Page 2

Big Data

ข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง

Related news and articles

PostType Filter En

บทความ

BDI ชูวิสัยทัศน์สร้างระบบนิเวศ AI ของไทย เดินหน้าพัฒนา Sovereign AI ผลักดัน ThaiLLM ยกระดับขีดความสามารถประเทศด้วยข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์
16 กรกฎาคม 2569, กรุงเทพฯ – ศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) ร่วมเสวนาในหัวข้อ “AI Ecosystem Strategies: Building and Scaling National AI Ecosystems – Lessons from Global Leaders and Implications for Thailand” ภายในงาน CU x NVAITC Joint Symposium: AI for Industry and Government ณ อาคารสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยนำเสนอวิสัยทัศน์และแนวทางการขับเคลื่อนระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์ (AI Ecosystem) ของประเทศไทย ผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อผลักดันการประยุกต์ใช้ AI ให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ศ. ดร.ธีรณี กล่าวว่า ประเทศไทยควรมุ่งสร้าง Sovereign AI หรืออธิปไตยด้านปัญญาประดิษฐ์บนพื้นฐานของข้อมูลและโมเดล AI ของประเทศ เนื่องจากประเทศไทยไม่สามารถแข่งขันด้านการผลิตโครงสร้างพื้นฐานฮาร์ดแวร์ เช่น GPU ได้ในระดับโลก จึงควรสร้างความได้เปรียบผ่านการพัฒนาโมเดล AI ที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศ เพื่อเสริมสร้างอธิปไตยด้านเทคโนโลยี ลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มจากต่างประเทศ และยกระดับการใช้ประโยชน์จากข้อมูลให้เกิดคุณค่าสูงสุด หนึ่งในกลไกสำคัญคือ โครงการ Thai Large Language Model (ThaiLLM) ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่าง สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI, ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC), สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC), สมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT), สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT) และภาคีเครือข่าย โดยได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DEF) เพื่อพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ของประเทศไทยในรูปแบบ Open-weight/Open-license เปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สตาร์ตอัป นักพัฒนา และผู้ประกอบการไทย สามารถนำไปต่อยอดนวัตกรรม AI ได้ในต้นทุนที่เหมาะสม ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว นอกจากนี้ BDI ยังมีบทบาทสำคัญในการร่วมจัดทำ ยุทธศาสตร์ AI ระดับชาติ ที่มุ่งพัฒนากำลังคนด้าน AI วางโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและ AI สำหรับภาครัฐ รวมถึงผลักดันการพัฒนา AI ในรูปแบบ Demand-led AI ที่ตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและภาคเศรษฐกิจจริง เพื่อให้การลงทุนด้าน AI สามารถสร้างผลลัพธ์และผลกระทบเชิงบวกได้อย่างยั่งยืน ในด้านการสร้างระบบนิเวศ AI ศ. ดร.ธีรณี เน้นย้ำถึงความสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วน โดยมีการจัดตั้งคณะทำงานใน 6 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ การท่องเที่ยว การผลิต สาธารณสุข การเกษตร การเงิน และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เพื่อร่วมกำหนดทิศทางและผลักดันการประยุกต์ใช้ AI ให้ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ พร้อมสนับสนุนการจัดตั้ง ศูนย์ความเป็นเลิศ (Center of Excellence: CoE) เพื่อยกระดับมาตรฐานด้าน AI Governance, Data Governance ความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล และการพัฒนา AI ที่มีความน่าเชื่อถือ สำหรับการประยุกต์ใช้ AI ในองค์กร ศ. ดร.ธีรณี กล่าวว่า การนำ AI ไปใช้ให้เกิดผลสำเร็จควรเริ่มจากการทำความเข้าใจปัญหาและกระบวนการทำงานของแต่ละหน่วยงาน โดยเฉพาะภาครัฐที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ BDI จึงสนับสนุนแนวทางการจัดตั้ง Innovation Team เพื่อศึกษา Workflow วิเคราะห์โอกาสในการประยุกต์ใช้ AI และร่วมออกแบบการปรับปรุงกระบวนการทำงานเดิม ช่วยลดภาระงาน เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และยกระดับการให้บริการประชาชน ศ. ดร.ธีรณี ยังกล่าวว่า อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI คือ “Empathy” หรือความเห็นอกเห็นใจของผู้นำองค์กร ที่ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้บุคลากรว่า AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่แรงงาน แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มศักยภาพการทำงาน ยกระดับคุณภาพชีวิต และสนับสนุนการทำงานร่วมกันระหว่างคนกับเทคโนโลยี ควบคู่กับการส่งเสริมการพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บุคลากรสามารถปรับตัวและใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างเต็มศักยภาพ การเข้าร่วมเสวนาของ BDI ในครั้งนี้ตอกย้ำบทบาทในฐานะหน่วยงานหลักด้าน Big Data และ AI ของประเทศ ที่มุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล สร้างระบบนิเวศ AI ที่เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรม และส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ พร้อมสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน
16 July 2026

