News

News

BDI เดินหน้ายกระดับผู้นำไทย เปิดหลักสูตร “LEAD: Big Data & Agentic AI for Strategic Leaders รุ่นที่ 3” เสริมศักยภาพองค์กรสู่ยุค Data-Driven Nation
8 พฤษภาคม 2569, กรุงเทพมหานคร – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดหลักสูตรผู้บริหาร “LEAD: Big Data & Agentic AI for Strategic Leaders รุ่นที่ 3” อย่างเป็นทางการ ณ โรงแรมเดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ โดยได้รับเกียรติจาก นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานในพิธี ท่ามกลางผู้บริหารระดับสูงจากทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมอย่างคับคั่ง สะท้อนความตื่นตัวขององค์กรไทยในการนำ Big Data และ AI มาใช้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์องค์กรและประเทศ นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Government Policies and Thailand’s Digital Competitive Edge” โดยชี้ให้เห็นว่า Big Data และ AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีแห่งอนาคต แต่เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ผู้บริหารสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ มองเห็นภาพรวม และตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ได้อย่างแม่นยำและทันท่วงที พร้อมยกตัวอย่างการประยุกต์ใช้ Big Data และ AI ในการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศ ผ่านการบูรณาการข้อมูลจากหลากหลายแหล่ง ทั้งข้อมูลสภาพอากาศ ข้อมูลเชิงพื้นที่ และข้อมูลจากระบบดาวเทียม เพื่อยกระดับการติดตามสถานการณ์แบบใกล้เคียงเวลาจริง รองรับการรับมือเหตุฉุกเฉิน อาทิ ไฟป่า น้ำท่วม และปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ “แนวทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายภาคส่วน และการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการประเทศ โดยกระทรวงดีอี และ BDI มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการบูรณาการข้อมูลระดับชาติ และส่งเสริมให้หน่วยงานสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการตัดสินใจ วางแผน กำหนดนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม” ปลัดกระทรวงดีอี กล่าว ด้าน ศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) กล่าวว่า หลักสูตร LEAD ได้ดำเนินการต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 3 ภายใต้แนวคิด “Big Data & Agentic AI for Strategic Leaders” ซึ่งปีนี้มีการยกระดับเนื้อหาให้เข้มข้นและตอบโจทย์การใช้งานจริงมากยิ่งขึ้น ครอบคลุมทั้งมิติด้านนโยบาย ธุรกิจ และเทคโนโลยี เพื่อเสริมสร้างวิสัยทัศน์และศักยภาพของผู้บริหารในการนำข้อมูลและ AI ไปใช้ขับเคลื่อนองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้หลักสูตรยังเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าอบรมได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้บริหารจากหลากหลายอุตสาหกรรม เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเร่งสร้างระบบนิเวศด้านข้อมูลและ AI ของประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น “การจัดหลักสูตร LEAD ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ BDI ในการพัฒนาผู้นำไทยให้พร้อมรับมือกับความท้าทายในยุคดิจิทัล พร้อมทั้งเรียนรู้แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด (Global Best Practices) และเห็นตัวอย่างการนำ Big Data & Agentic AI มาใช้จริงในระดับสากล เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กรและประเทศได้อย่างยั่งยืน ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น Data-Driven Nation อย่างแท้จริง” ผู้อำนวยการ BDI กล่าว สำหรับวันแรกของหลักสูตร LEAD ผู้เข้าอบรมยังได้เรียนรู้จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิในหลากหลายมิติ ได้แก่ คุณคมสันต์ แซ่ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัท แฟลช เอ็กซ์เพรส จํากัด บรรยายหัวข้อ Accelerating Digital Transformation ดร.กวิณพงศ์ ฉัตรานนท์ Head of Data Revolution Section บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (AIS) บรรยายหัวข้อ Leveraging Insights from Mobility Data พร้อมทั้งการทำ Workshop เชิงลึกผ่าน Use Cases จริงขององค์กรและฝึกออกแบบแนวทางแก้ปัญหา และกลยุทธ์ ที่สามารถนำกลับไปใช้ในองค์กรได้ทันที สามารถติดตามอัปเดตข้อมูลหลักสูตร LEAD ได้ที่ https://bdi.or.th/executive-course/
8 May 2026
BDI จัดกิจกรรม Connect the Dots 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 หนุน SME “ใช้ข้อมูล” เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ-ร่วมออกแบบการใช้ Data & AI ที่ตอบโจทย์ SME ไทย
7 พฤษภาคม 2569, กรุงเทพมหานคร – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI จัดกิจกรรม Connect the Dots 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ภายใต้แนวคิด “ปลดล๊อก SME ไทย จากกระดาษสู่แพลตฟอร์มดิจิทัล” ณ โรงแรมคาร์ลตัน กรุงเทพ สุขุมวิท เพื่อเปิดมุมมองและสร้างความเข้าใจให้กับผู้ประกอบการ SME ประยุกต์ใช้ข้อมูล เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ พร้อมแลกเปลี่ยนไอเดีย และร่วมออกแบบการใช้ Data & AI ที่ตอบโจทย์ SME ไทย นำไปใช้งานได้ทันที เริ่มต้นด้วย ดร.