พลวัตสำคัญของการยกระดับศักยภาพแรงงานและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต
การทำงานในโลกที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยไม่มีความฉลาดรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Literacy) เปรียบเสมือนการพยายามขับเรือในมหาสมุทรโดยปราศจากเครื่องมือนำทางที่ทันสมัย แม้ท่านจะมีความชำนาญในการบังคับเรือ แต่หากขาดระบบเรดาร์และพยากรณ์อากาศที่แม่นยำ ท่านย่อมเสียเปรียบผู้ที่รู้เท่าทันพายุและกระแสน้ำ AI Literacy จึงเปรียบได้กับการเป็นกัปตันที่ไม่ได้เพียงแค่ถือพวงมาลัยแต่ยังเป็นผู้ควบคุมเทคโนโลยีเพื่อกำหนดทิศทางของเรือให้ถึงจุดหมายอย่างปลอดภัยและรวดเร็วที่สุด ซึ่งเห็นได้ว่า ในศตวรรษที่ 21 ความสามารถในการเข้าใจและใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ ความฉลาดรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Literacy) ได้กลายเป็นเส้นแบ่งสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เช่นเดียวกับการอ่านออกเขียนได้ที่เป็นตัวตัดสินความรุ่งเรืองของชาติในศตวรรษที่ 20 ซึ่งโลกปัจจุบันกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคที่ AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเสริม แต่เป็นแกนกลางของระบบเศรษฐกิจ (AI-native economy) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อรูปแบบการทำงานและการจ้างงานทั่วโลก การที่แรงงานจะสามารถดำรงความสำคัญและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้นั้น จำเป็นต้องมีการปรับตัวและสร้างทักษะความฉลาดรู้ด้าน AI อย่างเป็นระบบ
นิยามและองค์ประกอบของ AI Literacy
AI Literacy ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงทักษะเชิงเทคนิค เช่น การเขียนโปรแกรมหรือการเขียนชุดคำสั่ง (Prompt Engineering) เท่านั้น แต่เป็นทักษะที่ประกอบด้วยความรู้ทางเทคโนโลยีและทักษะความเป็นมนุษย์ ตามกรอบแนวคิดของคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) และ OECD ความฉลาดรู้ด้าน AI ประกอบด้วย 4 เสาหลัก ได้แก่
1. การโต้ตอบกับ AI (Engage with AI) การทำความเข้าใจและประเมินผลลัพธ์จากเครื่องมือ AI อย่างมีวิจารณญาณ
2. การสร้างสรรค์ร่วมกับ AI (Create with AI) การทำงานร่วมกับ AI เพื่อแก้ปัญหาและสร้างนวัตกรรม โดยคำนึงถึงประเด็นทางจริยธรรมและกฎหมาย
3. การบริหารจัดการ AI (Manage AI) การมอบหมายงานให้ AI โดยมีการกำกับดูแลของมนุษย์เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เชื่อถือได้
4. การออกแบบโซลูชัน AI (Design AI) การทำความเข้าใจการทำงานของระบบเพื่อนำมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
นอกจากนี้ การเตรียมความพร้อมสู่ยุค AI ยังต้องอาศัยทักษะพื้นฐาน เช่น การอ่านออกเขียนได้และดิจิทัล ทักษะที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง นั่นคือ การคิดเชิงวิพากษ์และการร่วมมือกัน และความสามารถในการปรับตัว (Adaptability) เพื่อประเมินและเปลี่ยนทิศทางตามเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

ทำไม AI Literacy ถึงสำคัญในตอนนี้?
