Digital Infrastructure

Digital Infrastructure

ข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง

Related news and articles

PostType Filter En

บทความ

BDI ผู้แทนกระทรวงดีอี ร่วมเวที World Bank Global AI & Digital Summit 2026 ชูยุทธศาสตร์ AI ไทย สร้างสมดุลการลงทุน Data Center–พลังงาน–สิ่งแวดล้อม
BDI ผู้แทนกระทรวงดีอี ร่วมเวที World Bank Global AI & Digital Summit 2026 ชูยุทธศาสตร์ AI ไทย สร้างสมดุลการลงทุน Data Center–พลังงาน–สิ่งแวดล้อม 21 ตุลาคม 2569, กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI โดย ศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ ได้รับมอบหมายจาก นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนประเทศไทย (Head of Delegation) เข้าร่วมการประชุม Global AI & Digital Summit 2026 ซึ่งจัดโดย World Bank Group ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐของสาธารณรัฐเกาหลี ระหว่างวันที่ 19–22 ตุลาคม 2569 ณ กรุงโซล พร้อมร่วมเสวนาหัวข้อ “Watt’s the Cost of AI Infrastructure” นำเสนอยุทธศาสตร์ AI ของประเทศไทย และแนวทางสร้างสมดุลระหว่างการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Data Center กับความพร้อมด้านพลังงาน ทรัพยากร และการเติบโตอย่างยั่งยืน ศ. ดร.ธีรณี ถ่ายทอด 4 ประเด็นสำคัญในการขับเคลื่อน AI ของประเทศไทย ได้แก่ 1) ยุทธศาสตร์ AI ของประเทศ มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับบริบท ภาษา และความต้องการของไทย โดยยกตัวอย่างการพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ Thai Large Language Model (ThaiLLM) เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถด้าน AI ภายในประเทศ 2) การบริหารทรัพยากรเพื่อรองรับการลงทุน โดยคำนึงถึงความพร้อมด้านไฟฟ้า น้ำ และพื้นที่สำหรับ Data Center เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมการลงทุนกับความยั่งยืนของทรัพยากร 3) การประยุกต์ใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารทรัพยากร อาทิ การใช้ AI พยากรณ์กำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อสนับสนุนการวางแผนและบริหารระบบไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ และ 4) การบูรณาการนโยบายระหว่างหน่วยงาน ด้านดิจิทัล การลงทุน พลังงาน และการกำกับดูแล โดยยกแนวทาง Data Center One-Stop Service เพื่ออำนวยความสะดวก ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการลงทุน นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเน้นย้ำการพัฒนาระบบนิเวศ AI อย่างรอบด้าน ผ่าน 5 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ ความสามารถในการประมวลผล (Computing Power) โครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน (Infrastructure and Power) บุคลากรและทักษะ (People) ข้อมูล (Data) และเงินทุน (Capital) ควบคู่กับการลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลและการเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อให้ AI เป็นกลไกเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจ สร้างโอกาส และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม การประชุมครั้งนี้ ยังสะท้อนความต่อเนื่องของวาระการพัฒนาระดับโลกจากการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ กรุงเทพมหานคร โดยมีประเด็นร่วมด้านบทบาทของ AI ต่อเศรษฐกิจ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาทักษะกำลังคน และการลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล ขณะที่เวที Global AI & Digital Summit 2026 ณ กรุงโซล มุ่งต่อยอดการหารือสู่แนวทางเชิงปฏิบัติในการใช้ AI เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน การเข้าร่วมเวทีระดับนานาชาติครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ BDI ในการสนับสนุนยุทธศาสตร์ AI ของประเทศไทย ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล การเชื่อมโยงและแบ่งปันข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ตลอดจนการส่งเสริมการใช้ Big Data และ AI เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวปฏิบัติจากนานาชาติ เพื่อต่อยอดระบบนิเวศข้อมูลและ AI ของไทย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และขับเคลื่อนประเทศด้วยข้อมูลอย่างมีทิศทาง
21 October 2026