สุนทรีย์ ส่งเสริม รองผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ กล่าวถึงบทบาทและภารกิจของ BDI ซึ่งหนึ่งในภารกิจที่สำคัญ คือ การส่งเสริมให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ โดยภาครัฐ ใช้ข้อมูลเพื่อกำหนดนโยบายและบริหารประเทศได้แม่นยำขึ้น ขณะที่ภาคเอกชน ใช้ข้อมูลเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะ SME ไทยหากบริษัทไหนมีการใช้ข้อมูลภายในองค์กรอยู่แล้ว เช่น ระบบบัญชี, ERP, POS หรือข้อมูลลูกค้า (CRM) สามารถนำมาวิเคราะห์เพื่อหา Insight ดึงลูกค้าเก่ากลับมาใช้บริการซึ่งมี Impact สูงกว่าการหาลูกค้าใหม่ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังสามารถเข้าร่วม The UP 2026 โครงการให้คำปรึกษาแบบ 1:1 (One-on-One) เพื่อช่วยแก้ปัญหาเฉพาะจุด (Pain Point) เช่น การลดต้นทุน การจัดระเบียบข้อมูล หรือการหาช่องทางเพิ่มรายได้ โดยมีผู้เชี่ยวชาญช่วยชี้แนะ ตลอดจนการเลือกใช้เครื่องมือ AI หรือ Machine Learning ที่เหมาะสมกับธุรกิจ เพื่อพยากรณ์พฤติกรรมผู้บริโภค โดยเน้นว่าผู้ประกอบการต้องมีพื้นฐานความรู้เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของ AI ด้วย พร้อมยกตัวอย่างโครงการแพลตฟอร์มข้อมูลอัจฉริยะด้านการท่องเที่ยว (Travel Link) ที่จะสามารถทำให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวมองเห็นโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติ ยกระดับธุรกิจให้เติบโตได้จริง ถัดมาผู้เข้าร่วมงานได้รับฟังมุมมองจากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ The UP 2025: ปลดล็อกศักยภาพ SMEs จากกระดาษสู่แพลตฟอร์มดิจิทัล ขยายฐานลูกค้าจากหลักร้อยสู่หลักพัน จากคุณปานวาด จิตต์ไพโรจน์ กรรมการบริหารและผู้จัดการทั่วไป บริษัท แบงคอค สวิม ทีม จำกัด และต่อด้วย ดร.ภิรมย์มาส เตชิตณัฏฐ์ศรุต ผู้จัดการโครงการ Travel Link ที่พาผู้เข้าร่วมงานเจาะลึกแพลตฟอร์ม Travel Link สัมผัสความสำเร็จจากการนำข้อมูลภาครัฐและเอกชนที่ “เคยมองข้าม” นำมาวิเคราะห์ เพื่อสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจ ปิดท้ายด้วยเวทีเสวนา “Data และ AI แบบไหน ตอบโจทย์ SME ไทย” ที่ผู้เข้าร่วมงานได้รับฟังมุมมองแบบรอบด้านครอบทุกมิติจากทุกภาคส่วน ประกอบด้วย ดร.สุนทรีย์ ส่งเสริม รองผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่, คุณสุปรีย์ ทองเพชร ประธานกรรมการสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย, คุณไชยพงศ์ ลาภเลี้ยงตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง PAM Real CDP และ ผศ. ดร.ชินตา ว่องวิริยะวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท EATLAB จำกัด นอกจากนี้ยังมี Workshop “ข้อมูลแบบนี้ ที่ SME อยากได้” ร่วมแชร์ไอเดีย ระดมมุมมอง บอกปัญหา และหาแนวทาง เพื่อสะท้อนความต้องการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ BDI เตรียมจัดสัมมนาใหญ่ส่งท้ายปี 2026 มุ่งขับเคลื่อนประเทศด้วยข้อมูล (Data-Driven Nation) อย่างแท้จริง
7 May 2026
BDI จัดใหญ่ เปิด 3 Hackathon 2026 ชวนเยาวชน-นวัตกร-สตาร์ตอัป ประชันไอเดียเปลี่ยนเมืองด้วย Data และ AI พร้อมทุนสนับสนุนรวมกว่า 4.6 ล้านบาท
7 พฤษภาคม 2569, กรุงเทพมหานคร – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI เปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมการแข่งขัน BDI Hackathon 2026 เวทีประลองไอเดียระดับประเทศที่เปิดโอกาสให้นวัตกรและสายเทค (Tech Startup) มาร่วม “แก้ปัญหาเมืองจริง” ผ่านการใช้ข้อมูล (Open Data) ร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ภายใต้แนวคิดการเปลี่ยนไอเดียให้เป็นนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริง โดยปีนี้จัดเต็มเปิดรับ 3 แทร็ก (Tracks) ที่ออกแบบให้เหมาะกับกลุ่มผู้เข้าร่วมในแต่ละระดับ ได้แก่  เยาวชน  บุคคลทั่วไป และนิติบุคคล เพื่อแก้ปัญหาให้กับพื้นที่กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต และขอนแก่น พร้อมชิงรางวัลรวมมูลค่ากว่า 4.6 ล้านบาท สำหรับการแข่งขันในระดับนักเรียน นักศึกษา (BDI Hackathon Young) ผู้ชนะเลิศจะได้รับถ้วยพระราชทานจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  การแข่งขันแบ่งออกเป็น  3 แทร็ก ดังนี้: 1. BDI HACKATHON YOUNG (For Khonkaen) เวทีประชันไอเดียเพื่อชิงถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ภายใต้แนวคิด “Intelligent Living” เปิดพื้นที่ให้นักเรียน นิสิต และนักศึกษาได้ร่วมประชันไอเดียในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาพของคนไทย มุ่งเป้าสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านสุขภาพและเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ครอบคลุม 3 มิติหลัก  ได้แก่ – Phenome (ฟีโนม): เจาะลึกข้อมูลระดับพันธุกรรมและชีวโมเลกุล ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญสู่การแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) – Health (สุขภาพ): ยกระดับการดูแลรักษาและส่งเสริมสุขภาพ ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ – City (เมือง): สร้างสรรค์บริการสาธารณะ สิ่งแวดล้อม ชุมชน และเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ที่ตอบสนองต่อพฤติกรรมการดำรงชีวิต และการบริหารจัดการเชิงนโยบาย กิจกรรมจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3 – 5 กรกฎาคม 2569 ณ จังหวัดขอนแก่น ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียน นิสิต และนักศึกษา ได้แสดงศักยภาพและร่วมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ 2. BDI HACKATHON PRO (For Phuket) เวทีสเกลธุรกิจระดับโปร ท้าทายระดับมืออาชีพรับสมัครเฉพาะนิติบุคคล (บริษัท, ผู้ประกอบการ หรือ Tech Startup) ที่จดทะเบียนแล้ว ในรูปแบบทีม 3-5 คน เพื่อนำเสนอโซลูชันที่พร้อมขยายผล (Scale-up) ยกระดับภูเก็ตสู่เมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่ยั่งยืน