News

News

ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ พลิกโอกาสด้วย Data & AI BDI เดินหน้าลุย The UP 2026 ปี 3 เจาะลึกรายบริษัท-แก้ปัญหาตรงจุด หนุนผู้ประกอบการเติบโตแข็งแกร่ง
02 เมษายน 2569, กรุงเทพฯ – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “The UP 2026: Unlock Potential with Data & AI – ปลดล็อกศักยภาพ SME ไทย รับมือวิกฤตเศรษฐกิจด้วย Data & AI” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 สะท้อนพันธกิจหลักของ BDI ในฐานะองค์กรที่ขับเคลื่อนประเทศด้วยข้อมูลขนาดใหญ่ที่มุ่งเปลี่ยน “ข้อมูล” ให้กลายเป็น “ความได้เปรียบทางธุรกิจ” ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวนสูงเปิดรับสมัคร SME เข้าร่วมโครงการ ฟรี! ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 14 พฤษภาคม 2569 เท่านั้น! ดร.สุนทรีย์ ส่งเสริม รองผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ เปิดเผยว่า ในภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวนสูง การตัดสินใจทางธุรกิจด้วย “ข้อมูล” กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดความอยู่รอดและการเติบโตของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SME ที่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านทรัพยากรและการแข่งขันที่เข้มข้น การดำเนินธุรกิจในปัจจุบันไม่สามารถพึ่งพาเพียงความรู้สึกหรือประสบการณ์ได้อีกต่อไป แต่ต้องใช้ข้อมูลเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจอย่างเป็นระบบ ธุรกิจที่สามารถนำข้อมูลมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะมีความได้เปรียบและสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน ด้วยเหตุนี้ BDI จึงได้พัฒนา “โครงการ The UP” ขึ้น เพื่อช่วยตอบ Pain Point ที่แท้จริงของผู้ประกอบการแต่ละราย โดยไม่ใช่หลักสูตรสำเร็จรูป แต่คือ กระบวนการเปลี่ยนข้อมูลที่มีอยู่ ให้กลายเป็น “การตัดสินใจที่แม่นยำ” และ “โอกาสทางธุรกิจที่จับต้องได้” ไม่ใช่หลักสูตร – แต่คือพี่เลี้ยงแนะนำการใช้ข้อมูลเฉพาะธุรกิจของคุณ ดร.สุนทรีย์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่ทำให้ The UP แตกต่างจากโปรแกรมทั่วไป คือออกแบบเฉพาะราย (Tailor-Made) ผู้ประกอบการที่ได้เข้าร่วมจะได้รับการจับคู่กับที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่คัดสรรให้ตรงกับ Pain Point ด้านการใช้ข้อมูลของธุรกิจ และทำงานร่วมกันแบบ 1:1 ตลอดโครงการ ลงลึกถึงข้อมูลจริงในธุรกิจ วิเคราะห์ร่วมกัน และออกแบบแผนการใช้ข้อมูล (Data Roadmap) ที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ทันที เสมือนมี “Personal Data Mentor” ประจำธุรกิจตลอดระยะเวลาโครงการ จากข้อมูล สู่การตัดสินใจที่แม่นยำ โครงการ The UP ไม่ได้สอนทฤษฎี แต่ลงมือทำกับข้อมูลจริงของแต่ละธุรกิจ ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา The UP หนุนผู้ประกอบการ SME ไทย ไปแล้วมากกว่า 50 บริษัท ใน 6 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่เป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทย ได้แก่ การผลิตและอุตสาหกรรม, เกษตรและธุรกิจเกษตร, การค้าและดิจิทัลคอมเมิร์ซ, โลจิสติกส์และซัพพลายเชน, การท่องเที่ยวและการบริการ และสุขภาพและบริการทางการแพทย์ “ตลอดการขับเคลื่อนโครงการอย่างเข้มข้น พบว่า ธุรกิจส่วนใหญ่มี ‘ข้อมูลที่มีคุณค่า’ อยู่แล้วภายในองค์กร เพียงแต่ยังขาดความรู้และแนวทางในการนำข้อมูลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด The UP จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้กับการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อ ‘ปลดล็อกศักยภาพ SME ไทย’ ให้สามารถใช้ Data & AI เป็นเครื่องมือในการตัดสินใจ วางกลยุทธ์ และรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ” ดร.สุนทรีย์ กล่าวทิ้งท้าย ผู้ประกอบการที่ต้องการเปลี่ยนข้อมูลในมือให้เป็นอาวุธทางธุรกิจ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครเข้าร่วมโครงการฟรี ได้ที่ https://theup.bdi.or.th/ เปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้ – 14 พฤษภาคม 2569 และสามารถติดตามอัปเดตข้อมูลและกิจกรรมต่าง ๆ ของสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ได้ทางเว็บไซต์ https://bdi.or.th/ และ Facebook: BDI – Big Data Institute
2 April 2026
BDI ผนึกกำลัง ปภ. และ DGA เดินหน้าพัฒนาแพลตฟอร์มบูรณาการข้อมูลสาธารณภัย ยกระดับการบริหารจัดการ “ศูนย์พักพิงชั่วคราว” ของประเทศ