บทความ

BDI ชูแนวคิด Digital Sovereignty ยุค AI สร้างสมดุลนวัตกรรม–ความมั่นคง–การเติบโต มุ่งพัฒนาขีดความสามารถดิจิทัลไทยอย่างยั่งยืน
19 ตุลาคม 2569, กรุงเทพฯ – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI โดย ดร.อภิวดี ปิยธรรมรงค์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านบูรณาการข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ ร่วมการประชุมสัมมนา “Digital Infrastructure for the Future” จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชัน โดยได้รับเกียรติจาก น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานกล่าวเปิดงาน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศไทยให้มีความมั่นคงปลอดภัย พร้อมรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการนี้ ดร.อภิวดี ร่วมเวทีเสวนาหัวข้อ “Digital Sovereignty in AI Era: Balancing Growth, Security and Resilience” พร้อมด้วยผู้แทนจาก สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (NCSA) และบริษัท เอคเซนเชอร์ โซลูชั่นส์ จำกัด (Accenture) ถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับการสร้างอธิปไตยทางดิจิทัลในยุค AI โดยเน้นการสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมและการลงทุน การรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางดิจิทัล และการพัฒนาขีดความสามารถของประเทศในการรับมือกับความเสี่ยงและความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ดร.อภิวดี กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับแนวคิดการกำกับดูแลข้อมูล (Data Governance) จากการมุ่งป้องกันความเสี่ยงเพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้างระบบกำกับดูแลที่เอื้อต่อการเข้าถึง เชื่อมโยง และใช้ประโยชน์จากข้อมูลอย่างปลอดภัยและมีความรับผิดชอบ โดยคำนึงถึงระดับความเสี่ยงและความสำคัญของข้อมูลแต่ละประเภท พร้อมกำหนดสิทธิการเข้าถึงและเงื่อนไขการใช้ข้อมูลอย่างเหมาะสม เพื่อให้สามารถนำข้อมูลไปต่อยอดพัฒนา AI และสร้างนวัตกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ “Digital Sovereignty ในมิติของข้อมูล ไม่ใช่การบังคับให้ข้อมูลทุกอย่างต้องอยู่ภายในประเทศ แต่คือความสามารถในการกำหนดได้ว่า ข้อมูลใดควรถูกใช้ โดยใคร ภายใต้เงื่อนไขอะไร และสามารถบังคับใช้เงื่อนไขเหล่านั้นได้จริง” โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนข้อมูลของประเทศไทยให้เป็นสินทรัพย์ที่สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างน่าเชื่อถือ ขณะเดียวกัน ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) และความสามารถในการรับมือและฟื้นตัวจากวิกฤต (Resilience) ต้องดำเนินควบคู่กัน เนื่องจากระบบ AI พึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานหลายระดับ ตั้งแต่พลังงาน ศูนย์ข้อมูล (Data Center) หน่วยประมวลผล โมเดล AI ไปจนถึงแพลตฟอร์มให้บริการ การมี Data Center ตั้งอยู่ภายในประเทศเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ หากยังขาดความสามารถในการบริหารความเสี่ยงและระบบสำรองที่มีประสิทธิภาพ ประเทศไทยจึงต้องให้ความสำคัญกับการออกแบบระบบที่ปลอดภัยตั้งแต่ต้น (Security by Design) การกระจายความเสี่ยง และการสร้างทางเลือกในการใช้เทคโนโลยี เพื่อให้สามารถรักษาความต่อเนื่องของบริการดิจิทัลที่จำเป็นต่อประชาชนและเศรษฐกิจได้แม้เกิดวิกฤต สำหรับการสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรม การลงทุน และความมั่นคงของประเทศ ดร.อภิวดี เสนอแนวคิด “Practical Sovereignty” หรือ “Selective Sovereignty” โดยมุ่งพัฒนาขีดความสามารถในด้านที่ประเทศไทยมีศักยภาพ โดยเฉพาะข้อมูล โมเดล AI และแพลตฟอร์มที่สอดคล้องกับบริบทไทย ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงจากการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างประเทศ รวมถึงการต่อยอดการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไปสู่การพัฒนาบุคลากร การสร้างนวัตกรรมและบริการ AI ตลอดจนการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจภายในประเทศ พร้อมย้ำว่า “เป้าหมายของอธิปไตยด้าน AI ไม่ใช่การทำให้ประเทศไทยไม่ต้องพึ่งพาใครเลย แต่คือการทำให้ประเทศมีทางเลือก มีอำนาจต่อรอง และสามารถสร้างคุณค่าจาก AI ได้ด้วยขีดความสามารถของเราเอง” นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ BDI ยังได้ร่วมจัดนิทรรศการภายในงาน เพื่อประชาสัมพันธ์บทบาท ภารกิจ และการดำเนินงานของสถาบันฯ ในการขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จาก Big Data และ AI พร้อมสร้างการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลของประเทศ ตลอดจนแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้เข้าร่วมงาน เพื่อส่งเสริมการบูรณาการข้อมูลและต่อยอดการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม การเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของ BDI ในการสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล การกำกับดูแลและเชื่อมโยงข้อมูลอย่างมีมาตรฐาน ตลอดจนการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จาก Big Data และ AI ควบคู่กับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถทางดิจิทัลของประเทศไทยให้มีความมั่นคง ยืดหยุ่น และสามารถต่อยอดข้อมูลและเทคโนโลยีสู่การสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างยั่งยืน
19 October 2026