ชิงเงินรางวัลทีมชนะเลิศโจทย์ละ 100,000 บาท รวม 5 โจทย์ มูลค่า 500,000 บาท พร้อมสิทธิ์เสนอขอรับทุนสนับสนุน สูงสุดไม่เกินทีมละ 2,000,000 บาท (คัดเลือกไม่เกิน 2 ทีม มูลค่ารวม 4 ล้านบาท) ครอบคลุม 5 โจทย์สำคัญ ได้แก่ – Data for better Traffic (รู้รอบการจราจร): ระบบบริหารจัดการจราจรและลดความแออัด – Data for better Waste Management (รู้รอบขยะ): การจัดการขยะอินทรีย์เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน – Data for better Water Management (รู้รอบน้ำ): การบริหารจัดการและคาดการณ์ปริมาณน้ำประปา – Data for better Tourism (รู้รอบการท่องเที่ยว): แพลตฟอร์มข้อมูลยกระดับการท่องเที่ยวสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย – Data for better Vehicle Compliance (รู้รอบรถ): ระบบเฝ้าระวังและเชื่อมโยงข้อมูลรถที่ไม่ต่อภาษีและ พ.ร.บ. กิจกรรมจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 มิถุนายน  – 18 กรกฎาคม 2569 ณ จังหวัดภูเก็ต 3. BDI HACKATHON OPEN (For Bangkok) เวทีประลองไอเดียคนเมือง เปิดกว้างสำหรับบุคคลทั่วไป นิสิตนักศึกษา และนิติบุคคล ที่มีไฟอยากเปลี่ยนประเทศไทย โดยใช้กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่นำร่องให้ใช้ชีวิตได้ฉลาดและปลอดภัยขึ้น โดยการแข่งขันในรูปแบบทีม 3-5 คน (สามารถสมัครเดี่ยว หรือคู่ เพื่อจับกลุ่มภายหลังได้) ชิงถ้วยเกียรติยศและโอกาสรับรางวัลพิเศษจากหน่วยงานพันธมิตรครอบคลุม 3 โจทย์หลัก ได้แก่ – Data for better Journey (รู้รอบก่อนออกเดินทาง):  ออกแบบเครื่องมือช่วยตัดสินใจการเดินทางด้วยข้อมูลแบบ Real-time เพื่อให้คนกรุงวางแผนง่าย ไม่ต้องเดา – Data for better Lifestyle (รู้รอบทุกบริการ): สร้างแพลตฟอร์มเชื่อมโยงข้อมูล ให้คนเมืองเข้าถึงบริการรัฐและโอกาสที่ตรงใจได้ทันที – Data for better Safety (รู้รอบก่อนเกิดภัย): พัฒนาระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัย เพื่อความปลอดภัยแบบ Real-time กิจกรรมจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 มิถุนายน  – 25 กรกฎาคม 2569 ณ กรุงเทพมหานคร นอกจากเงินรางวัลและทุนสนับสนุนแล้ว ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกทั้ง 3 แทร็ก จะได้เข้าร่วมกิจกรรม Workshop แบบเข้มข้นทั้ง Onsite และ Hybrid พร้อมรับคำปรึกษาจาก Mentor ผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนาไอเดียสู่ Prototype ที่ทำงานได้จริง ผู้ที่สนใจร่วมเปลี่ยนเมืองไปกับ BDI สามารถฟอร์มทีมและส่ง Proposal ไอเดียเพื่อสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 พฤษภาคม 2569 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ช่องทาง Facebook Page: BDI Hackathon
7 May 2026
ดีอี จับมือ อว. และภาคีเครือข่าย เปิดตัว “ThaiLLM” วางรากฐาน AI สัญชาติไทย สู่การใช้งานจริง นำร่องด้านสุขภาพ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล สร้างอธิปไตยทางเทคโนโลยีของประเทศ
5 พฤษภาคม 2569, กรุงเทพฯ – กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมกับ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินหน้าวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ของประเทศ (AI Infrastructure) อย่างเป็นรูปธรรม เปิดตัว “ThaiLLM” โมเดล AI ภาษาไทย ยกระดับการใช้งาน AI ให้สอดคล้องกับบริบทประเทศไทย นำร่องด้านสุขภาพ ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจภาษาและบริบทเชิงลึก มุ่งสร้าง ecosystem AI ภาษาไทย สู่อธิปไตยทางดิจิทัล (Digital Sovereignty) ของประเทศ ภายในงานได้รับเกียรติจากนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) พร้อมด้วยผู้บริหารจากสถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) สมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) และสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT) เข้าร่วมแถลงความคืบหน้าโครงการการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์สําหรับภาษาไทย หรือ Thai Large Language Model (ThaiLLM) นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า กระทรวงดีอี ให้ความสำคัญกับการวางรากฐานด้าน AI ของประเทศ ไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีมาใช้ แต่รวมถึงการสร้างขีดความสามารถที่ประเทศเป็นเจ้าของ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถกำหนดทิศทางการพัฒนา AI ได้ด้วยตนเอง ไม่ใช่เพียง “ผู้รับเทคโนโลยี” จากภายนอก เทคโนโลยีประเภท Large Language Model หรือ LLM มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่การจะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้อย่างเต็มศักยภาพ ไม่ใช่เพียงเรื่องของการเข้าถึงเครื่องมือ แต่เป็นเรื่องของ “ความเข้าใจ” ความเข้าใจในภาษาที่ใช้จริงในบริบทเฉพาะของสังคมไทย และในวิธีที่คนไทยสื่อสารกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่โมเดลจากต่างประเทศยังไม่สามารถตอบโจทย์ได้อย่างเพียงพอ เป้าหมายของ ThaiLLM จึงไม่ใช่การสร้าง “โมเดลทางภาษาอีกโมเดลหนึ่ง” เพื่อแข่งขันกับเทคโนโลยีระดับโลก แต่เป็นการสร้าง “โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ของประเทศ” โดยการพัฒนาครอบคลุมตั้งแต่ข้อมูลภาษาไทยคุณภาพสูง โมเดลที่เข้าใจบริบทสังคมไทย ไปจนถึงแพลตฟอร์ม ThaiLLM Playground ที่เปิดให้ประชาชนและนักพัฒนาเข้าถึงโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย รวมถึงการเร่งพัฒนาบุคลากรด้าน AI เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศในระยะยาว ทั้งหมดนี้คือการวางรากฐาน “อธิปไตยทางเทคโนโลยี AI”  (AI Sovereignty) ของประเทศไทย