บทความ

BDI เปิดบ้านถ่ายทอดภารกิจจริง ปั้นคนรุ่นใหม่ด้าน Data & AI ผ่านโครงการ Stats on Campus: Data Innovators Camp
15 กรกฎาคม 2569, กรุงเทพฯ – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI เปิดบ้านต้อนรับคณะนิสิตและนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ Stats on Campus: Data Innovators Camp ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) พร้อมเปิดมุมมองให้เยาวชนได้เรียนรู้การประยุกต์ใช้ข้อมูลจากภารกิจจริงของประเทศ สร้างแรงบันดาลใจและต่อยอดสู่การเป็นกำลังคนด้าน Data & AI ที่พร้อมขับเคลื่อนประเทศในอนาคต ณ อาคารสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) ภายในกิจกรรมได้รับเกียรติจาก ศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ พร้อมด้วย ดร.สุนทรีย์ ส่งเสริม รองผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ ร่วมกล่าวต้อนรับและถ่ายทอดวิสัยทัศน์ ตลอดจนบทบาทของ BDI ในฐานะหน่วยงานหลักด้าน Big Data และ AI ที่ขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากข้อมูลเพื่อการพัฒนาประเทศ ตั้งแต่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล การเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน รวมถึงการประยุกต์ใช้ AI เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย ยกระดับการให้บริการภาครัฐ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ พร้อมถ่ายทอดแนวคิดด้าน Data Governance ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการบริหารจัดการและใช้ประโยชน์จากข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพและมีธรรมาภิบาล นอกจากนี้ ผู้จัดการโครงการและนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลของ BDI ยังร่วมแบ่งปันประสบการณ์ผ่านโครงการสำคัญ ได้แก่ Envi Link ที่เชื่อมโยงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์และการตัดสินใจ และ Travel Link ที่ใช้ Big Data วิเคราะห์ข้อมูลการท่องเที่ยวเพื่อสร้างข้อมูลเชิงลึกสำหรับภาครัฐและภาคธุรกิจ ผู้เข้าร่วมยังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซักถาม และเยี่ยมชมการดำเนินงานของสถาบัน เพื่อเรียนรู้การประยุกต์ใช้ Big Data และ AI ในการแก้ไขปัญหาและขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศได้จริง การศึกษาดูงานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Stats on Campus ที่สำนักงานสถิติแห่งชาติจัดขึ้น เพื่อพัฒนาศักยภาพนิสิตและนักศึกษาให้สามารถนำข้อมูล สถิติ และเทคโนโลยีด้านข้อมูลไปใช้วิเคราะห์ปัญหา และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายหรือเชิงธุรกิจได้อย่างเป็นระบบ ผ่านกิจกรรม Study Visit ที่เปิดโอกาสให้เรียนรู้จากการดำเนินงานจริงของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน โครงการ Stats on Campus เป็นหลักสูตรเข้มข้นระยะเวลา 14 วัน แบ่งการอบรมออกเป็น 2 รุ่น ภายใต้แนวคิด Experiential Learning ผสานการเรียนรู้จากกรณีศึกษาจริง การศึกษาดูงาน การพัฒนาโครงงาน และการทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเสริมสร้างทักษะด้านการวิเคราะห์ข้อมูล การประยุกต์ใช้ AI การสร้างนวัตกรรม และการสื่อสารข้อมูล พร้อมต่อยอดสู่การเป็นบุคลากรคุณภาพด้าน Data & AI ที่สามารถสร้างคุณค่าและผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม การเปิดบ้านต้อนรับเยาวชนในครั้งนี้ สะท้อนความมุ่งมั่นของ BDI ในการพัฒนากำลังคนด้านข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ ควบคู่กับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากข้อมูลอย่างมีธรรมาภิบาล พร้อมสร้างคนรุ่นใหม่ที่สามารถเปลี่ยน “ข้อมูล” ให้เป็น “นวัตกรรม” เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน
15 July 2026