AI Literacy กลายเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน เพราะเป็นทักษะที่ช่วยให้เรา ทำงานได้เหนือกว่า ด้วยการใช้ AI เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะ ทั้งยังช่วยให้ ตัดสินใจเลือกเครื่องมือได้แม่นยำ และ รักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัวได้อย่างถูกต้อง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในความสำเร็จของทั้งบุคคลและระดับชาติในระบบเศรษฐกิจแห่งอนาคต โดยสามารถสรุปเหตุผลสำคัญได้ดังนี้
1. การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของตลาดแรงงาน (Workforce Disruption) เมื่อโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ AI เข้ามาปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ทักษะด้าน AI ไม่ใช่เพียงแค่ “ทักษะเสริม” แต่กลายเป็น “ความสามารถหลัก” ที่ผู้ว่าจ้างต้องการ และให้ความสำคัญกับ AI Literacy เป็นอันดับต้นๆ ในการคัดเลือกบุคลากรเข้ามาองค์กร
2. การเพิ่มผลิตภาพและศักยภาพของมนุษย์ โดย AI Literacy ช่วยให้คนทำงานสามารถดึงศักยภาพของเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับคุณภาพงาน รวมถึงได้มีเวลาโฟกัสงานที่สำคัญมากขึ้น เช่น การวางกลยุทธ์และการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน
3. การป้องกันความเหลื่อมล้ำและภาวะสมองไหลในระดับสากล เห็นได้ว่า AI Literacy กำลังกลายเป็น “เส้นแบ่งความมั่งคั่งใหม่ของโลก” (The new global divide) บุคคลากรในประเทศที่ขาดทักษะนี้จะเสียเปรียบในการแข่งขันอย่างรุนแรง ประเทศที่พัฒนาทักษะ AI ได้ช้าจะเผชิญกับ ภาวะสมองไหล (Brain Drain) เนื่องจากบุคลากรที่มีศักยภาพจะย้ายไปสู่ประเทศที่มีโอกาสในการทำงานร่วมกับ AI มากกว่า และหากไม่มีการส่งเสริม AI Literacy อย่างทั่วถึง ช่องว่างของทักษะจะกลายเป็นกำแพงที่แบ่งแยกชนชั้นทางเศรษฐกิจในอนาคต
4. ความรับผิดชอบและความปลอดภัยในการใช้เทคโนโลยี การมี AI Literacy ช่วยให้เราสามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่าง ปลอดภัย โปร่งใส และมีความรับผิดชอบ ช่วยให้เข้าใจถึงขีดจำกัดและความเสี่ยงของ AI ทำให้มนุษย์ยังคงเป็นผู้ตัดสินใจสูงสุด (Human oversight) และสร้างความเชื่อมั่นในระบบดิจิทัล
ความสำคัญต่อตลาดแรงงานและการจ้างงาน
จากการสำรวจของ Microsoft และ LinkedIn พบว่า ผู้นำองค์กรถึง 66% จะไม่รับพิจารณาผู้สมัครที่ขาดทักษะด้าน AI และที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ 71% ระบุว่าพร้อมจะจ้างผู้สมัครที่มีประสบการณ์น้อยแต่มีทักษะด้าน AI มากกว่าผู้สมัครที่มีประสบการณ์สูงแต่ไม่สามารถใช้ AI ได้ นอกจากนี้ 82% ของผู้นำฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ต่างยกให้ความฉลาดรู้ด้าน AI เป็นลำดับความสำคัญสูงสุดในการคัดเลือกบุคลากรในปัจจุบัน
แม้จะมีความกังวลว่า AI อาจเข้ามาแทนที่งานกว่า 92 ล้านตำแหน่ง แต่ในอีกทางหนึ่ง สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) คาดการณ์ว่า AI จะสร้างงานใหม่ขึ้นถึง 170 ล้านตำแหน่ง งานที่มีความซ้ำซ้อนจะถูกลดบทบาทลง ขณะที่ความต้องการแรงงานที่มีความรู้ด้าน AI เฉพาะทาง เช่น สถาปนิกระบบ AI (AI System Architects) ผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมาภิบาล AI (AI Governance Specialists) หรือผู้ออกแบบการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI (Human-AI Collaboration Designers) จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและนวัตกรรม
AI Literacy ส่งผลเชิงบวกโดยตรงต่อผลผลิต (Productivity) ซึ่งองค์กรที่มีระดับความฉลาดรู้ด้าน AI สูงสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานได้ถึง 40% ตัวอย่างในกลุ่มอาชีพนักการตลาดพบว่า การใช้ AI ช่วยประหยัดเวลาการทำงานได้ถึง 1 วันเต็มในทุก ๆ 2 สัปดาห์ หรือสายงานกฎหมาย การใช้ AI ช่วยเพิ่มคุณภาพงานและผลิตภาพได้สูงถึง 34-140%
นอกจากนี้ พนักงานที่เป็น AI Power Users กว่า 93% เชื่อว่า AI ช่วยให้พวกเขาโฟกัสกับงานที่สำคัญที่สุดได้ เพื่อไปโฟกัสกับงานที่ส่งผลผลิตสูง เช่น การวางกลยุทธ์ และการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน AI ยังช่วยเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์และทำให้พนักงานสามารถดึงศักยภาพของมนุษย์ออกมาใช้ในการตัดสินใจเชิงจริยธรรมและบริบทที่ซับซ้อน ซึ่งเป็นสิ่งที่อัลกอริทึม (Algorithm) ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้
ความท้าทายและทิศทางในอนาคต
อย่างไรก็ตาม การก้าวไปสู่ AI Literacy ในระดับสากลยังเผชิญกับความท้าทายด้านความเหลื่อมล้ำทางทักษะดิจิทัล (Digital Skills Gap) โดยพบว่าแรงงานเกือบ 1 ใน 3 ยังขาดทักษะดิจิทัลพื้นฐาน อีกทั้งยังขาดมาตรฐานการวัดระดับความฉลาดรู้ด้าน AI ที่เป็นเอกภาพทั่วโลก ซึ่งส่งผลต่อการประเมินศักยภาพของแรงงานในตลาด เพื่อแก้ไขปัญหานี้ สถาบันการศึกษาและภาคธุรกิจจึงมีความจำเป็นต้องร่วมมือกันในการบรรจุทักษะ AI ลงในหลักสูตรการเรียนรู้และโครงการพัฒนาพนักงาน (Upskilling) การสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ที่เน้นการทำงานข้ามศาสตร์ (Transdisciplinary Mindset) จะเป็นกุญแจสำคัญในการผลิตบุคลากรที่สามารถผสานความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเข้ากับความสามารถของ AI ได้อย่างลงตัว
ดังนั้น AI Literacy ไม่ใช่ทักษะทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และตัวบุคคล การเตรียมความพร้อมในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเรียนรู้วิธีการใช้เครื่องมือ แต่คือการสร้างฐานรากเพื่อการมีส่วนร่วมในสังคมและเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน อนาคตของการทำงานจะเป็นพื้นที่ของผู้ที่สามารถรังสรรค์และกำกับดูแลเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ให้ส่งเสริมสติปัญญาและความเป็นมนุษย์ได้อย่างสูงสุด
แหล่งอ้างอิง
[1] 3 vital truths about AI literacy that will define the future
https://www.weforum.org/stories/2025/10/ai-literacy-3-vital-truths
[2] Why AI literacy is crucial for safe, inclusive and strategic AI transformation
https://www.weforum.org/stories/2025/07/ai-literacy-and-strategic-transformation
[3] AI Literacy Review
https://ailiteracy.institute/ai-literacy-review-march-11-2025/
[4] How education can transform disruptive AI advances into workforce opportunities
https://www.weforum.org/stories/2025/10/education-disruptive-ai-workforce-opportunities
[5] Technology Literacy for the Future Workforce
Data Innovation Educator
- Tharaphon Nitijiramonhttps://bdi.or.th/author/training-coordinator/
- Tharaphon Nitijiramonhttps://bdi.or.th/author/training-coordinator/
- Tharaphon Nitijiramonhttps://bdi.or.th/author/training-coordinator/29 สิงหาคม 2025