02 เมษายน 2569, กรุงเทพฯ – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI นำโดย ศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ นพ.ธนกฤต จินตวร First Executive Vice President และ พญ.ปฐมพร ศิรประภาศิริ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านบูรณาการข้อมูล พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA เพื่อหารือแนวทางการพัฒนาแพลตฟอร์มบูรณาการข้อมูลขนาดใหญ่ด้านสาธารณภัยระดับประเทศ การประชุมครั้งนี้มีนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นประธาน ณ ห้องกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ อาคารกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โดยมีเป้าหมายสำคัญในการผลักดันการพัฒนาและเชื่อมโยงแพลตฟอร์มข้อมูล “ศูนย์พักพิงชั่วคราว” เพื่อรองรับการให้บริการประชาชนและสนับสนุนการบริหารจัดการในภาวะฉุกเฉินอย่างมีประสิทธิภาพ BDI ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการบริหารจัดการและบูรณาการข้อมูล ได้นำเสนอแนวคิดและต้นแบบระบบบริหารจัดการศูนย์พักพิงชั่วคราว ซึ่งพัฒนาบนพื้นฐานของแพลตฟอร์มข้อมูลขนาดใหญ่ที่สามารถต่อยอดใช้งานได้จริงในอนาคต พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปปรับปรุงระบบให้สอดคล้องกับบริบทการใช้งานจริงในระดับพื้นที่และระดับประเทศต่อไป ความร่วมมือครั้งนี้ มุ่งเน้นการยกระดับการจัดการข้อมูลสาธารณภัยของประเทศให้มีความเป็นเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อน และมีมาตรฐานกลางในการจัดเก็บและแลกเปลี่ยนข้อมูล โดยระบบที่พัฒนาขึ้นจะสามารถติดตามสถานะผู้อพยพได้แบบ Real-time สนับสนุนการตัดสินใจของหน่วยงานภาครัฐ และเปิดให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ได้อย่างสะดวกและโปร่งใส ทั้งนี้ ผลจากการหารือจะถูกนำไปใช้เป็นแนวทางในการวางแผนพัฒนาแพลตฟอร์มร่วมกันในระยะถัดไป เพื่อให้เกิดระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล (Data Infrastructure) ที่เข้มแข็ง รองรับการบริหารจัดการภาวะฉุกเฉินของประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจของ BDI ในการขับเคลื่อนประเทศด้วยข้อมูลขนาดใหญ่ (Data – Driven Nation) เพื่อสร้างคุณค่าทางสังคม และพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน ขอบคุณภาพจาก เพจ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย DDPM
2 April 2026
BDI จัดประชุมเชิงรุก ตกผลึกแนวทางจัดทำชุดข้อมูลร่วม ขับเคลื่อนแพลตฟอร์ม D2 สู่โครงสร้างพื้นฐานข้อมูลระดับชาติ เพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างมีทิศทาง
02 เมษายน 2569, กรุงเทพฯ – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI นำทีมโครงการแพลตฟอร์มการเชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (ดีทู) (Data Integration and Intelligence Platform – D2) และทีมโครงการแพลตฟอร์มข้อมูลเมืองระดับจังหวัด (Provincial Data Platform – PD Link) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อออกแบบแนวทางการจัดทำชุดข้อมูลร่วม (Common Dataset) สำหรับสนับสนุนชุดข้อมูลระดับจังหวัด โดยมีเจ้าหน้าที่สำนักงานสถิติแห่งชาติ หรือ สสช. เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว ณ โรงแรม ไอบิส สไตล์ รัชดา ศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ กล่าวถึงการขับเคลื่อน Big Data ของประเทศไทย มุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านจากการเก็บข้อมูลแบบแยกส่วน สู่การบูรณาการข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์เชิงลึกด้วย AI และ Machine Learning ผ่านแพลตฟอร์ม D2 เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการตัดสินใจเชิงนโยบาย โดยภารกิจสำคัญของระบบ D2 คือการทำ Data Consolidation หรือการนำชุดข้อมูล (Dataset) จากหลากหลายหน่วยงานมา “เชื่อมกัน” เพื่อตอบโจทย์การใช้ข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่อการวิเคราะห์ เสริมจากระบบบัญชีข้อมูลภาครัฐ (GD Catalog) ที่เน้นการขึ้นทะเบียนรายชื่อชุดข้อมูลภาครัฐสำหรับการสืบค้นรายการชุดข้อมูลที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐ และระบบ Government Data Exchange (GDX) ที่เน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐเพื่อการบริการประชาชน โดยระบบ D2 จะทำหน้าที่เป็น “ถนน” (National