บทความ

BDI เดินหน้า The UP 2026 จัด Workshop เข้มข้น ปลดล็อกศักยภาพ SME เตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ Mentoring 1:1 ด้วย Data & AI อย่างเป็นระบบ
14 กรกฎาคม 2569, กรุงเทพฯ – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI เดินหน้ากิจกรรม The UP 2026: Unlock Potential with Data & AI – Scaling Up Business Program อย่างเข้มข้น ด้วยการจัด Workshop 2 วัน ระหว่างวันที่ 13–14 กรกฎาคม 2569 ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพลินจิต เพื่อเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการ SME ที่ผ่านการคัดเลือกทั้ง 55 บริษัท ก่อนเข้าสู่กระบวนการให้คำปรึกษาเชิงลึกแบบ 1:1 (Mentoring) ซึ่งจะดำเนินต่อเนื่องตลอดระยะเวลาประมาณ 3 เดือน โดยมุ่งพัฒนาผู้ประกอบการให้สามารถใช้ข้อมูล (Data) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการแก้โจทย์ธุรกิจและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันได้จริง ภายในกิจกรรม ผู้ประกอบการได้รับฟังการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Data & AI Governance for SMEs” โดย ดร.สุนทรีย์ ส่งเสริม รองผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ ได้ถ่ายทอดแนวคิดการสร้างความพร้อมด้านการกำกับดูแลข้อมูล (Data Governance) และการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างมีธรรมาภิบาล เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจในระยะยาว ดร.สุนทรีย์ กล่าวว่า การนำ AI มาใช้ให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างแท้จริง ไม่ได้เริ่มต้นจากการเลือกใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุด แต่ต้องเริ่มจากการมีข้อมูลที่มีคุณภาพ มีการบริหารจัดการข้อมูลที่เป็นระบบ และมีแนวทางกำกับดูแลข้อมูลที่เหมาะสม เพราะข้อมูลที่เชื่อถือได้จะช่วยให้การวิเคราะห์และการตัดสินใจมีความแม่นยำ ลดความเสี่ยง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำถึง 4 เสาหลักของ Data & AI Governance ได้แก่ Data Governance, Privacy & PDPA, Cybersecurity และ Responsible AI ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรสามารถประยุกต์ใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พร้อมแนะนำแนวคิด “Start Small, Govern Early” หรือการเริ่มต้นจากการวางรากฐานด้านข้อมูลและการกำกับดูแลที่เหมาะสม ก่อนต่อยอดสู่การใช้ AI ในระดับที่สร้างผลลัพธ์เชิงธุรกิจได้อย่างยั่งยืน ตลอดการจัด Workshop ทั้ง 2 วัน ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ตั้งแต่พื้นฐานของ Big Data, Analytics และ AI การประยุกต์ใช้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจทางธุรกิจ การจัดทำ Data & AI Readiness Canvas เพื่อประเมินความพร้อมขององค์กร ตลอดจนการเรียนรู้แบบแบ่งกลุ่ม (Learning Sessions) ตามบริบทธุรกิจ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ วิเคราะห์โจทย์ของแต่ละองค์กร และพัฒนาความรู้ให้สอดคล้องกับความต้องการของธุรกิจ พร้อมเตรียมความพร้อมสู่การให้คำปรึกษาแบบเฉพาะองค์กร (Tailor-made Mentoring) ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในระยะต่อไป โครงการ The UP 2026 มุ่งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์จาก Data และ AI เพื่อยกระดับศักยภาพธุรกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดย BDI จะเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ผ่านกระบวนการให้คำปรึกษาเชิงลึกแบบ 1:1 (Mentoring) สู่การพัฒนา Data Roadmap และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อผลักดันให้ผู้ประกอบการสามารถนำ Data และ AI ไปประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหา ยกระดับประสิทธิภาพ และขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม
14 July 2026

