23 สิงหาคม 2569, นนทบุรี – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI โดย ดร.พีรดล สามะศิริ (รักษาการ) รองผู้อำนวยการฝ่ายบริการวิเคราะห์ข้อมูล ร่วมเวทีเสวนาหัวข้อ “พลิกโฉมนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อสังคมที่เท่าเทียมและยั่งยืน” ในงาน Social Development Expo 2026 (SDX 2026) ภายใต้แนวคิด “Co-Creating a Better Society: ร่วมสร้างสังคมไทย เพื่อคนทุกวัยไปด้วยกัน” จัดโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี พร้อมนำเสนอแนวทางการใช้ Big Data เชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ เพื่อสนับสนุนการดูแลกลุ่มเปราะบาง ลดโอกาสการตกหล่นจากระบบสวัสดิการ และยกระดับการทำงานของภาครัฐจาก “ตั้งรับ” สู่ “เชิงรุก” ด้วยข้อมูล

ดร.พีรดล กล่าวว่า หนึ่งในความท้าทายสำคัญของการบริหารจัดการข้อมูลภาครัฐ ไม่ใช่การไม่มีข้อมูล แต่คือ ข้อมูลจำนวนมากยังถูกจัดเก็บแยกส่วนตามภารกิจของแต่ละหน่วยงาน หรือ Data Silo ทำให้การนำข้อมูลข้ามหน่วยงานมาใช้ประโยชน์ร่วมกันมีข้อจำกัด BDI จึงมีบทบาทในการสนับสนุนการเชื่อมโยงข้อมูล ให้คำปรึกษา และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล โดยเน้นแนวคิด “เชื่อมโยงข้อมูล ไม่ใช่รวมศูนย์ข้อมูล” เพื่อให้ข้อมูลที่อยู่ภายใต้การดูแลของแต่ละหน่วยงาน สามารถนำมาใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ ผ่านกลไกสำคัญ คือ แพลตฟอร์มการเชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Data Integration and Intelligence Platform – D2 (ดีทู) ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการเชื่อมโยงข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ควบคู่กับการดำเนินงานด้านธรรมาภิบาลข้อมูล เพื่อให้การเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากข้อมูลเป็นไปอย่างเหมาะสมและปลอดภัย
อีกก้าวสำคัญของการใช้ประโยชน์จากข้อมูล คือ การยกระดับจากการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติในภาพรวม สู่การเชื่อมโยงและวิเคราะห์ ข้อมูลระดับบุคคล ทำให้หน่วยงานสามารถมองเห็นได้ชัดเจนขึ้นว่า ประชาชนแต่ละรายได้รับบริการหรือความช่วยเหลือจากหน่วยงานใดบ้าง ช่วยลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล และสามารถติดตามผลได้ว่า ความช่วยเหลือที่ได้รับส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างไร
[เชื่อมข้อมูลข้ามกระทรวง ชี้เป้า “เด็กตกหล่น” จากระบบสวัสดิการ]
ดร.พีรดล ยกตัวอย่างโครงการต้นแบบที่สะท้อนให้เห็นถึงประโยชน์ของการเชื่อมโยงข้อมูล ผ่านการนำข้อมูลจาก กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ซึ่งมีข้อมูลการลงทะเบียนเรียนและข้อมูลที่ครูบันทึกเกี่ยวกับเด็กที่อาจมีความบกพร่องด้านต่าง ๆ มาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลผู้ถือบัตรประจำตัวคนพิการของ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) สังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)
การเชื่อมโยงข้อมูลข้ามหน่วยงาน ทำให้สามารถมองเห็นช่องว่างของการเข้าถึงบริการ เช่น เด็กที่ครูบันทึกว่ามีแนวโน้มพบความบกพร่อง แต่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนและไม่มีบัตรประจำตัวคนพิการ ทำให้ตกหล่นจากสิทธิและสวัสดิการที่ควรได้รับ ขณะเดียวกันยังช่วยให้มองเห็นเด็กพิการที่ขึ้นทะเบียนแล้วแต่ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบการศึกษา เมื่อนำผลการวิเคราะห์มาแสดงในรูปแบบแผนที่ ยังช่วยให้เห็นพื้นที่เป้าหมายได้ชัดเจนขึ้น ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำข้อมูลไปประกอบการวางแผน ตรวจสอบ และลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือเชิงรุกได้ตรงจุดมากขึ้น
ข้อมูลดังกล่าวยังช่วยสนับสนุน การจัดลำดับความสำคัญในการใช้ทรัพยากร เนื่องจากกระบวนการขึ้นทะเบียนคนพิการจำเป็นต้องอาศัยการตรวจประเมินและวินิจฉัยจากแพทย์ ขณะที่บุคลากรมีจำนวนจำกัด การมีข้อมูลชี้เป้าจึงช่วยให้หน่วยงานสามารถพิจารณาพื้นที่หรือโรงเรียนที่ควรได้รับการตรวจประเมินก่อน เพื่อให้ทรัพยากรที่มีอยู่ถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