Backbone) ที่เชื่อมโยงข้อมูลจากทุกหน่วยงานเข้าด้วยกัน สนับสนุนการทำงานของรัฐบาลให้สามารถวิเคราะห์ภาพรวมของประเทศได้ทันที พร้อมขับเคลื่อนประเทศอย่างมีทิศทาง นอกจากนี้อีกหนึ่งโครงการสำคัญของ BDI คือ แพลตฟอร์มข้อมูลเมืองระดับจังหวัด (Provincial Data Platform – PD Link) คืนข้อมูลสู่ท้องถิ่น ซึ่งออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการใช้ประโยชน์ข้อมูลเพื่อการพัฒนาพื้นที่ในระดับจังหวัด ครอบคลุมการสร้าง Portal หรือระบบศูนย์รวมรายการบริการด้านข้อมูลและแดชบอร์ดสำหรับแต่ละจังหวัด โดยรวบรวมข้อมูลสำคัญในหลายมิติ เช่น การศึกษา กลุ่มเปราะบาง สิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยว เพื่อให้ผู้บริหารระดับจังหวัดและองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) มีแดชบอร์ดนำเสนอข้อมูลที่แม่นยำ เพื่อใช้ตอบโจทย์ KPI และจัดทำรายงาน โดยไม่ต้องคีย์ข้อมูลซ้ำซ้อน ซึ่งชุดข้อมูลสำคัญ อาจประกอบด้วย Common Dataset (ข้อมูลพื้นฐานที่ทุกจังหวัดต้องมี) และ Local Dataset (ข้อมูลเฉพาะเจาะจงจากพื้นที่) ซึ่งทำให้เห็นภาพรวมและจุดเด่นของแต่ละจังหวัดอย่างชัดเจน ระบบ D2 พร้อมยกระดับการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของเจ้าของข้อมูลด้วยการแฝงข้อมูล (Pseudonymization) ผ่านการจัดทำ Data Masking และ Data Hashing เพื่อแปลงข้อมูลส่วนบุคคล (เช่น เลขบัตรประชาชน 13 หลัก) ให้เป็นรหัสที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ แต่ยังสามารถใช้ติดตามพฤติกรรมและวิเคราะห์แนวโน้มเพื่อหา insight จากข้อมูลดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีการใช้เทคโนโลยี Data Lakehouse ที่ใช้รองรับการจัดเก็บข้อมูลทุกรูปแบบ ทั้งข้อมูลตาราง ไฟล์เสียง และวิดีโอ เพื่อสนับสนุนหน่วยงานที่ยังไม่มีความพร้อมด้านระบบ Big Data ของตนเอง “BDI ยังได้ผนึกกำลังสร้างเครือข่าย งานด้าน Data Governance ซึ่งได้ทำงานร่วมกับ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA ในการกำหนดแนวทางการจัดระดับชั้นความลับข้อมูล (Data Classification) และการแบ่งปันข้อมูล (Data Sharing) เพื่อให้หน่วยงานราชการทั่วประเทศมีมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้ข้อมูลขนาดใหญ่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศได้อย่างแท้จริง” ศ. ดร.ธีรณี กล่าวทิ้งท้าย การจัดประชุมดังกล่าว เป็นความร่วมมือระหว่าง BDI และ สสช. เพื่อแลกเปลี่ยนและร่วมให้ความเห็นเพื่อการออกแบบแนวทางการจัดทำข้อมูล สำหรับจัดเตรียมชุดข้อมูลเพื่อการใช้งานระดับจังหวัด ครอบคลุมการพิจารณากำหนดขอบเขตชุดข้อมูล กำหนดรูปแบบ มาตรฐาน และแนวทางการจัดทำข้อมูลกลางอย่างเหมาะสม พร้อมสนับสนุนให้เกิดชุดข้อมูลร่วมที่สามารถนำไปใช้บริหารงานของแต่ละจังหวัดแบบบูรณาการ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์จากข้อมูลภาครัฐในระดับพื้นที่ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
2 April 2026
ยกระดับทันตสาธารณสุขด้วยข้อมูล  BDI ถ่ายทอดการวิเคราะห์และนำเสนอข้อมูลแก่ทันตแพทย์ กรมอนามัย
25 มีนาคม 2569, กรุงเทพฯ – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI โดย ดร.อาทิตย์ สกุลเมือง ผู้จัดการโครงการและนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล ฝ่ายบริการวิเคราะห์ข้อมูล ร่วมเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ “การวิเคราะห์ข้อมูลและนำเสนอข้อมูลด้วยภาพ (Data Visualization)” ให้แก่ทันตแพทย์จำนวน 15 คน ที่เข้าร่วมโครงการจัดอบรมระยะสั้น 4 เดือน ด้านทันตสาธารณสุข สำหรับทันตแพทย์ ประจำปี 2569 ณ ห้องประชุมสมบูรณ์ วัชโรทัย อาคาร 1 ชั้น 2 กรมอนามัย การบรรยายครั้งนี้ มุ่งเน้นการเสริมสร้างทักษะด้านการใช้ข้อมูลเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านทันตสาธารณสุข โดยเริ่มตั้งแต่การทำความเข้าใจหลักการวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น การเลือกใช้รูปแบบการนำเสนอข้อมูลให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย และการใช้เครื่องมือพื้นฐานในการสร้างแดชบอร์ดเพื่อสื่อสารข้อมูลให้เข้าใจง่ายและนำไปใช้ได้จริง ควบคู่กับการเสริมความรู้ด้านการเตรียมความพร้อมของข้อมูล (Data Preparation) การตรวจสอบคุณภาพข้อมูล (Data Quality) และการจัดโครงสร้างข้อมูลให้เหมาะสมต่อการวิเคราะห์ อีกทั้งยังเน้นการออกแบบการสื่อสารข้อมูลในรูปแบบ Data Storytelling เพื่อให้สามารถถ่ายทอดข้อมูลเชิงซับซ้อนให้เข้าใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังได้ยกตัวอย่างการพัฒนาแดชบอร์ดเพื่อใช้ติดตามสถิติการอุดฟันรายเดือนของหน่วยบริการสาธารณสุข มาประยุกต์ใช้ข้อมูลในบริบทงานทันตสาธารณสุข เพื่อให้ผู้เข้าร่วมเห็นภาพการนำข้อมูลไปใช้ในสถานการณ์จริง การถ่ายทอดองค์ความรู้ในครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของ BDI ในการสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐให้สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับการวางแผนและการให้บริการด้านสาธารณสุขให้ตอบโจทย์ประชาชนได้อย่างตรงจุด
