3 กันยายน 2569, กรุงเทพมหานคร – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI โดย นายปฎิภาณ ประเสริฐสม (รักษาการ) ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม ร่วมเป็นวิทยากรในงาน NECTEC-ACE 2026 หัวข้อ “State of AI สัญชาติไทย: ทิศทางการพัฒนา LLM ของประเทศไทย” ถ่ายทอดสถานการณ์ ความท้าทาย และแนวทางการสร้างขีดความสามารถด้าน AI ของประเทศไทยในระยะต่อไป

นายปฎิภาณ กล่าวว่า ปัจจุบัน อธิปไตยด้าน AI หรือ AI Sovereignty ได้กลายมาเป็นประเด็นหลักของทิศทางการพัฒนาด้าน AI ในระดับนานาชาติ การที่ประเทศจะมีอธิปไตยด้าน AI นั้นไม่ได้หมายถึงการมีโมเดล AI เป็นของตนเองเพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมทุกระดับชั้นของระบบการพัฒนา ตั้งแต่ระดับโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรประมวลผล ข้อมูลที่ใช้ฝึกสอน โมเดล AI ตลอดจนการนำโมเดลไปประยุกต์ใช้ในระบบต่าง ๆ เพื่อให้ประเทศสามารถควบคุม พัฒนา และใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แม้โมเดลจากต่างประเทศจะสามารถสื่อสารภาษาไทยได้ค่อนข้างดี แต่ข้อมูลภาษาไทยบนอินเทอร์เน็ตนั้นยังมีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับภาษาอื่นๆ โดยมีไม่ถึงร้อยละ 0.4 ในขณะที่ข้อมูลภาษาอื่น เช่น ภาษาอังกฤษมีมากถึงร้อยละ 40 ส่งผลให้ในบางกรณีโมเดลจากต่างประเทศอาจยังเข้าใจบริบทเฉพาะของไทยได้ไม่เพียงพอ ทั้งด้านภาษา วัฒนธรรม กฎหมาย ระบบสาธารณสุข และองค์ความรู้ที่มีลักษณะเฉพาะของประเทศ
ที่ผ่านมา BDI จึงได้รับการสนับสนุนจากกองทุน DE และร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรพัฒนา ThaiLLM เพื่อสร้างโมเดลภาษาไทยที่สามารถนำไปต่อยอดตามบริบทของประเทศ โดยรวบรวมและจัดเตรียมข้อมูลภาษาไทยจากแหล่งต่าง ๆ ปรับสัดส่วนข้อมูลให้เหมาะสมสำหรับการฝึกสอน และเผยแพร่โมเดลพื้นฐานขนาด 8 พันล้านและ 30 พันล้านพารามิเตอร์ บน Hugging Face เพื่อเปิดโอกาสให้นักพัฒนาไทยนำไปปรับแต่งสำหรับการใช้งานเฉพาะด้าน
นอกจากนี้ ยังเปิดพื้นที่ให้นักพัฒนาได้ทดลองประสิทธิภาพของโมเดลผ่าน Playground และ API ที่เว็บไซต์ thaillm.or.th พร้อมประสานความร่วมมือกับผู้พัฒนาโมเดลภาษาไทยรายอื่น เพื่อนำโมเดลพื้นฐานไปต่อยอดให้ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย
หนึ่งในกรณีการประยุกต์ใช้ที่กำลังดำเนินการ คือความร่วมมือกับสถาบันสถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) และโรงพยาบาลศิริราช เพื่อนำโมเดลไปปรับแต่งสำหรับระบบคัดกรองประวัติผู้ป่วยเบื้องต้น วิเคราะห์ระดับความเร่งด่วนและให้คำแนะนำเบื้องต้น เพื่อช่วยลดระยะเวลารอพบแพทย์ โดยอยู่ระหว่างการพัฒนา เพื่อนำไปทดลองใช้งานจริงในคลินิกปฐมภูมิ

นายปฎิภาณ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับแผนปฏิบัติการด้าน AI ของประเทศไทยในระยะต่อไป มีแนวทางขับเคลื่อน 2 ฝั่งร่วมกัน ได้แก่ฝั่งอุปสงค์ในมุมการประยุกต์ใช้เพื่อสร้างคุณค่า (Adoption & Value Creation) ของผู้ใช้งานจริง และฝั่งอุปทานในการพัฒนาความสามารถของประเทศในการสร้างและการพัฒนา AI ให้เกิดอธิปไตยเชิงปฏิบัติ (Practical Sovereign AI) โดยมีแผนการพัฒนา 4 แกนสำคัญควบคู่กันไป ได้แก่
- Value Creation ส่งเสริมการประยุกต์ใช้ AI ในภาคอุตสาหกรรมและกลุ่ม SME เพื่อเพิ่มผลิตภาพและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผ่านกลไกต่างๆ เช่น ศูนย์ปัญญาประดิษฐ์รายสาขา (Sectoral Working Groups) ภายใต้ คณะทำงานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Working Groups)
- Infrastructure, Data & Software พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผล ข้อมูล โมเดล และซอฟต์แวร์ของไทย
- Trust & Standard สร้างกลไกกำกับดูแล ตรวจสอบความปลอดภัย และพัฒนามาตรฐานหรือเกณฑ์สำหรับประเมินประสิทธิภาพของโมเดล AI
- Human Capital เร่งพัฒนาบุคลากรด้าน AI อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของประเทศในอนาคต
สำหรับทิศการการเดินหน้าต่อของนั้นควรอาศัย 3 แนวทางคู่ขนาน ได้แก่ เร่งการนำ AI ไปใช้งาน เพื่อเพิ่มผลิตภาพและสร้างความต้องการในตลาด การสนับสนุนการลงทุนและการพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศ ทั้งในบริษัท AI การวิจัยและพัฒนา และการจดสิทธิบัตร รวมถึง การผลักดันบริษัท AI ของไทยสู่ตลาดต่างประเทศ เพื่อสร้างรายได้และขยาย AI Economy ของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน
การพัฒนา AI สัญชาติไทยในระยะต่อไปจึงไม่ใช่เพียงการสร้างโมเดล แต่คือการสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูล เทคโนโลยี มาตรฐาน บุคลากร และการนำไปใช้จริง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจและสร้างความพร้อมให้ประเทศไทยแข่งขันได้ในอนาคต