[เปลี่ยนจาก “ประชาชนเดินเข้าหารัฐ” สู่ “รัฐใช้ข้อมูลเดินเข้าหาประชาชน”]
ดร.พีรดล กล่าวต่อว่า การเชื่อมโยงข้อมูลยังสามารถสนับสนุนการปรับรูปแบบการให้บริการภาครัฐ โดยเฉพาะการดูแลผู้สูงอายุ คนพิการ และกลุ่มเปราะบาง จากเดิมที่ประชาชนต้องรับรู้สิทธิและเดินทางมาติดต่อหน่วยงานเพื่อขอรับความช่วยเหลือด้วยตนเอง ซึ่งอาจทำให้ประชาชนบางส่วน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและไม่ทราบสิทธิของตนว่าควรได้รับสิทธิอะไรบ้าง จึงทำให้ตกหล่นจากระบบความช่วยเหลือ
หากหน่วยงานสามารถเชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายแหล่งร่วมกัน จะช่วยให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้นว่า “ใครต้องการความช่วยเหลือ อยู่ที่ไหน และต้องการความช่วยเหลือด้านใด” ทำให้หน่วยงานสามารถวางแผนและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด จากเดิมที่ต้องรอให้ประชาชนเข้ามาขอรับบริการ สู่การทำงาน เชิงรุก ที่ใช้ข้อมูลช่วยชี้เป้าและนำความช่วยเหลือไปถึงประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่อาจตกหล่นจากระบบ แนวทางนี้จึงเป็นการยกระดับข้อมูลภาครัฐจาก “ข้อมูลเพื่อการรายงาน” สู่ “ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ” ช่วยให้หน่วยงานจัดสรรทรัพยากรได้เหมาะสม และให้ความช่วยเหลือประชาชนได้ตรงความต้องการมากยิ่งขึ้น
[ใช้ข้อมูลจับคู่ “นวัตกรรม” กับ “ความต้องการ” ให้ตรงคน]
ดร.พีรดล กล่าวปิดท้ายว่า อีกหนึ่งโอกาสสำคัญ คือ การใช้ Big Data เชื่อมช่องว่างระหว่าง “นวัตกรรมที่มีอยู่” กับ “ความต้องการของประชาชน” เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อสังคมจำนวนมาก แต่ความท้าทาย คือ การทำให้นวัตกรรมเหล่านั้นไปถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีความต้องการใช้งานจริง
การวิเคราะห์และจำแนกกลุ่มผู้รับบริการ จะช่วยให้หน่วยงานเข้าใจความต้องการและข้อจำกัดที่แตกต่างกันของกลุ่มเปราะบางแต่ละกลุ่มหรือแต่ละบุคคลได้ละเอียดขึ้น และสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการจับคู่นวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ หรือบริการให้เหมาะสมกับความต้องการ แทนการให้บริการแบบเหมารวมที่อาจไม่ตอบโจทย์ประชาชนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง

BDI มุ่งผลักดันให้ Big Data และ AI จากเทคโนโลยีสู่โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลที่กระจัดกระจายให้เกิดการใช้ประโยชน์ร่วมกัน เปลี่ยนข้อมูลให้เป็น Insight และต่อยอดสู่การตัดสินใจที่แม่นยำ เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม สนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐมองเห็นผู้ที่อาจตกหล่นจากระบบ เข้าถึงกลุ่มเปราะบางได้ตรงจุด พร้อมยกระดับบริการสาธารณะให้ตอบโจทย์ประชาชนอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน อันเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Data-Driven Nation
Public Relations and Communication Specialist
Big Data Institute (Public Organization), BDI
- Narisara Boonsri
- Narisara Boonsri