ไม่ใช่การทดแทนเทคโนโลยีจากภายนอก แต่เป็นการเสริมศักยภาพให้ประเทศมีทางเลือก มีความสามารถในการกำหนดเงื่อนไขของตนเอง และมีรากฐานให้การพัฒนาด้าน AI เป็นไปได้อย่างยั่งยืน ปลัดกระทรวงดีอี กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของโครงการ ThaiLLM เกิดจากความร่วมมือครั้งสำคัญของภาคีเครือข่ายระดับประเทศ นำโดยกระทรวงดีอี โดย BDI, กระทรวง อว. โดย สวทช.,  AIEAT, VISTEC, AIAT รวมถึงจากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยมหิดล โดยได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DEF) เพื่อร่วมกันวางรากฐานระบบนิเวศ AI ของประเทศ ทั้งนี้ในระยะถัดไปจะมุ่งเน้นการขยายผลสู่การใช้งานจริงในภาคเศรษฐกิจเป้าหมาย ควบคู่ไปกับการวางกรอบธรรมาภิบาลและการใช้งาน AI อย่างปลอดภัย เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า โครงการพัฒนา ThaiLLM ที่เกิดจากการผนึกกำลังร่วมกันระหว่าง 2 กระทรวงในครั้งนี้ ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการเปลี่ยนบทบาทของไทย “จากผู้ใช้งาน  สู่การเป็นผู้สร้าง และผู้กำหนดทิศทางระบบนิเวศ AI”  เพื่อให้พร้อมรองรับการเติบโตของเทคโนโลยี AI ภายในประเทศ โดยกระทรวง อว. ในฐานะเสาหลักด้านการวิจัยพัฒนา  ได้ร่วมขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวใน 3 ด้านหลัก ได้แก่  1) การพัฒนา Foundation LLM สำหรับภาษาไทย ที่ได้ระดมองค์ความรู้จากนักวิจัย นักวิชาการ มาร่วมพัฒนาออกแบบสถาปัตยกรรมโมเดล พัฒนาชุดข้อมูลภาษาไทย ไปจนถึงการประเมินและพัฒนาคุณภาพโมเดลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ ThaiLLM มีความสามารถเข้าใจภาษา บริบท และวัฒนธรรมไทยได้อย่างแท้จริง  2) สนับสนุนเครื่อง LANTA ซูปเปอร์คอมพิวเตอร์ ของ เนคเทค สวทช. ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผล ใช้ในการฝึกโมเดล ThaiLLM ภายในประเทศ ซึ่งช่วยลดต้นทุนได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับการใช้บริการคลาวด์ต่างประเทศ นอกจากนี้ยังช่วยรักษาควาปลอดภัยของข้อมูล ไม่ให้ข้อมูลสำคัญของชาติถูกส่งออกไปประมวลผลภายนอกประเทศ และ 3) การพัฒนากำลังคน AI ซึ่งถือเป็นหัวใจของการขับเคลื่อน AI ในระยะยาว ที่ผ่านมาได้ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรจัดอบรม 4 หลักสูตร ที่ออกแบบเนื้อหาให้ครอบคลุมทุกระดับ ตั้งแต่ AI Beginner สำหรับนักพัฒนาระดับเริ่มต้น, AI Engineer สำหรับการปรับแต่งโมเดล LLM และระบบ RAG, AI Professional และ AI Researcher สำหรับผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัย ปัจจุบันมีผู้เข้ารับการอบรมแล้วกว่า 700 คน ที่จะเป็นพลังสำคัญในการพัฒนานวัตกรรม AI ของประเทศไทยให้มีศักยภาพทัดเทียม สามารถแข่งขันบนเวทีโลกได้ในอนาคต ศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) กล่าวว่า โครงการ ThaiLLM มีการพัฒนา Foundation Model ThaiLLM ขนาด 8B และ ขนาด 30B ในลักษณะ open license และ open-weight ที่นักพัฒนาสามารถดาวน์โหลดไปใช้พัฒนาต่อยอดเป็น Fine-tuned Model เฉพาะทาง โดยใช้ข้อมูลสาธารณะ และจากความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งจากภาครัฐและเอกชน ซึ่งเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย ข้อมูลวิจัย และข้อมูลข่าวสารในบริบทไทย ทั้งนี้ทางโครงการยังได้มีการทดลองต่อยอดโมเดลที่ถูกพัฒนาขึ้นในบริบทการแพทย์ ทั้งการพัฒนาโมเดลเฉพาะทาง และแชทบอทช่วยคัดกรองอาการและให้คำแนะนำเบื้องต้น นอกจากนี้ ทางโครงการได้มีการสร้างความร่วมมือกับหลายภาคส่วนใน ecosystem นักพัฒนาไทย เช่น  PathummaLLM (NECTEC), THaLLE (KBTG), Typhoon (SCB DataX) และ OpenThaiGPT (AIEAT)...
5 May 2026
BDI ผนึก อีวาย ประเทศไทย จัดงาน “AI Sovereignty & the Digital Nation: Thailand’s Strategic Imperative” เดินหน้าขับเคลื่อนอธิปไตยด้าน AI ของประเทศไทย
29 เมษายน 2569, กรุงเทพฯ – กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) (BDI) ร่วมกับ อีวาย ประเทศไทย เดินหน้าจัดงาน “AI Sovereignty & the Digital Nation: Thailand’s Strategic Imperative” ขับเคลื่อน “Sovereign AI” ในการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ของประเทศ ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน มุ่งส่งเสริมอธิปไตยทางดิจิทัล ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว พร้อมผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลและสร้างระบบนิเวศ AI ไทยที่เข้มแข็ง ยั่งยืน และสอดคล้องกับบริบทของประเทศอย่างแท้จริง ดร.ชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า “การพัฒนา Sovereign AI เป็นวาระสำคัญของประเทศไทย โดยมุ่งสร้างขีดความสามารถในการพัฒนา และกำกับดูแลเทคโนโลยีได้ด้วยตนเอง บนพื้นฐานของข้อมูลคุณภาพ โครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม และบุคลากรที่มีศักยภาพ เพื่อให้การใช้ AI เกิดประโยชน์อย่างมั่นคง ปลอดภัย และสอดคล้องกับบริบทของประเทศ ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการพัฒนาระบบนิเวศด้านข้อมูลและ AI อย่างยั่งยืน กระทรวงดีอีได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการและมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการวางรากฐานของประเทศในยุค AI หนึ่งในโครงการสำคัญ คือ ThaiLLM ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง BDI, ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC), สมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT), สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC), สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT), จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหิดล โดยโครงการได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DEF) เพื่อสร้างกลไกในการพัฒนา Large Language Model สำหรับภาษาไทย โดยคนไทย และเพื่อให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่เข้าใจภาษา วัฒนธรรม บริบท และความต้องการของสังคมไทยอย่างแท้จริง” นายกุลิศ สมบัติศิริ ประธานกรรมการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) กล่าวว่า “ปัจจุบันโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ AI กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ ไม่ต่างจากพลังงานหรือระบบสาธารณูปโภค โดยประเทศที่สามารถพัฒนาและควบคุม AI ได้ จะเป็นประเทศที่มีความได้เปรียบทั้งในด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ดังนั้น ประเทศไทยจึงไม่สามารถพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติได้เพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องเร่งสร้างขีดความสามารถของตนเอง เพื่อให้สามารถกำหนดทิศทางการใช้ AI และสร้างอำนาจต่อรองในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน ซึ่งการสร้าง “AI Sovereignty” ของประเทศไทย จำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และการเข้าถึงทรัพยากรสำคัญอย่างแหล่งข้อมูลที่มีคุณภาพสูง คอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง การพัฒนาและกำกับดูแลข้อมูลภายในประเทศ การสร้างโมเดล AI ของไทยที่เข้าใจภาษาและบริบทของสังคมไทย ไปจนถึงการนำ AI ประยุกต์ใช้ในภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาของประเทศได้จริง อาทิ ด้านการท่องเที่ยว สิ่งแวดล้อม และความมั่นคง ควบคู่ไปกับการพัฒนากำลังคนด้าน AI ในทุกระดับ เพื่อให้คนไทยสามารถเป็นผู้พัฒนา ผู้ใช้ และผู้กำกับดูแลเทคโนโลยีได้อย่างแท้จริง” ศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI)  กล่าวว่า ปัจจุบัน AI กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคนไทย แต่ข้อมูลส่วนใหญ่ที่ AI ใช้ฝึกฝนนั้นมาจากอินเทอร์เน็ต ซึ่งจากสถิติแล้วมีข้อมูลภาษาอังกฤษจำนวนมหาศาล คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 40% ของข้อมูลทั้งหมด ขณะที่ข้อมูลภาษาไทยมีสัดส่วนเพียง 0.4% เท่านั้น  ซึ่งถือว่ามีจำนวนน้อยมาก การนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้งานจึงอาจทำให้ไม่สามารถสะท้อนบริบทของไทยได้อย่างครบถ้วน ทำให้ประเทศไทยขาดโมเดลภาษาที่ “เข้าใจบริบท” ของคนไทยอย่างแท้จริง การพัฒนา ThaiLLM ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างโมเดลภาษา แต่เป็นภารกิจของประเทศในการวาง “โครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ด้านภาษา” เพื่อให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาและใช้งาน AI ได้อย่างสอดคล้องกับบริบทของตนเอง โดย BDI ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางบูรณาการความร่วมมือ และร่วมวางมาตรฐานการพัฒนา AI ภาษาไทย ผอ.BDI กล่าวเพิ่มเติมว่า วันนี้ ThaiLLM ได้ก้าวไปอีกขั้นด้วยการเปิดตัว “ThaiLLM Playground” พื้นที่กลางบนเว็บสำหรับทดลองใช้งานโมเดลภาษาไทย ที่ช่วยให้ทั้งนักพัฒนา นักวิจัย และผู้ที่สนใจ สามารถเข้ามาทดสอบ เปรียบเทียบผลลัพธ์ และต่อยอดแนวคิดการใช้งานได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องจัดเตรียมทรัพยากรด้านโครงสร้างพื้นฐาน หรือระบบคำนวณด้วยตนเองในระยะเริ่มต้น ภายใน ThaiLLM Playground ได้รวบรวมโมเดลภาษาไทยที่พัฒนาต่อยอดจาก ThaiLLM foundation model โดยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนใน ecosystem อาทิ PathummaLLM (NECTEC), THaLLE (KBTG), Typhoon (SCB DataX) และ OpenThaiGPT (AIEAT) ซึ่งสะท้อนแนวคิดและแนวทางการพัฒนา AI ภาษาไทยที่หลากหลาย ทำให้แพลตฟอร์มนี้ไม่เพียงเป็นพื้นที่ทดลองเทคโนโลยี แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการเปิดโอกาสให้ ecosystem ของ AI ภาษาไทยได้เรียนรู้ร่วมกัน และเร่งการพัฒนาให้สามารถนำไปใช้งานได้จริงในระดับประเทศอย่างเป็นรูปธรรม Mr. Gaurav Modi, EY Asean and Singapore Consulting Leader กล่าวว่า “ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องแข่งขันเพื่อสร้างเทคโนโลยี AI ที่ดีที่สุด แต่ควรเป็นผู้ควบคุมและเป็นเจ้าของ AI ของตนเอง ด้วย 3 กลยุทธ์หลัก คือ 1. Classify before you build – จำแนกข้อมูลก่อนพัฒนาด้วยการพัฒนา AI ต้องเริ่มจากการเข้าใจและจัดประเภทข้อมูลอย่างเป็นระบบ 2. Deploy a sovereign inference layer – สร้างชั้นการใช้งาน AI ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของประเทศ โดยแทนที่จะพึ่งพา AI จากต่างประเทศทั้งหมด ประเทศไทยควรมี “inference layer” หรือชั้นการประมวลผลและนำ AI ไปใช้งานที่สามารถควบคุมได้เอง และ 3. Build the data boundary now – สร้างขอบเขตข้อมูลของประเทศตั้งแต่วันนี้ เพื่อกำหนดขอบเขตการไหลของข้อมูล (data boundary) และการกำกับดูแลข้อมูลอย่างชัดเจน เป็นรากฐานสำคัญของอธิปไตย AI“ นางสาวรัตนา จาละ Country Managing Partner, อีวาย ประเทศไทย กล่าวว่า “AI Sovereignty กำลังเป็นประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ที่องค์กรไม่สามารถมองข้ามได้ โดยจากการแลกเปลี่ยนมุมมองสะท้อนให้เห็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงจากการนำ AI ไปใช้ ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนจากบริบทโลก ต้นทุนเทคโนโลยี หรือการพึ่งพาแพลตฟอร์มจากต่างประเทศ โดยอีวายมีความมุ่งมั่นในการสนับสนุนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อกำหนดกลยุทธ์ด้าน AI...