25 March 2026
ปิดช่องโหว่การรักษาสะดุด BDI ขับเคลื่อน "Health Link" เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพทั่วไทย ยกระดับการรักษาไร้รอยต่อด้วยพลังข้อมูลขนาดใหญ่
24 มีนาคม 2569, กรุงเทพฯ– สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI โดย นพ.ธนกฤต จินตวร First Executive Vice President ร่วมเวทีเสวนาหัวข้อ One Health Data, One Health City เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพสู่มหานครสุขภาวะ ภายในงานสัมมนาวิชาการประจำปี สำนักการแพทย์ ครั้งที่ 22 ด้วยแนวคิด “Healthy City For All – เมืองสุขภาวะที่ดีเพื่อทุกคน” จัดโดยสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร ณ โรงแรมปรินซ์ พาเลซ มหานาค นพ.ธนกฤต เปิดเผยถึงความสำคัญของการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ในด้านสาธารณสุข โดยระบุว่าภารกิจหลักของ BDI คือการบูรณาการข้อมูลที่มีความซับซ้อนให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งในมิติทางการแพทย์นั้น ข้อมูลถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อให้สามารถวิเคราะห์และแนะนำแนวทางการรักษาได้อย่างแม่นยำ ปัญหาสำคัญของการแพทย์ในปัจจุบัน คือ ขาดการเชื่อมโยงข้อมูล โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีโรงพยาบาลมากกว่า 200 แห่งจากหลายสังกัด และใช้ระบบสารสนเทศโรงพยาบาล (HIS) แตกต่างกัน ความกระจัดกระจายของข้อมูลนี้ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงในการรักษา เช่น การสั่งยาที่ผู้ป่วยแพ้ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายมหาศาลต่อทั้งชีวิตผู้ป่วยและมูลค่าทางเศรษฐกิจ BDI เดินหน้าพัฒนาโครงการ “Health Link” เพื่อเป็นแพลตฟอร์มกลางในการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพระหว่างระหว่างสถานพยาบาลทั่วประเทศ โดยปัจจุบันมีการเชื่อมโยงหน่วยงานบริการสุขภาพครอบคลุมทั้งสังกัดกระทรวงสาธารณสุข, กรุงเทพมหานคร, โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งระบบ Health Link ถูกออกแบบภายใต้รูปแบบการกระจายศูนย์ (Decentralized Model) ภายใต้มาตรฐานสากล HL7 FHIR เพื่อให้แต่ละโรงพยาบาลสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลสำคัญ เช่น ประวัติการแพ้ยา, ผลแล็บ, ประวัติการได้รับวัคซีน และการวินิจฉัยโรคได้อย่างไร้รอยต่อ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยไม่ต้องขอประวัติการรักษาด้วยตนเอง ลดภารกิจการตรวจซ้ำซ้อน และช่วยให้การส่งต่อผู้ป่วย (Refer) ทำได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้นผ่านระบบที่เชื่อมโยงกัน “เป้าหมายในอนาคตของ BDI คือ การใช้ข้อมูลเหล่านี้มาบริหารจัดการเมืองแบบบูรณาการ และพัฒนา AI ทางการแพทย์ที่จำเพาะสำหรับประชาชนไทย โดยเฉพาะชาวกรุงเทพฯ ที่มีลักษณะทางประชากรศาสตร์เฉพาะตัว และขณะนี้กำลังผลักดันระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัล พ.ศ. …. เพื่อให้การแบ่งปันข้อมูลระหว่างหน่วยงานทำได้กว้างขวางและถูกต้องตามกฎหมายมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนผ่านระบบสาธารณสุขไทยสู่ยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน” นพ.ธนกฤต กล่าวทิ้งท้าย ทั้งนี้ ประชาชนสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ Health Link ฟรี และให้ความยินยอมในการเชื่อมโยงข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันต่าง ๆ เช่น เป๋าตัง, ทางรัฐ, หมอ กทม. หรือแอปพลิเคชันของโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อความสะดวกและความปลอดภัยในการรักษาพยาบาลทุกที่ทั่วประเทศ ศึกษารายละเอียดโครงการเพิ่มเติมได้ที่: https://healthlink.go.th/
24 March 2026
Health Link แชร์มุมมองอนาคตสาธารณสุขไทย ก้าวสู่ยุคข้อมูลเชื่อมโยงเต็มรูปแบบ พร้อมยกระดับการรักษาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล
23 มีนาคม 2569, กรุงเทพฯ – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI โดย นางสาวน้ำฝน ประโพธิ์ศรี ผู้อำนวยการโครงการ Health Link เข้าร่วมเวทีเสวนาพิเศษในหัวข้อ “เปลี่ยนแนวคิดให้เกิดผลลัพธ์: โอกาสใหม่ของเทคโนโลยีและข้อมูลดิจิทัล” ภายในงานเปิดโครงการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล 5G เพื่อยกระดับบริการการแพทย์ฉุกเฉิน ปี 2569 จัดโดย สํานักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ณ อาคารศูนย์การค้าสยามพารากอน นางสาวน้ำฝน แชร์มุมมองแนวโน้มของเทคโนโลยีและข้อมูลที่จะเปลี่ยนโฉมระบบสาธารณสุขในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ระบบสาธารณสุขจะไม่ใช่แค่การรักษาในโรงพยาบาลอีกต่อไป แต่กำลังก้าวจากการยึดโรงพยาบาลเป็นศูนย์กลาง (Hospital Centric) สู่ยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง (Patient Centric) ดังนั้น “การเชื่อมโยงข้อมูล” เป็นหนึ่งหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนการให้บริการแบบไร้รอยต่อ ที่จะช่วยให้แพทย์ตัดสินใจการรักษาได้แม่นยำและเหมาะสมกับผู้ป่วยรายบุคคลเพิ่มมากขึ้น  นอกจากนี้ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และข้อมูลพันธุกรรม (Genomics) จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนา การแพทย์เฉพาะบุคคลและแม่นยำ (Personalized & Precision Medicine) เพราะเมื่อข้อมูลมีการเชื่อมโยงมากขึ้น AI จะยิ่งฉลาดและแม่นยำขึ้น รวมถึงสามารถนำข้อมูลพันธุกรรมมาใช้วางแผนการรักษาที่เฉพาะเจาะจงสำหรับแต่ละบุคคลได้ และด้วยเทคโนโลยี 5G จะช่วยให้เกิด Anywhere Care อย่างเต็มรูปแบบ ผู้ป่วยสามารถรับคำปรึกษาหรือการรักษาได้จากทุกที่ ผ่านการส่งข้อมูลแบบ Real-time ซึ่งให้ประสบการณ์ใกล้เคียงกับการอยู่ในโรงพยาบาล สำหรับ BDI ได้พัฒนาโครงการ Health Link อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศในการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ โดยใช้มาตรฐานสากล HL7 FHIR ในการเชื่อมข้อมูลจากระบบสารสนเทศโรงพยาบาล (HIS) ที่หลากหลายกว่า 100 รูปแบบ ให้สามารถใช้งานร่วมกันได้ พร้อมทั้งคำนึงถึงความปลอดภัยของข้อมูลตามกฎหมาย PDPA และการกำหนดสิทธิ์บุคลากรทางการแพทย์ ในการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยตามขอบเขตวิชาชีพของตัวเองเท่านั้น ปัจจุบันระบบ Health Link แพลตฟอร์มเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพระหว่างสถานพยาบาลทั่วประเทศ สามารถเชื่อมโยงข้อมูลหน่วยบริการด้านสุขภาพได้แล้วกว่า 8,000 แห่ง ครอบคลุมตั้งแต่ร้านยา คลินิก ไปจนถึงโรงพยาบาลทั่วประเทศ ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลสุขภาพของตัวเองผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง (กระเป๋าสุขภาพ) และแอปพลิเคชันทางรัฐ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการรักษาฉุกเฉิน อย่างระบบ 5G Ambulance ทำให้แพทย์เข้าถึงข้อมูลสำคัญ ช่วยให้การรักษาแม่นยำและรวดเร็วทันท่วงที “ความท้าทายสำคัญ ยังคงเป็นการลดการทำงานแบบแยกส่วนของหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้สามารถนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มศักยภาพ ทั้งในด้านการรักษาพยาบาลและการพัฒนานวัตกรรมในอนาคต โดยโครงการ Health Link ยังคงเดินหน้าผลักดันการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อยกระดับระบบสาธารณสุขไทยให้มีความทันสมัย มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์ประชาชนในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง” นางสาวน้ำฝน กล่าวทิ้งท้าย
23 March 2026
BDI นำเสนอแดชบอร์ดวิเคราะห์ข้อมูลกลุ่มเปราะบาง หนุนการเข้าถึงสิทธิอย่างเท่าเทียม ในงาน Kick Off ประเมินความพิการจากปัจจัยทางสังคม