บทความ

BDI ร่วมเวที World Bank แนะแนวทางกำกับ Data Center ไทย มุ่งสร้างสมดุลการลงทุน–พลังงาน–สิ่งแวดล้อม หนุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ของประเทศ
13 ตุลาคม 2569, กรุงเทพฯ – ศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) เข้าร่วมเป็นวิทยากรในกิจกรรม Knowledge Café ภายใต้หัวข้อ “Data Centers: From Reform to Investment” ซึ่งจัดโดย World Bank Group ระหว่างการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings) ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร โดยร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายเกี่ยวกับการลงทุนพัฒนา Data Center และโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ศ. ดร.ธีรณี กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเร่งพัฒนากรอบการกำกับดูแลการประกอบกิจการ Data Center ภายใต้การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อส่งเสริมการลงทุนที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ โดยคำนึงถึงประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การใช้ทรัพยากร และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนอย่างรอบด้าน ทั้งนี้ ความท้าทายสำคัญของประเทศไทยมี 3 ประการ ได้แก่ การกระจายอำนาจอนุญาตอยู่ในหลายหน่วยงาน (Fragmented Authority) ทำให้การขออนุญาตจัดตั้ง Data Center ต้องผ่านกระบวนการของหน่วยงานภาครัฐหลายแห่ง การขาดข้อมูลภาพรวม Data Center ของประเทศที่เป็นระบบเดียวกัน (Limited Visibility) ทั้งจำนวน ประเภท และที่ตั้งของศูนย์ข้อมูล และ การขาดกรอบหลักเกณฑ์ร่วมในการพิจารณาโครงการ (Unclear Decision Framework) เพื่อกำหนดความเหมาะสมของการลงทุนและพื้นที่ตั้งโครงการ เพื่อแก้ไขข้อจำกัดดังกล่าว ภาครัฐได้จัดตั้งกลไกคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ พร้อมคณะอนุกรรมการ 4 ชุด เพื่อรวบรวมข้อมูล ศึกษาแนวทางกำกับดูแล และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเสนอต่อคณะรัฐมนตรี โดยเบื้องต้นอยู่ระหว่างพิจารณาการพัฒนากรอบหลักเกณฑ์สำหรับการอนุมัติโครงการลงทุนผ่านแนวทาง Decision Tree ซึ่งครอบคลุม 3 มิติสำคัญ ได้แก่ 1. ประสิทธิภาพการใช้พลังงานและน้ำ พิจารณาประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Power Usage Effectiveness: PUE) และประสิทธิภาพการใช้น้ำ (Water Usage Effectiveness: WUE) เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ 2. การก่อสร้างและผังเมือง พิจารณาขนาดโครงการ ความต้องการใช้ไฟฟ้า ระบบเชื้อเพลิงสำรอง ระยะถอยร่นของอาคาร และความเหมาะสมของพื้นที่ตั้ง ทั้งเขตที่อยู่อาศัย พาณิชยกรรม และอุตสาหกรรม ซึ่งมีข้อจำกัดและเงื่อนไขแตกต่างกัน 3. ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน พิจารณาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินกิจการ ทั้งด้านเสียง กลิ่น และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ โดยอาศัยการพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ศ. ดร.ธีรณี ยังสะท้อนมุมมองว่า การพิจารณาโครงการลงทุน Data Center ไม่ควรมุ่งเพียงการผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ แต่ต้องประเมินถึง ผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากการลงทุนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งด้านการสร้างงานและพัฒนาทักษะบุคลากรไทย การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด การพัฒนาผู้ประกอบการและธุรกิจดิจิทัลในประเทศ การเพิ่มโอกาสเข้าถึงบริการ Cloud และ AI ตลอดจนการสร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชนในพื้นที่ โดยแนวทางกำกับดูแลที่กำลังพัฒนาจะต้องรองรับผู้ประกอบการอย่างหลากหลาย ทั้ง Data Center ขนาดใหญ่ระดับ Hyperscale ขนาดกลาง ขนาดเล็ก และผู้ประกอบการไทย เพื่อสนับสนุนการเติบโตของระบบนิเวศดิจิทัลอย่างทั่วถึง ขณะเดียวกัน Mr. Mahesh Uttamchandani, Regional Practice Director for Digital & AI in East Asia and Pacific and South Asia Regions, World Bank Group ได้นำเสนอมุมมองเกี่ยวกับทิศทางการลงทุน Data Center โดยระบุว่า แต่ละประเทศมีระดับความพร้อม ศักยภาพ และความต้องการใช้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแตกต่างกัน จึงไม่จำเป็นต้องลงทุนสร้าง Data Center ขนาดใหญ่ในรูปแบบเดียวกันทั้งหมด แต่ควรเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI โดยตรง การใช้ศูนย์ข้อมูลขนาดเล็กร่วมกับบริการ Cloud ระดับภูมิภาคและระดับโลก ตลอดจนการประยุกต์ใช้ Small AI เพื่อตอบโจทย์ความต้องการในระดับท้องถิ่น World Bank ยังเน้นย้ำบทบาทของภาครัฐในการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุนของภาคเอกชน โดยเฉพาะการกำหนดหลักเกณฑ์ด้าน Data Governance ที่ชัดเจน การพัฒนาโครงข่ายอินเทอร์เน็ตและระบบเชื่อมต่อที่มีเสถียรภาพ การปรับปรุงกระบวนการอนุมัติการลงทุนให้มีประสิทธิภาพและคาดการณ์ได้ รวมถึงการวางแผนบริหารจัดการไฟฟ้า น้ำ และที่ดินอย่างเหมาะสม พร้อมส่งเสริมการใช้บริการ Cloud ของภาครัฐเพื่อสร้างความต้องการใช้งานที่ชัดเจนและสนับสนุนการลงทุนในระยะยาว การแลกเปลี่ยนมุมมองในเวทีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนานโยบาย Data Center ของประเทศไทยไม่ใช่เพียงการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แต่ต้องสร้างสมดุลระหว่างต้นทุนการใช้ทรัพยากร ผลกระทบต่อชุมชน และประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ประเทศจะได้รับ พร้อมวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้าน Cloud และ AI ที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยอย่างยั่งยืน ขอบคุณภาพจาก: World Bank Group
13 October 2026
PDPA Icon