บทความ

BDI ร่วมขับเคลื่อน พม. ยกระดับการบูรณาการข้อมูลสังคม หนุนสวัสดิการแบบมุ่งเป้า ด้วย Big Data และ AI
13 กรกฎาคม 2569, กรุงเทพฯ – นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) เป็นประธานเปิด “โครงการยกระดับการบูรณาการข้อมูลเพื่อการพัฒนาสังคม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์” เพื่อพัฒนาคลังข้อมูลด้านสังคมให้เป็นศูนย์กลางในการรวบรวม เชื่อมโยง และแลกเปลี่ยนข้อมูลสวัสดิการสังคมจากหน่วยงานภาครัฐ พร้อมยกระดับการจัดทำฐานข้อมูลประชาชนกลุ่มเปราะบางให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมี นางวนิดา สมานมิตร ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมด้วย ดร.สุนทรีย์ ส่งเสริม รองผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ BDI และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ โรงแรมปรินซ์ พาเลซ กรุงเทพมหานคร และผ่านระบบออนไลน์ ดร.สุนทรีย์ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นการสานต่อความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วย การเชื่อมโยงและปรับปรุงฐานข้อมูลประชาชนในกลุ่มเปราะบางและกลุ่มคนพิการ และ การจัดทำฐานข้อมูลผู้สูงอายุตามสิทธิ/สวัสดิการที่จะได้รับรายบุคคล เพื่อบูรณาการข้อมูลจากทุกภาคส่วนที่ขับเคลื่อนงานด้านผู้สูงอายุ โดยมีหน่วยงานร่วมลงนามจาก 15 กระทรวง ประกอบด้วย 45 หน่วยงานระดับกรม และ 2 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ร่วมสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล ให้คำปรึกษาด้านการบูรณาการข้อมูลสวัสดิการสังคม และผลักดันการจัดสวัสดิการแบบมุ่งเป้า (Targeted Social Welfare) ให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิและความช่วยเหลือได้อย่างทั่วถึง ตลอดระยะเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมา พม. และ BDI ได้ร่วมกันวางรากฐานการบูรณาการข้อมูลด้านสังคมอย่างเป็นระบบ ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน มาตรฐานข้อมูล และกลไกการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ปัจจุบันสามารถบูรณาการชุดข้อมูลสำคัญได้แล้วกว่า 90% ครอบคลุมข้อมูลด้านรายได้ การมีงานทำ การศึกษา สุขภาพ และสวัสดิการสังคม ช่วยให้หน่วยงานสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ ค้นหาประชาชนที่ยังเข้าไม่ถึงสิทธิ และวางแผนการช่วยเหลือได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ข้อมูลที่เกิดขึ้นจริง ได้แก่ การเชื่อมโยงข้อมูลเด็กพิการระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวง พม. เพื่อค้นหาเด็กที่ถือบัตรประจำตัวคนพิการแต่ยังไม่อยู่ในระบบการศึกษา รวมถึงเด็กที่อยู่ในสถานศึกษาแต่ยังไม่ได้รับสิทธิหรือการสนับสนุนที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้หน่วยงานในพื้นที่สามารถเข้าถึงและให้ความช่วยเหลือได้อย่างตรงจุด อีกหนึ่งตัวอย่าง คือ การวิเคราะห์ข้อมูลผู้สูงอายุ โดยใช้ข้อมูลเพื่อค้นหาผู้ที่มีคุณลักษณะใกล้เคียงกันแต่ได้รับสิทธิประโยชน์แตกต่างกัน ทำให้ภาครัฐสามารถดำเนินงานเชิงรุก เข้าถึงผู้สูงอายุที่ยังไม่ทราบสิทธิของตนเอง และขยายการดูแลจากการรับเบี้ยยังชีพไปสู่บริการด้านสวัสดิการอื่น ๆ ที่สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละบุคคล ดร.สุนทรีย์ เน้นย้ำว่า คุณภาพของข้อมูล (Data Quality) และธรรมาภิบาลข้อมูล (Data Governance) เป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาสวัสดิการแบบมุ่งเป้า เนื่องจากการเชื่อมโยงข้อมูลจะช่วยให้สามารถตรวจพบข้อมูลที่ผิดพลาดหรือข้อมูลที่ตกหล่น (Outliers) เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงคุณภาพข้อมูลร่วมกันระหว่างหน่วยงานเจ้าของข้อมูล และเพิ่มความถูกต้องในการตัดสินใจเชิงนโยบาย โครงการยกระดับการบูรณาการข้อมูลเพื่อการพัฒนาสังคม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จะช่วยยกระดับการบูรณาการฐานข้อมูลตามมติ ครม. ที่ตั้งต้นไว้เดิม ให้กลายเป็น Sectoral Data Hub ด้านการพัฒนาสังคมและการดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง โดย BDI จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และทำให้การเชื่อมโยงข้อมูลกลุ่มสวัสดิการสังคม เข้าสู่แพลตฟอร์มดีทู (Data Integration and Intelligence Platform: D2) สำหรับขยายผลการวิเคราะห์และใช้ประโยชน์ข้อมูลข้ามสาขา เพื่อช่วยลดข้อจำกัดในการเชื่อมโยงข้อมูลข้ามหน่วยงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์จากข้อมูลในระดับประเทศ ให้หน่วยงานภาครัฐสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนกลุ่มเปราะบางได้ทั่วถึงอย่างยั่งยืน
13 July 2026

