิจกรรมศึกษาดูงาน ณ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อเรียนรู้การประยุกต์ใช้ Big Data, AI และ Cloud Technology จากการดำเนินงานจริง ในส่วนของบุคลากรระดับปฏิบัติการ มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะเชิงปฏิบัติด้านธรรมาภิบาลข้อมูล การใช้ Generative AI และเทคนิค Prompt เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน รวมถึงการวิเคราะห์ Data Flow ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ที่คล่องตัว ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน และเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินงาน เพื่อเป้าหมายสูงสุดคือการสร้าง Data-Driven Culture ภายใน อย. ซึ่งจะส่งผลให้การตัดสินใจมีประสิทธิภาพ กระบวนการทำงานรวดเร็ว รวมถึง ความโปร่งใสและน่าเชื่อถือ ความร่วมมือระหว่าง BDI และ อย. ในการจัดอบรมหลักสูตรนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับ อย. สู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วย อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการบูรณาการทักษะตั้งแต่ระดับบริหารที่เน้นการสร้างวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์และจริยธรรม AI ไปจนถึงระดับปฏิบัติการที่มุ่งเน้นการใช้เครื่องมือดิจิทัลสมัยใหม่และธรรมาภิบาลข้อมูล เพื่อสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่แม่นยำ โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้องค์กรสามารถปรับตัวเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและตอบสนองต่อภารกิจในการคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในยุคดิจิทัล
23 February 2026

บทความ

3 หลักสูตร BDI ผ่าน TPQI ลุยปั้นกำลังคนเสริมแกร่งทักษะข้อมูล–ดิจิทัล ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต 
23 มกราคม 2569, กรุงเทพฯ – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI โดย ผศ. ดร.ดวงใจ จิตคงชื่น ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนากำลังคน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้การต้อนรับ นางสาวรตนพร อุทัยรังษี นักวิชาการมาตรฐานวิชาชีพ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) หรือ TPQI ในฐานะหัวหน้าคณะผู้ตรวจประเมิน พร้อมด้วยคณะผู้ตรวจประเมินจาก TPQI และผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลและเทคโนโลยีสารสนเทศ ในโอกาสเข้าดำเนินการตรวจประเมินหลักสูตรด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัลของ BDI เพื่อประเมินความพร้อมและมาตรฐานการจัดฝึกอบรมให้สอดคล้องกับมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพด้านอุตสาหกรรมดิจิทัล ณ ห้องประชุม อาคารสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) ซ.ลาดพร้าว 12 การตรวจประเมินในครั้งนี้ครอบคลุมหลักสูตรด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัล จำนวน 3 หลักสูตร ได้แก่ 1.หลักสูตรการสื่อสารข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพด้วยการวิเคราะห์และการสร้างภาพข้อมูล 2.หลักสูตรวิทยาการข้อมูลและการเรียนรู้ของเครื่องเพื่อการคิดเชิงวิเคราะห์ และ 3.หลักสูตรวิศวกรรมข้อมูลและการจัดการข้อมูลบนระบบคลาวด์ ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ BDI พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์การเสริมสร้างทักษะด้านข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัลให้แก่บุคลากรในภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม ผลการตรวจประเมินพบว่า ทั้ง 3 หลักสูตรมีความสอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพตามเกณฑ์ของ TPQI โดยคณะผู้ตรวจประเมินได้พิจารณาจากสมรรถนะวิชาชีพในระดับต่าง ๆ ครอบคลุมการตรวจสอบโครงสร้างและเนื้อหาหลักสูตร ระบบและกระบวนการฝึกอบรม โครงสร้างองค์กร บุคลากรผู้รับผิดชอบ ความพร้อมของสถานที่และอุปกรณ์ ตลอดจนการให้ข้อเสนอแนะเชิงพัฒนาเพื่อยกระดับคุณภาพการจัดฝึกอบรมอย่างเป็นระบบ การผ่านการประเมินดังกล่าว สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ BDI ในการยกระดับโครงสร้างการพัฒนากำลังคนดิจิทัลอย่างเป็นระบบ เพื่อช่วยลดช่องว่างทักษะและสร้างบุคลากรที่มีสมรรถนะตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน โดยผู้เข้ารับการอบรมสามารถนำองค์ความรู้ด้านการวิเคราะห์ข้อมูลไปต่อยอดการทำงานจริง เพิ่มประสิทธิภาพการตัดสินใจ และสนับสนุนการขับเคลื่อนองค์กรด้วยข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัล ในระยะต่อไป BDI มีแผนพัฒนาหลักสูตรด้านข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัลเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและความต้องการของภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มสูงขึ้น พร้อมขยายความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา เพื่อร่วมกันสร้างระบบนิเวศการพัฒนากำลังคนดิจิทัลที่เข้มแข็ง และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศอย่างยั่งยืน
23 January 2026