We use cookies to optimize your browsing experience and improve our website’s performance. Learn more at our Privacy Policy and adjust your cookie settings at Settings

Privacy Preferences

You can choose your cookie settings by turning on/off each type of cookie as needed, except for necessary cookies.

Accept all
Manage Consent Preferences
  • Strictly Necessary Cookies
    Always Active

    This type of cookie is essential for providing services on the website of the Personal Data Protection Committee Office, allowing you to access various parts of the site. It also helps remember information you have previously provided through the website. Disabling this type of cookie will result in your inability to use key services of the Personal Data Protection Committee Office that require cookies to function.
    Cookies Details

  • Performance Cookies

    This type of cookie helps the Big Data Institute (Public Organization) understand user interactions with its website services, including which pages or areas of the site are most popular, as well as analyze other related data. The Big Data Institute (Public Organization) also uses this information to improve website performance and gain a better understanding of user behavior. Although the data collected by these cookies is non-identifiable and used solely for statistical analysis, disabling them will prevent the Big Data Institute (Public Organization) from knowing the number of website visitors and from evaluating the quality of its services.

  • Functional Cookies

    This type of cookie enables the Big Data Institute (Public Organization)’s website to remember the choices you have made and deliver enhanced features and content tailored to your usage. For example, it can remember your username or changes you have made to font sizes or other customizable settings on the page. Disabling these cookies may result in the website not functioning properly.

  • Targeting Cookies

    "This type of cookie helps the Big Data Institute (Public Organization) understand user interactions with its website services, including which pages or areas of the site are most popular, as well as analyze other related data. The Big Data Institute (Public Organization) also uses this information to improve website performance and gain a better understanding of user behavior. Although the data collected by these cookies is non-identifiable and used solely for statistical analysis, disabling them will prevent the Big Data Institute (Public Organization) from knowing the number of website visitors and from evaluating the quality of its services.

Save settings