23 มีนาคม 2569, กรุงเทพฯ – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI เข้าร่วมออกบูทนิทรรศการในงาน KICK OFF การประเมินความพิการจากปัจจัยทางสังคมหรือพฤติการณ์แวดล้อม ซึ่งจัดขึ้นโดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ โดยมีนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานในพิธี เพื่อประชาสัมพันธ์ความพร้อมในการประเมินความพิการและส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการของประชาชนกลุ่มเปราะบาง โดยมีผู้บริหาร บุคลากรภาครัฐ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมกว่า 400 คน ณ ห้องประชุมปกรณ์ อังศุสิงห์ ชั้น 2 อาคารกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และผ่านระบบออนไลน์ ในการนี้ BDI นำโดย ดร.พีรดล สามะศิริ ผู้จัดการโครงการและนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลอาวุโส ฝ่ายบริการวิเคราะห์ข้อมูล พร้อมด้วยผู้แทนโครงการพัฒนาแพลตฟอร์มการเชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (ดีทู) ร่วมถ่ายทอดบทบาทของการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ในการสนับสนุนการพัฒนานโยบายด้านสังคม ผ่านการนำเสนอแนวทางการวิเคราะห์ข้อมูลตอบรับแนวคิด ปักหมุด รู้จุดพิกัด สวัสดิการคนพิการ จากชุดข้อมูลสำคัญที่รวบรวมได้จากการบูรณาการการจัดทำฐานข้อมูลของประชาชนในกลุ่มคนเปราะบาง คนพิการ และผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ร่วมสนับสนุนข้อมูลสำคัญ เพื่อช่วยให้การดูแลช่วยเหลือกลุ่มคนเปราะบางเกิดขึ้นได้อย่างทั่วถึงและครอบคลุม พร้อมกันนี้ ทีมงานจึงได้นำเสนอการใช้งานแดชบอร์ด “เด็กที่ถูกบันทึกว่าพิการ แต่ยังไม่ถือบัตรประจำตัวคนพิการ” ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลผ่านการบูรณาการชุดข้อมูลจากทะเบียนผู้ถือบัตรคนพิการ ร่วมกับชุดข้อมูลนักเรียนในระบบการศึกษา แดชบอร์ดดังกล่าวช่วยให้สามารถระบุมุ่งเป้าพื้นที่ที่พบการบันทึกความพิการโดยคุณครูแต่เด็กเหล่านั้นยังไม่ได้ถือบัตรประจำตัวคนพิการ สอดรับแนวทางตามประกาศกระทรวง พม. เรื่อง ประเภทและหลักเกณฑ์ความพิการ พ.ศ.2568 ซึ่งให้ความสำคัญกับการประเมินความพิการจากปัจจัยทางสังคมหรือพฤติการณ์แวดล้อมเพิ่มขึ้นมานอกเหนือจากการให้ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมเป็นผู้ตรวจวินิจฉัยแต่เพียงอย่างเดียว อันจะช่วยให้คนพิการสามารถทำบัตรประจำตัวคนพิการและเข้าถึงสิทธิสวัสดิการจากภาครัฐได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น สร้างความเท่าเทียมและยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่คนพิการทุกคน การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนถึงบทบาทของ BDI ในการนำข้อมูลมาสร้างคุณค่าเชิงนโยบาย และความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนการใช้ข้อมูลเพื่อพัฒนาประเทศ มุ่งสู่การเป็น “Data-Driven Nation” อย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว
23 March 2026
BDI แชร์ประสบการณ์การพัฒนา Data และ AI สู่เวทีนักวิจัย ในหลักสูตร “Creating AI Researchers”
13 มีนาคม 2569, กรุงเทพฯ – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI โดย นายชยสิน แซ่เตีย วิศวกรข้อมูลอาวุโส ฝ่ายเทคโนโลยีข้อมูลและสารสนเทศ ร่วมเป็นวิทยากรในหลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการ “การสร้างนักวิจัย AI (Creating AI Researchers)” ภายใต้โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์สำหรับภาษาไทย (ThaiLLM) ซึ่งจัดโดยเนคเทค สวทช. และหน่วยงานพันธมิตร โดยถ่ายทอดองค์ความรู้ในหัวข้อ “Foundation of Data and AI: Data, AI and Everything Between” เพื่อแบ่งปันประสบการณ์การทำงานด้าน Data Engineering และ Data Science จากการใช้งานจริงให้แก่ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา กว่า 40 คน การอบรมครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ทดลองลงมือพัฒนา และเรียนรู้ผ่านการสาธิต Live Coding พร้อมนำเสนอผลงานและพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองด้าน Data และ AI ครอบคลุมตั้งแต่แนวคิดพื้นฐานของข้อมูลและบทบาทของข้อมูลต่อการพัฒนา AI, Machine Learning และ Data Analytics โดยเริ่มจากการทำความเข้าใจแหล่งที่มาของข้อมูล (Data Sources) และกระบวนการจัดการข้อมูล ไปจนถึงการเตรียมข้อมูลสำหรับการพัฒนาโมเดล เช่น กระบวนการ ETL การสร้าง Feature Engineering และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา (Descriptive Analysis) ผ่านกิจกรรมเวิร์กช็อปย่อยให้ผู้เข้าร่วมได้ทดลองปฏิบัติจริง นอกจากนี้ ยังมีการสาธิตการพัฒนาโมเดล Machine Learning ผ่านการ Live Coding อาทิ Linear Regression, K-means, Decision Tree และ Random Forest รวมถึงการอธิบายพัฒนาการของโมเดล AI ตั้งแต่ RNN และ LSTM ไปจนถึงสถาปัตยกรรม Transformer และโมเดล GPT เพื่อให้ผู้เข้าร่วมเห็นภาพรวมของเทคโนโลยี AI ในปัจจุบัน พร้อมทั้งแนะนำเครื่องมือที่ใช้จริงในการพัฒนางานด้าน Data และ AI เช่น Python, Jupyter Notebook, Pandas, Scikit-learn, Streamlit