บทความ

ผอ.BDI ชี้ Big Data และ AI ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือ กลไกของรัฐบาลดิจิทัล ที่ขับเคลื่อนประเทศด้วย “ถนนข้อมูล” เพื่อการตัดสินใจที่โปร่งใส และบริการประชาชนอย่างยั่งยืน
22 มกราคม 2569, กรุงเทพฯ – ศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน The Story Thailand EP.5 หัวข้อ โครงสร้างข้อมูลรัฐ (Data Backbone): เจาะลึกการเชื่อมโยงข้อมูลทุกภาคส่วน สู่การขับเคลื่อนประเทศ ย้ำถึงบทบาทสำคัญของข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางเทคโนโลยี แต่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนภาครัฐสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง ณ SCBX Next Tech ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ผู้อำนวยการ BDI ระบุว่า การมีโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล (Data Infrastructure) ที่เข้มแข็ง จะช่วยยกระดับการทำงานของภาครัฐใน 4 มิติหลัก ได้แก่ 1. การตัดสินใจ ที่อาศัยข้อมูลเป็นฐาน (Data-driven Decision Making) แทนการใช้ประสบการณ์หรือความรู้สึกเพียงอย่างเดียว 2. ประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในการทำงาน โดยการนำ Agentic AI มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการทำงาน เช่น งานทรัพยากรบุคคล การเงิน และการเบิกจ่าย 3. ความโปร่งใส จากการเปลี่ยนกระบวนการทำงานเป็นดิจิทัลและจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ ช่วยลดปัญหาคอร์รัปชัน และ 4. การบริการประชาชน ผ่านการพัฒนา Digital Service ที่เข้าถึงง่ายและตรงความต้องการ นอกจากนี้ ในสถานการณ์วิกฤต เช่น ภัยพิบัติ น้ำท่วม หรือความท้าทายด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ข้อมูลขนาดใหญ่จะช่วยเสริมสร้าง ความยืดหยุ่น (Resilience)ให้กับประเทศ ทำให้ภาครัฐสามารถวิเคราะห์สถานการณ์และตอบสนองได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ อย่างไรก็ตาม การใช้ข้อมูลของภาครัฐในปัจจุบันยังเผชิญกับความท้าทายสำคัญ 3 เรื่องหลัก ได้แก่ ปัญหา Data Silos ที่ข้อมูลถูกจัดเก็บแยกส่วนตามระบบเดิม ปัญหา Functional Silos ที่หน่วยงานทำงานแยกตามภารกิจ และปัญหาด้าน บุคลากร ที่ยังมีความกังวลเรื่องกฎหมายและระเบียบในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ในฐานะ BDI คือ องค์การมหาชนภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีบทบาทในการวางยุทธศาสตร์ Big Data ระดับประเทศ โดยมุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ อาทิ การใช้ Cloud เพื่อเพิ่มความมั่นคงและความพร้อมใช้งานของระบบ การจัดทำ Government Data Catalog เพื่อให้หน่วยงานทราบว่าข้อมูลอยู่ที่ใดและสามารถขอใช้งานได้ง่าย การพัฒนา Microservices และ API สำหรับบริการภาครัฐแบบใช้ร่วมกัน รวมถึงการกำหนดมาตรฐานข้อมูลเชิงพื้นที่ (Spatial Data) เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย BDI ได้พัฒนาแพลตฟอร์มการเชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (ดีทู) หรือ Data Integration and Intelligence Platform (D2) ในรูปแบบ Decentralized Platform ด้วยการสร้าง “ถนนข้อมูลของประเทศ” ไม่ดึงข้อมูลจากทุกหน่วยงานมาเก็บไว้ส่วนกลาง แต่เป็นการเชื่อมโยงข้อมูลจากแหล่งต้นทางตามความจำเป็น มีการประมวลผลแบบ Pipeline และลบข้อมูลดิบหลังการใช้งาน พร้อมทั้งตัดหรือปกปิดข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล ยกระดับภาครัฐสู่การตัดสินใจที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ พร้อมบริการประชาชนอย่างยั่งยืน
22 January 2026