29 April 2026
BDI - สปสช. - DGA ยกระดับ ‘Health Link’ เชื่อมข้อมูลสุขภาพทั่วประเทศ 2 หมื่นแห่งมุ่งใช้ AI ตรวจสอบเบิกจ่าย พร้อมโชว์ประวัติการรักษาผ่านแอปฯ ‘ทางรัฐ’
27 เมษายน 2569, กรุงเทพมหานคร – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) (BDI) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ภายใต้โครงการ “การจัดทำระบบดิจิทัลและเทคโนโลยีเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพทั่วประเทศ (Health Information Exchange: Health Link)” ณ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สำนักงานใหญ่) โดยมีสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (DGA) ร่วมเป็นสักขีพยาน ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งพัฒนาและเชื่อมโยงแพลตฟอร์ม Health Link เข้ากับฐานข้อมูลด้านการเบิกจ่ายของ สปสช. ที่มีข้อมูลการรักษาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ ทำให้เกิดการบูรณาการขยายวงการแลกเปลี่ยนข้อมูลประชาชนที่ใช้สิทธิบัตรทองได้ครอบคลุมทั่วประเทศ เมื่อประชาชนไปรับบริการที่หน่วยบริการใหม่ แพทย์จะสามารถเข้าถึงข้อมูลสุขภาพที่จำเป็นได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ผ่านแพลตฟอร์ม Health Link ซึ่งมีระบบรักษาความปลอดภัยข้อมุลสูงสุด นำไปใช้ประกอบการวินิจฉัยและการรักษาพยาบาล อันจะช่วยยกระดับคุณภาพบริการ ลดการตรวจและสั่งยาซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบสาธารณสุขโดยรวม ที่ผ่านมาแพลตฟอร์ม Health Link เชื่อมโยงหน่วยบริการและหน่วยนวัตกรรมไปแล้วกว่า 8,500 แห่งทั่วประเทศ รองรับข้อมูลสุขภาพที่สำคัญมากกว่า 12 ประเภท และมีการขยายการใช้ประโยชน์แพลตฟอร์มไปยังระบบอื่น ๆ เพิ่มเติม อาทิ การส่งต่อข้อมูลสุขภาพไปยังระบบตรวจก่อนจ่าย (On Screen Review) และการเชื่อมโยงฐานข้อมูลบุคลากรทางการแพทย์ที่มีการขึ้นทะเบียนกับระบบ One Stop Service ของ สปสช. เข้ามายังแพลตฟอร์ม Health Link ตลอดจนการส่งข้อมูลการรักษาไปยัง Personal Health Record (PHR) อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลสุขภาพของประเทศ ให้สามารถเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบภายใต้มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ นายแพทย์จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ความร่วมมือกับ BDI และ DGA ครั้งนี้ เป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลสุขภาพของประเทศ ให้สามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างเป็นระบบ โดย สปสช. ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญการขับเคลื่อนหน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ให้เชื่อมต่อข้อมูลเข้าสู่ระบบ “Health Link”  และแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ตามมาตรฐานเดียวกัน พร้อมสนับสนุนให้เกิดการใช้งานจริงในระดับพื้นที่ ทั้งในด้านการจัดเตรียมระบบ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการสื่อสารสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน ทั้งนี้ การเชื่อมโยงข้อมูลภายใต้โครงการฯ นี้ จะช่วยให้แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ เข้าถึงข้อมูลประวัติสุขภาพของผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็วและครบถ้วน ส่งผลให้การรักษามีความต่อเนื่อง ลดความซ้ำซ้อนในการให้บริการ และเพิ่มความปลอดภัยในการดูแลผู้ป่วย ขณะเดียวกันยังช่วยสนับสนุนการบริหารจัดการและการตรวจสอบข้อมูลการเบิกจ่ายให้มีความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นายแพทย์จเด็จ กล่าวเพิ่มเติมว่า สปสช. ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยการดำเนินงานทั้งหมดจะอยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการใช้ข้อมูลสุขภาพ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงข้อมูลสุขภาพของตนเองได้สะดวกมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพของตนเอง และเป็นรากฐานสำคัญของระบบสุขภาพที่ยั่งยืน ศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) กล่าวว่า ปัจจุบัน Health Link สามารถเชื่อมโยงข้อมูลการเบิกจ่ายจากหน่วยบริการของ สปสช. ได้มากกว่า 10,000 แห่ง และเมื่อรวมกับหน่วยบริการและหน่วยนวัตกรรม เช่น คลินิกและร้านยาอีกประมาณ 8,500 แห่ง ทำให้เกิดเครือข่ายการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพรวมเกือบ 20,000 แห่งทั่วประเทศ ข้อมูลที่เชื่อมโยงครอบคลุมทั้งประวัติโรคและข้อมูลการใช้ยา ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาพยาบาล โดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือภัยพิบัติ ที่แพทย์สามารถเข้าถึงข้อมูลผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ  ในด้านการบริหารจัดการ BDI ได้ร่วมกับ สปสช. พัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อช่วยตรวจสอบข้อมูลก่อนการเบิกจ่าย (Pre-audit) สำหรับการบริการผู้ป่วยนอก เพื่อช่วยให้ สปสช. สามารถพิจารณาข้อมูลได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพทำให้หน่วยบริการสามารถได้รับเงินจากการให้บริการได้รวดเร็ว เพิ่มสภาพคล่อง เพิ่มความโปร่งใส มากยิ่งขึ้น และมีแผนพัฒนาไปสู่ Agentic AI ที่จะช่วยยกระดับการวิเคราะห์และสนับสนุนการตัดสินใจการจ่ายเงินค่าบริการให้หน่วยบริการได้มีความถูกต้องแม่นยำ และการเป็นส่วนหนึ่งในการวางแผนงบประมาณอย่างชาญฉลาดยิ่งขึ้น นอกจากนี้ BDI ยังได้พัฒนาระบบส่งต่อผู้ป่วยแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Referral) ร่วมกับกรุงเทพมหานครและ สปสช. โดยเริ่มนำร่องในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยมีแผนขยายผลไปยังคลินิกชุมชนอบอุ่นและโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยในพื้นที่ เพื่อให้การส่งต่อผู้ป่วยเป็นไปอย่างรวดเร็วและไร้รอยต่อมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน BDI ยังได้ร่วมกับสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA เชื่อมต่อแพลตฟอร์ม “Health Link” เข้ากับแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงประวัติการรักษาของตนเองได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และเป็นส่วนตัวในช่องทางเดียว นางไอรดา เหลืองวิไล รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง 3 หน่วยงานในวันนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัลของประเทศไทยเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในด้านข้อมูลสุขภาพอย่างเต็มรูปแบบ โดยแอปพลิเคชัน“ทางรัฐ” ถือเป็นซุปเปอร์แอปพลิเคชันของภาครัฐที่เป็นเสมือนศูนย์รวมการให้บริการที่ใหญ่ที่สุดจากทุกหน่วยงานรัฐ ช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการของภาครัฐได้สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ปัจจุบันมีบริการภาครัฐบนแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” มากถึง 476 บริการ และมียอดดาวน์โหลดกว่า 46 ล้านครั้ง รวมถึงมีปริมาณการใช้งาน (สะสม) กว่า 823 ล้านครั้ง (ข้อมูล ณ วันที่ 24 เมษายน 2569) นางไอรดา กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากที่แอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ได้เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์ม “Health Link” เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงประวัติการรักษาของตนเองได้นั้น มียอดผู้สมัครผ่านแอปฯ ทางรัฐ และเข้าดูประวัติของตนเองแล้วประมาณ 30,129 คน นอกจากนี้ในแอปฯ ทางรัฐ ยังมีบริการที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่น บริการกระเป๋าเอกสารหรือ Document Wallet บริการตรวจสอบข้อมูลทะเบียนรถและใบขับขี่ บริการตรวจสอบเครดิตบูโรฉบับย่อฟรี บริการจ่ายค่าใบสั่งจราจร ค่าน้ำ ค่าไฟ ตรวจสอบสิทธิประกันสังคม สิทธิการรักษาพยาบาล เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ตรวจสอบเบี้ยคนชราและเบี้ยความพิการ เป็นต้น สำหรับประชาชนที่สนใจสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ได้ทั้งจาก App Store, Google Play และ App Gallery เพื่อเข้าใช้งานได้ทันที ความก้าวหน้าทั้งหมดนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการพัฒนาเทคโนโลยี แต่เป็นการร่วมมือกันเพื่อวางรากฐานการเชื่อมโยงข้อมูลทั้งประเทศ เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์จากข้อมูลอย่างเป็นระบบ ยกระดับคุณภาพ และเพิ่มประสิทธิภาพของรัฐบาลดิจิทัล อย่างแท้จริง สำหรับประชาชนที่สนใจ สามารถสมัครใช้งาน Health Link ได้ฟรีผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” หรือ “เป๋าตัง” ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://healthlink.go.th
27 April 2026
BDI แชร์ประสบการณ์การบริหารสถานการณ์ภัยพิบัติ ตอกย้ำการ “เชื่อมข้อมูล” หนุนการตัดสินใจ ฝ่าวิกฤต ได้แม่นยำ ตรงจุด
21 เมษายน 2569, กรุงเทพฯ – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI นำโดย พญ.ปฐมพร ศิรประภาศิริ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านบูรณาการข้อมูล พร้อมด้วย ดร.อัญชลิสา แต้ตระกูล (รักษาการ) ผู้อำนวยการโครงการ Travel Link ร่วมบรรยายเรื่องการใช้ประโยชน์จากข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อสนับสนุนการบริหารสถานการณ์วิกฤต และสถานการณ์ภัยพิบัติเพื่อการช่วยเหลือประชาชน ภายใต้การสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างทหารและพลเรือนในการดำเนินงานด้านกิจการพลเรือน ครั้งที่ 2 โดยมีผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ที่เกี่ยวข้อง กว่า 100 คน จัดโดย กรมกิจการพลเรือนทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ณ ห้องประชุมสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยได้รับเกียรติจาก พลโท ชยพณัฐ วิริรัตน์ เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหาร เป็นประธานเข้าร่วมรับฟังการบรรยายในครั้งนี้ พญ.ปฐมพร กล่าวถึงบทบาท ภารกิจ และโครงการสำคัญของสถาบันฯ ในการสนับสนุนการใช้ข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการสถานการณ์ของประเทศ มุ่งเน้นหัวใจสำคัญในการฝ่าวิกฤตด้วย “ข้อมูล” ผ่านโครงการแพลตฟอร์มการเชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (ดีทู) (Data Integration and Intelligence Platform – D2) เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการตัดสินใจเชิงนโยบาย โดยภารกิจสำคัญของระบบ D2 คือการทำ Data Consolidation หรือการนำชุดข้อมูล (Dataset) จากหลากหลายหน่วยงานมา “เชื่อมกัน” เพื่อตอบโจทย์การใช้ข้อมูลระหว่างหน่วยงาน สนับสนุนการทำงานของรัฐบาลให้สามารถวิเคราะห์ภาพรวมของประเทศได้ทันที ด้าน ดร.อัญชลิสา แชร์ประสบการณ์การบูรณาการข้อมูลในสถานการณ์อุทกภัย หาดใหญ่ 2568 และการพัฒนาระบบบริหารจัดการศูนย์พักพิงในสถานการณ์ภัยพิบัติวิกฤตฉุกเฉิน สะท้อนถึงความสำคัญในการ “เชื่อมข้อมูล” ผู้ประสบภัยจากหลากหลายแพลตฟอร์ม และศูนย์พักพิงต่าง ๆ เพื่อให้การช่วยเหลือไม่ซ้ำซ้อน พร้อมจัดทำ Dashboard แบบ Real Time โดยแสดงข้อมูลขอความช่วยเหลือ เพื่อช่วยสนับสนุนการตัดสินใจในการจัดสรรทรัพยากร และการลงพื้นที่ช่วยเหลือได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การสัมมนาดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างส่วนราชการ และภาคเอกชนของกองทัพไทย ในการดำเนินงานด้านกิจการพลเรือน ครอบคลุมการบริหารจัดการด้านการป้องกันประเทศในการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง ตลอดจนการบริหารจัดการด้านสาธารณภัย และความร่วมมืออื่น ๆ ในการพัฒนาประเทศ พร้อมช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และทันต่อสถานการณ์
21 April 2026
ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ พลิกโอกาสด้วย Data & AI BDI เดินหน้าลุย The UP 2026 ปี 3 เจาะลึกรายบริษัท-แก้ปัญหาตรงจุด หนุนผู้ประกอบการเติบโตแข็งแกร่ง
02 เมษายน 2569, กรุงเทพฯ – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “The UP 2026: Unlock Potential with Data & AI – ปลดล็อกศักยภาพ SME ไทย รับมือวิกฤตเศรษฐกิจด้วย Data & AI” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 สะท้อนพันธกิจหลักของ BDI ในฐานะองค์กรที่ขับเคลื่อนประเทศด้วยข้อมูลขนาดใหญ่ที่มุ่งเปลี่ยน “ข้อมูล” ให้กลายเป็น “ความได้เปรียบทางธุรกิจ” ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวนสูงเปิดรับสมัคร SME เข้าร่วมโครงการ ฟรี! ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 14 พฤษภาคม 2569 เท่านั้น! ดร.สุนทรีย์ ส่งเสริม รองผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ เปิดเผยว่า ในภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวนสูง การตัดสินใจทางธุรกิจด้วย “ข้อมูล” กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดความอยู่รอดและการเติบโตของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SME ที่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านทรัพยากรและการแข่งขันที่เข้มข้น การดำเนินธุรกิจในปัจจุบันไม่สามารถพึ่งพาเพียงความรู้สึกหรือประสบการณ์ได้อีกต่อไป แต่ต้องใช้ข้อมูลเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจอย่างเป็นระบบ ธุรกิจที่สามารถนำข้อมูลมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะมีความได้เปรียบและสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน ด้วยเหตุนี้ BDI จึงได้พัฒนา “โครงการ The UP” ขึ้น เพื่อช่วยตอบ Pain Point ที่แท้จริงของผู้ประกอบการแต่ละราย โดยไม่ใช่หลักสูตรสำเร็จรูป แต่คือ กระบวนการเปลี่ยนข้อมูลที่มีอยู่ ให้กลายเป็น “การตัดสินใจที่แม่นยำ” และ “โอกาสทางธุรกิจที่จับต้องได้” ไม่ใช่หลักสูตร – แต่คือพี่เลี้ยงแนะนำการใช้ข้อมูลเฉพาะธุรกิจของคุณ ดร.