และ Docker ตลอดจนเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมได้ทดลองพัฒนาโปรเจกต์และนำเสนอผลงาน พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเทคนิคและการประยุกต์ใช้ Data และ AI ในการทำงานจริง หลักสูตร “Creating AI Researchers” เป็นกิจกรรมภายใต้โครงการ ThaiLLM ที่มุ่งพัฒนากำลังคนด้าน AI ของประเทศ โดยเปิดโอกาสให้บุคลากรจากหน่วยงานต่าง ๆ ได้เรียนรู้ตั้งแต่พื้นฐาน Data และ AI ไปจนถึงหัวข้อขั้นสูงที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโมเดลภาษา (LLM) และโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี AI ของประเทศไทยในระยะยาว หลักสูตรนี้ถือเป็นหลักสูตรลำดับที่ 4 และเป็นระดับสูงสุดในชุดการพัฒนาบุคลากร AI ภายใต้โครงการ ThaiLLM ต่อเนื่องจากหลักสูตร AI Beginner, AI Engineer และ Continued Pretraining & Fine-tuning โดยตลอดระยะเวลา 5 วัน ผู้เข้าอบรมได้เรียนรู้หัวข้อสำคัญ เช่น LLM Architectures, Data Engineering for LLMs, Pretraining & Infrastructure, Advanced Finetuning Strategy เช่น RLHF และ DPO รวมถึง Optimization & Evaluation เพื่อการปรับแต่งและประเมินประสิทธิภาพโมเดล การจัดกิจกรรมดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานพันธมิตรหลายภาคส่วน ได้แก่ กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DEF), สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน), สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC), สมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT), สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT), มหาวิทยาลัยมหิดล และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยการอบรมครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการพัฒนานักวิจัยและนักพัฒนา Data และ AI ของไทย เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยี AI ภายในประเทศ และวางรากฐานสู่อธิปไตยด้าน AI ของประเทศไทย ขอบคุณภาพจาก: https://www.facebook.com/aithailandcommu #BDI#BigData#AI#BigDataThailand#ThaiLLM#NECTEC#NSTDA#AIThailand#ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม#DE
13 March 2026
BDI เปิดมุมมองเทคโนโลยี AI กับบทบาทในการยกระดับการทำงานขององค์กรยุคใหม่
13 มีนาคม 2569, กรุงเทพฯ – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI โดย ศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ ร่วมบรรยายพิเศษในหัวข้อ Artificial Intelligence: Transformative Technology ภายใต้โครงการ Leadership Program on Trade and Development Strategy รุ่นที่ 2 จัดโดยสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD) ณ โรงแรมชาเทรียม แกรนด์ กรุงเทพฯ เพื่อถ่ายทอดแนวโน้มสำคัญของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และผลกระทบต่อการทำงานขององค์กรและภาครัฐในยุคดิจิทัล ศ. ดร.ธีรณี อธิบายว่า ปัจจุบันเทคโนโลยี AI มีพัฒนาการอย่างรวดเร็ว โดยสามารถแบ่งบทบาทสำคัญของ AI ออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ Analytic AI ที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ Generative AI ที่สามารถสร้างเนื้อหาใหม่ เช่น ข้อความ ภาพ หรือโค้ด และ Agentic AI ซึ่งเป็นระบบ AI ที่สามารถทำงานร่วมกันเป็น workflow เพื่อดำเนินภารกิจที่ซับซ้อนโดยอัตโนมัติและตัดสินใจได้ภายใต้เป้าหมายที่กำหนดไว้ ในการบรรยายครั้งนี้ ศ. ดร.ธีรณี ยังได้ยกตัวอย่างการนำเทคโนโลยี AI มาปรับใช้ภายในองค์กรของ BDI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในด้านต่าง ๆ เช่น การใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลบุคลากร เพื่อคาดการณ์ความเสี่ยงการลาออกของพนักงาน การใช้ระบบ AI ช่วยสนับสนุนกระบวนการสรรหาและคัดเลือกบุคลากร ตลอดจนการนำ AI มาช่วยจัดการงานด้านการเงินและพัสดุ เช่น การตรวจสอบใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ การเตรียมข้อมูลเข้าสู่ระบบ ERP หรือการให้คำแนะนำเกี่ยวกับระเบียบจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งช่วยลดภาระงานด้านเอกสารและเพิ่มความถูกต้องในการดำเนินงานขององค์กร นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงแนวโน้มใหม่ของการพัฒนาซอฟต์แวร์อย่าง Vibe Coding ซึ่งเป็นแนวทางการใช้ AI ช่วยเขียนและทดสอบโค้ดจากคำสั่งหรือ prompt ของผู้ใช้งาน ทำให้การพัฒนาต้นแบบระบบหรือ Proof of Concept (POC) สามารถทำได้รวดเร็วขึ้นอย่างมาก รวมถึงแนวคิด Auto Research ที่ AI สามารถช่วยทำงานในขั้นตอนของการทดลองและปรับปรุงโมเดลด้าน Data Science ได้แบบอัตโนมัติ ช่วยให้กระบวนการพัฒนาโมเดลมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกประเด็นสำคัญคือการกำกับดูแล AI หรือ AI Governance ซึ่งต้องให้ความสำคัญกับความโปร่งใส ความเป็นธรรม ความปลอดภัยของข้อมูล  เพื่อให้การพัฒนาและใช้งาน AI เป็นไปอย่างรับผิดชอบและสร้างประโยชน์ต่อสังคมในระยะยาว ศ. ดร.