บทความ

BDI ผนึก เนชั่น กรุ๊ป หนุน ThaiLLM สร้างโมเดล AI ของชาติ สร้างรากฐานสู่อธิปไตยทางดิจิทัลอย่างมั่นคง
21 มกราคม 2569, กรุงเทพฯ – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI โดย ศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ พร้อมด้วย นายฉาย บุนนาค ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เนชั่น กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ NATION GROUP ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์สำหรับภาษาไทย (ThaiLLM) โดยมี ดร.สุนทรีย์ ส่งเสริม รองผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) และ นางวรางคณา กัลยาณประดิษฐ ที่ปรึกษาประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เนชั่น กรุ๊ป พร้อมด้วยคณะผู้บริหารทั้งสองหน่วยงาน เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ณ อาคาร เนชั่น ทาวเวอร์ ศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ กล่าวว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคนไทย แต่กลับพบว่า AI ส่วนใหญ่ถูกฝึกจากข้อมูลภาษาอังกฤษจำนวนมหาศาล โดยมีสัดส่วนมากกว่า 40% ของข้อมูลทั้งหมด ขณะที่ข้อมูลภาษาไทยมีสัดส่วนเพียง 0.4% เท่านั้น  ซึ่งถือว่ามีพื้นที่น้อยมาก สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยขาด “โมเดลภาษา” ที่เข้าใจบริบทของคนไทยอย่างแท้จริง การพัฒนา ThaiLLM ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างโมเดลภาษา แต่เป็นภารกิจของประเทศในการวาง “โครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ด้านภาษา” เพื่อให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาและใช้งาน AI ได้อย่างสอดคล้องกับบริบทของตนเอง โดย BDI ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางบูรณาการความร่วมมือ และร่วมวางมาตรฐานการพัฒนา AI ภาษาไทย BDI ได้ร่วมมือกับหน่วยงานด้านวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศ ได้แก่ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) สมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) และสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT) โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DEF) ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ภาษาไทยในรูปแบบ Open Source/Open License เพื่อเปิดโอกาสให้นักพัฒนา หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน สามารถนำไปต่อยอดใช้งานได้อย่างกว้างขวาง ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และสนับสนุนการพัฒนา AI ภาษาไทยในหลากหลายบริบท ความร่วมมือกับเครือเนชั่นในครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกที่ BDI ได้ร่วมมือกับภาคสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการ เพื่อยกระดับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์สำหรับภาษาไทย (ThaiLLM) โดย BDI จะได้รับการสนับสนุนข้อมูลภาษาไทยจากภาคสื่อมวลชน ซึ่งครอบคลุมเนื้อหาข่าว บทวิเคราะห์ และข้อมูลเชิงบริบทที่สะท้อนเหตุการณ์ทางสังคม เศรษฐกิจ และนโยบายสาธารณะของประเทศอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลดังกล่าวจะช่วยเสริมศักยภาพให้ ThaiLLM สามารถเรียนรู้ภาษาไทยจากสถานการณ์จริง และเข้าใจบริบทของสังคมไทยได้อย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น อีกทั้ง ยังมีส่วนช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านภาษาและอธิปไตยทางดิจิทัล (Digital Sovereignty) ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาคลังข้อมูลกลางเพื่อการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ของประเทศ (National Data Bank for AI) ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการรวบรวม บูรณาการ และบริหารจัดการข้อมูลจากหลากหลายภาคส่วน นำไปสู่การสร้างและขับเคลื่อนระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์ของไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง และรองรับการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลของประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน นายฉาย บุนนาค ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เนชั่น กรุ๊ป กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ถือเป็นความท้าทายที่สื่อทั่วโลกต้องเผชิญ เครือเนชั่นเราให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์ความรู้ด้าน AI ในองค์กรอย่างต่อเนื่อง ทั้งในมิติของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ โดยนำ AI มาเป็นเครื่องมือในการยกระดับขีดความสามารถของบุคลากร การบริหารจัดการต้นทุน และเพิ่มศักยภาพการผลิตเนื้อหาเพื่อนำเสนอข่าวสารที่เป็นสาระประโยชน์สู่สาธารณะ ภายใต้กรอบจริยธรรมวิชาชีพสื่อ เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือในฐานะสถาบันสื่อที่สังคมไทยไว้วางใจมากว่า 55 ปี ความร่วมมือกับสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ BDI ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสนับสนุนโครงการ ThaiLLM ผ่านการส่งต่อองค์ความรู้ด้านข่าวสาร นโยบาย และประเด็นสาธารณะ ที่ผ่านการตรวจสอบและเรียบเรียงโดยกองบรรณาธิการมืออาชีพเครือเนชั่น ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นฟันเฟืองหลักเพื่อสร้างโมเดล AI ภาษาไทย ที่ถูกต้อง เข้าใจบริบททางสังคม และวัฒนธรรมของไทยอย่างแท้จริง อันจะนำไปสู่การต่อยอดนวัตกรรมในด้านการสื่อสาร และบริการสาธารณะที่มีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อคนไทยทุกคน สำหรับความคืบหน้าของโครงการThaiLLM ขณะนี้ได้ขยายผลสู่การใช้งานจริงในเครือข่ายผู้พัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ภาษาไทยจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน อาทิ Pathumma LLM โดย NECTEC, OpenThaiGPT โดย AIEAT, Typhoon โดย SCB 10X  และ THaLLE โดย KBTG ต่างแสดงความสนใจในการนำไปทดลองพัฒนาต่อยอดผ่านแพลตฟอร์ม Hugging Face ที่ https://huggingface.co/ThaiLLM โดยได้เผยแพร่โมเดลพื้นฐานขนาด 8B พารามิเตอร์ และโมเดลขนาด 30B พารามิเตอร์ไปแล้ว และผู้ที่สนใจ หรือประชาชนทั่วไปสามารถทดลองใช้ ThaiLLM Playground ได้ภายในเดือนมกราคมนี้
21 January 2026