สุนทรีย์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่ทำให้ The UP แตกต่างจากโปรแกรมทั่วไป คือออกแบบเฉพาะราย (Tailor-Made) ผู้ประกอบการที่ได้เข้าร่วมจะได้รับการจับคู่กับที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่คัดสรรให้ตรงกับ Pain Point ด้านการใช้ข้อมูลของธุรกิจ และทำงานร่วมกันแบบ 1:1 ตลอดโครงการ ลงลึกถึงข้อมูลจริงในธุรกิจ วิเคราะห์ร่วมกัน และออกแบบแผนการใช้ข้อมูล (Data Roadmap) ที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ทันที เสมือนมี “Personal Data Mentor” ประจำธุรกิจตลอดระยะเวลาโครงการ จากข้อมูล สู่การตัดสินใจที่แม่นยำ โครงการ The UP ไม่ได้สอนทฤษฎี แต่ลงมือทำกับข้อมูลจริงของแต่ละธุรกิจ ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา The UP หนุนผู้ประกอบการ SME ไทย ไปแล้วมากกว่า 50 บริษัท ใน 6 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่เป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทย ได้แก่ การผลิตและอุตสาหกรรม, เกษตรและธุรกิจเกษตร, การค้าและดิจิทัลคอมเมิร์ซ, โลจิสติกส์และซัพพลายเชน, การท่องเที่ยวและการบริการ และสุขภาพและบริการทางการแพทย์ “ตลอดการขับเคลื่อนโครงการอย่างเข้มข้น พบว่า ธุรกิจส่วนใหญ่มี ‘ข้อมูลที่มีคุณค่า’ อยู่แล้วภายในองค์กร เพียงแต่ยังขาดความรู้และแนวทางในการนำข้อมูลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด The UP จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้กับการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อ ‘ปลดล็อกศักยภาพ SME ไทย’ ให้สามารถใช้ Data & AI เป็นเครื่องมือในการตัดสินใจ วางกลยุทธ์ และรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ” ดร.สุนทรีย์ กล่าวทิ้งท้าย ผู้ประกอบการที่ต้องการเปลี่ยนข้อมูลในมือให้เป็นอาวุธทางธุรกิจ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครเข้าร่วมโครงการฟรี ได้ที่ https://theup.bdi.or.th/ เปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้ – 14 พฤษภาคม 2569 และสามารถติดตามอัปเดตข้อมูลและกิจกรรมต่าง ๆ ของสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ได้ทางเว็บไซต์ https://bdi.or.th/ และ Facebook: BDI – Big Data Institute
2 April 2026
BDI ผนึกกำลัง ปภ. และ DGA เดินหน้าพัฒนาแพลตฟอร์มบูรณาการข้อมูลสาธารณภัย ยกระดับการบริหารจัดการ “ศูนย์พักพิงชั่วคราว” ของประเทศ
02 เมษายน 2569, กรุงเทพฯ – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI นำโดย ศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ นพ.ธนกฤต จินตวร First Executive Vice President และ พญ.ปฐมพร ศิรประภาศิริ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านบูรณาการข้อมูล พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA เพื่อหารือแนวทางการพัฒนาแพลตฟอร์มบูรณาการข้อมูลขนาดใหญ่ด้านสาธารณภัยระดับประเทศ การประชุมครั้งนี้มีนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นประธาน ณ ห้องกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ อาคารกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โดยมีเป้าหมายสำคัญในการผลักดันการพัฒนาและเชื่อมโยงแพลตฟอร์มข้อมูล “ศูนย์พักพิงชั่วคราว” เพื่อรองรับการให้บริการประชาชนและสนับสนุนการบริหารจัดการในภาวะฉุกเฉินอย่างมีประสิทธิภาพ BDI ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการบริหารจัดการและบูรณาการข้อมูล ได้นำเสนอแนวคิดและต้นแบบระบบบริหารจัดการศูนย์พักพิงชั่วคราว ซึ่งพัฒนาบนพื้นฐานของแพลตฟอร์มข้อมูลขนาดใหญ่ที่สามารถต่อยอดใช้งานได้จริงในอนาคต พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปปรับปรุงระบบให้สอดคล้องกับบริบทการใช้งานจริงในระดับพื้นที่และระดับประเทศต่อไป ความร่วมมือครั้งนี้ มุ่งเน้นการยกระดับการจัดการข้อมูลสาธารณภัยของประเทศให้มีความเป็นเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อน และมีมาตรฐานกลางในการจัดเก็บและแลกเปลี่ยนข้อมูล โดยระบบที่พัฒนาขึ้นจะสามารถติดตามสถานะผู้อพยพได้แบบ Real-time สนับสนุนการตัดสินใจของหน่วยงานภาครัฐ และเปิดให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ได้อย่างสะดวกและโปร่งใส ทั้งนี้ ผลจากการหารือจะถูกนำไปใช้เป็นแนวทางในการวางแผนพัฒนาแพลตฟอร์มร่วมกันในระยะถัดไป เพื่อให้เกิดระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล (Data Infrastructure) ที่เข้มแข็ง รองรับการบริหารจัดการภาวะฉุกเฉินของประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจของ BDI ในการขับเคลื่อนประเทศด้วยข้อมูลขนาดใหญ่ (Data – Driven Nation) เพื่อสร้างคุณค่าทางสังคม และพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน ขอบคุณภาพจาก เพจ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย DDPM
2 April 2026
PDPA Icon

We use cookies to optimize your browsing experience and improve our website’s performance. Learn more at our Privacy Policy and adjust your cookie settings at Settings

Privacy Preferences

You can choose your cookie settings by turning on/off each type of cookie as needed, except for necessary cookies.

Accept all
Manage Consent Preferences
  • Strictly Necessary Cookies
    Always Active

    This type of cookie is essential for providing services on the website of the Personal Data Protection Committee Office, allowing you to access various parts of the site. It also helps remember information you have previously provided through the website. Disabling this type of cookie will result in your inability to use key services of the Personal Data Protection Committee Office that require cookies to function.
    Cookies Details

  • Performance Cookies

    This type of cookie helps the Big Data Institute (Public Organization) understand user interactions with its website services, including which pages or areas of the site are most popular, as well as analyze other related data. The Big Data Institute (Public Organization) also uses this information to improve website performance and gain a better understanding of user behavior. Although the data collected by these cookies is non-identifiable and used solely for statistical analysis, disabling them will prevent the Big Data Institute (Public Organization) from knowing the number of website visitors and from evaluating the quality of its services.

  • Functional Cookies

    This type of cookie enables the Big Data Institute (Public Organization)’s website to remember the choices you have made and deliver enhanced features and content tailored to your usage. For example, it can remember your username or changes you have made to font sizes or other customizable settings on the page. Disabling these cookies may result in the website not functioning properly.

  • Targeting Cookies

    "This type of cookie helps the Big Data Institute (Public Organization) understand user interactions with its website services, including which pages or areas of the site are most popular, as well as analyze other related data. The Big Data Institute (Public Organization) also uses this information to improve website performance and gain a better understanding of user behavior. Although the data collected by these cookies is non-identifiable and used solely for statistical analysis, disabling them will prevent the Big Data Institute (Public Organization) from knowing the number of website visitors and from evaluating the quality of its services.

Save settings