ธีรณี ยังชี้ให้เห็นว่า การขับเคลื่อนองค์กรด้วย AI จำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดรับนวัตกรรม ทั้งการพัฒนาทักษะบุคลากร การทำงานแบบข้ามสายงาน และการใช้ข้อมูลเป็นฐานในการตัดสินใจ เพื่อให้องค์กรสามารถปรับตัวและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI ได้อย่างเต็มศักยภาพ โครงการ Leadership Program on Trade and Development Strategy รุ่นที่ 2 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 มกราคม – 3 เมษายน 2569 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้บริหารระดับสูงด้านการค้าและการพัฒนาประเทศ ผ่านการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการและการแลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา
13 March 2026
PDPA Icon

We use cookies to optimize your browsing experience and improve our website’s performance. Learn more at our Privacy Policy and adjust your cookie settings at Settings

Privacy Preferences

You can choose your cookie settings by turning on/off each type of cookie as needed, except for necessary cookies.

Accept all
Manage Consent Preferences
  • Strictly Necessary Cookies
    Always Active

    This type of cookie is essential for providing services on the website of the Personal Data Protection Committee Office, allowing you to access various parts of the site. It also helps remember information you have previously provided through the website. Disabling this type of cookie will result in your inability to use key services of the Personal Data Protection Committee Office that require cookies to function.
    Cookies Details

  • Performance Cookies

    This type of cookie helps the Big Data Institute (Public Organization) understand user interactions with its website services, including which pages or areas of the site are most popular, as well as analyze other related data. The Big Data Institute (Public Organization) also uses this information to improve website performance and gain a better understanding of user behavior. Although the data collected by these cookies is non-identifiable and used solely for statistical analysis, disabling them will prevent the Big Data Institute (Public Organization) from knowing the number of website visitors and from evaluating the quality of its services.

  • Functional Cookies

    This type of cookie enables the Big Data Institute (Public Organization)’s website to remember the choices you have made and deliver enhanced features and content tailored to your usage. For example, it can remember your username or changes you have made to font sizes or other customizable settings on the page. Disabling these cookies may result in the website not functioning properly.

  • Targeting Cookies

    "This type of cookie helps the Big Data Institute (Public Organization) understand user interactions with its website services, including which pages or areas of the site are most popular, as well as analyze other related data. The Big Data Institute (Public Organization) also uses this information to improve website performance and gain a better understanding of user behavior. Although the data collected by these cookies is non-identifiable and used solely for statistical analysis, disabling them will prevent the Big Data Institute (Public Organization) from knowing the number of website visitors and from evaluating the quality of its services.

Save settings