บทความ

BDI ชูศักยภาพแพลตฟอร์ม Envi Link เชื่อมโยงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม หนุนแก้ปัญหา PM2.5 คืนอากาศสะอาดให้คนไทย
20 มกราคม 2569, นนทบุรี – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI โดย ดร.สุนทรีย์ ส่งเสริม รองผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ ร่วมเวทีเสวนาฝ่าฝุ่นควัน EP1 “เปลี่ยนระบบ เชื่อมข้อมูล ขับเคลื่อนอากาศสะอาดร่วมกัน” ภายในการประชุมระดับชาติ เรื่อง มลพิษทางอากาศ PM2.5 ครั้งที่ 2 (2nd Thailand National PM2.5 Forum) จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU) กรุงเทพมหานคร (กทม.) สภาลมหายใจกรุงเทพฯ และมูลนิธิส่งเสริมการออกแบบอนาคตประเทศไทย โดยได้รับเกียรติจาก นายสุชาติ ชมกลิ่นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานกล่าวเปิดงาน ณ ห้อง Grand Diamond Ballroom อิมแพ็ค เมืองทองธานี ดร.สุนทรีย์ กล่าวถึงบทบาทสำคัญหนึ่งในภารกิจของ BDI คือ โครงการแพลตฟอร์มเชื่อมโยงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม (Envi Link) โดยเริ่มต้นจากการสนับสนุนการขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด และขยายผลครอบคลุมข้อมูลสิ่งแวดล้อมในหลายมิติ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ปัจจุบันสามารถเชื่อมโยงได้มากกว่า 200 ชุดข้อมูล จากกว่า 70 หน่วยงาน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ท้องถิ่น และภาคประชาสังคม โดยพัฒนา Data Catalog ซึ่งเปรียบเสมือนสมุดหน้าเหลืองของข้อมูล ช่วยให้ผู้ใช้งานทราบว่าใครมีข้อมูลอะไร และสามารถเชื่อมต่อไปยังแหล่งข้อมูลต้นทางได้โดยตรง พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้มาตรฐานข้อมูลและ Open API เพื่อให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่กระทบต่อระบบเดิมของแต่ละหน่วยงาน แพลตฟอร์ม Envi Link ยังให้บริการข้อมูลในรูปแบบ Dashboard และแพลตฟอร์มให้บริการข้อมูลสำหรับนักวิจัย เพื่อสนับสนุนการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในประเด็นสำคัญ เช่น การวิเคราะห์สถานการณ์ฝุ่นและปัจจัยสภาพภูมิอากาศอย่างรอบด้าน BDI พร้อมทำหน้าที่ในการจัดเตรียมข้อมูลที่มีคุณภาพ เพื่อเป็นฐานสนับสนุนการตัดสินใจของหน่วยงานที่มีภารกิจหลัก สู่การวางนโยบายได้อย่างแม่นยำ เพื่อขับเคลื่อนประเทศด้วยข้อมูลอย่างมีทิศทางและยั่งยืน ภายในงาน ดร.ศรัณธร ภู่สิงห์ ผู้จัดการโครงการ Envi Link ได้ร่วมเสวนาพิเศษ หัวข้อ “ระบบข้อมูลขนาดใหญ่สู่การใช้ประโยชน์สาธารณะและเขตควบคุมมลพิษ” โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยี Big Data และ AI เพื่อยกระดับการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 พร้อมนำเสนอการสร้างแดชบอร์ดติดตามจุดความร้อน พื้นที่ไฟไหม้ และผลกระทบต่อสุขภาพ ตลอดจนการใช้แพลตฟอร์ม Envi Link ซึ่งทำหน้าที่เป็นคลังข้อมูลสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เชื่อมโยงข้อมูลจากหลายหน่วยงาน เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายและการทำงานในระดับท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีแผนการดำเนินงานครอบคลุมปี พ.ศ. 2568–2569 เพื่อสร้างระบบนิเวศข้อมูลที่ยั่งยืนสำหรับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ โครงการ Envi Link ยังร่วมจัดแสดงนิทรรศการ เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับแพลตฟอร์มเชื่อมโยงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยงานนี้มีหน่วยงานทั้งภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคม ตลอดจนประชาชนทั่วไป ทุกภาคส่วนที่มีบทบาทในการป้องกันและแก้ปัญหามลพิษอากาศในทุกมิติ มาร่วมระดมสมองแลกเปลี่ยนมุมมอง เพื่อขับเคลื่อนนโยบายสู่การหายใจที่สะอาดและปลอดภัยของทุกคน
20 January 2026
PDPA Icon

We use cookies to optimize your browsing experience and improve our website’s performance. Learn more at our Privacy Policy and adjust your cookie settings at Settings

Privacy Preferences

You can choose your cookie settings by turning on/off each type of cookie as needed, except for necessary cookies.

Accept all
Manage Consent Preferences
  • Strictly Necessary Cookies
    Always Active

    This type of cookie is essential for providing services on the website of the Personal Data Protection Committee Office, allowing you to access various parts of the site. It also helps remember information you have previously provided through the website. Disabling this type of cookie will result in your inability to use key services of the Personal Data Protection Committee Office that require cookies to function.
    Cookies Details

  • Performance Cookies

    This type of cookie helps the Big Data Institute (Public Organization) understand user interactions with its website services, including which pages or areas of the site are most popular, as well as analyze other related data. The Big Data Institute (Public Organization) also uses this information to improve website performance and gain a better understanding of user behavior. Although the data collected by these cookies is non-identifiable and used solely for statistical analysis, disabling them will prevent the Big Data Institute (Public Organization) from knowing the number of website visitors and from evaluating the quality of its services.

  • Functional Cookies

    This type of cookie enables the Big Data Institute (Public Organization)’s website to remember the choices you have made and deliver enhanced features and content tailored to your usage. For example, it can remember your username or changes you have made to font sizes or other customizable settings on the page. Disabling these cookies may result in the website not functioning properly.

  • Targeting Cookies

    "This type of cookie helps the Big Data Institute (Public Organization) understand user interactions with its website services, including which pages or areas of the site are most popular, as well as analyze other related data. The Big Data Institute (Public Organization) also uses this information to improve website performance and gain a better understanding of user behavior. Although the data collected by these cookies is non-identifiable and used solely for statistical analysis, disabling them will prevent the Big Data Institute (Public Organization) from knowing the number of website visitors and from evaluating the quality of its services.

Save settings