บทความ

เบื้องหลังรถ F1 ปี 2026: เมื่อ AI กลายเป็นนักแข่งคนที่ 4 
ก่อนอื่น หากคุณไม่เคยดูการแข่งขัน Formula 1 (F1) มาก่อน คุณอาจคิดว่าผลแพ้ชนะขึ้นอยู่กับความเร็วของรถและฝีมือของนักขับเพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริง เบื้องหลังรถแข่งแต่ละคันมีทีมวิศวกร นักวิเคราะห์ข้อมูล และระบบ AI คอยทำงานตลอดการแข่งขัน  หลายคนอาจเคยสงสัยว่า ทำไมทีมแข่งถึงรู้ว่าควรเรียกรถเข้า Pit Stop หรือการนำรถเข้าช่องซ่อมบำรุงเพื่อเปลี่ยนยางและปรับกลยุทธ์ในจังหวะนั้นพอดี ทำไมบางครั้งรถที่ดูเร็วกว่าในสนามกลับแพ้ให้กับรถที่ดูช้ากว่า หรือวิศวกรที่นั่งอยู่บน Pit Wall ซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการข้างสนาม กำลังมองอะไรอยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา  คำตอบของเรื่องเหล่านี้อยู่ที่ “ข้อมูล” (Data) และ “ปัญญาประดิษฐ์” (Artificial Intelligence: AI) ที่กำลังกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดของการแข่งขัน F1 ยุคใหม่  โดยเฉพาะในฤดูกาล 2026 ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงกฎทางเทคนิคครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายทศวรรษ ทั้งด้านเครื่องยนต์ ระบบพลังงาน และหลักอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics) หรือศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการไหลของอากาศรอบตัวรถ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้ทีมแข่งต้องพึ่งพาการวิเคราะห์ข้อมูลและ AI มากขึ้นกว่าเดิม เพื่อค้นหาความได้เปรียบเพียงเศษเสี้ยววินาทีที่อาจตัดสินผลแพ้ชนะได้  รถ F1 คือโรงงานผลิตข้อมูลที่วิ่งด้วยความเร็วกว่า 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง  รถแข่ง F1 ในยุคปัจจุบันเปรียบเสมือนศูนย์กลางการผลิตข้อมูลเคลื่อนที่ ด้วยการติดตั้งเซ็นเซอร์จำนวนมากทั่วทั้งคัน ตั้งแต่อุณหภูมิของยางแต่ละเส้น แรงกดบนปีกหน้าและปีกหลัง แรงเบรก การทำงานของเครื่องยนต์ ไปจนถึงข้อมูลทางสรีรวิทยาของนักขับ เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ  รถแข่งแต่ละคันมีเซ็นเซอร์ประมาณ 300–600 ตัว ซึ่งทำหน้าที่เก็บข้อมูลและส่งข้อมูลออกมาอย่างต่อเนื่องตลอดการแข่งขัน ปริมาณข้อมูลที่เกิดขึ้นมีมากกว่า 1.1 ล้านจุดข้อมูลต่อวินาทีจากรถเพียงคันเดียว ตลอดหนึ่งสุดสัปดาห์การแข่งขัน รถแข่งหนึ่งคันสามารถสร้างข้อมูลได้มากถึง 400 กิกะไบต์ ซึ่งมีขนาดมากกว่าภาพยนตร์ความละเอียดสูงหลายร้อยเรื่องรวมกัน  อย่างไรก็ตาม คุณค่าของข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้อยู่ที่การจัดเก็บเพื่อวิเคราะห์ภายหลังเท่านั้น แต่เกิดจากการประมวลผลแบบเรียลไทม์ในขณะที่รถกำลังแข่งขันอยู่บนสนาม วิศวกรสนามที่ประจำอยู่บริเวณ Pit Wall สามารถติดตามสถานะของรถได้ตลอดเวลา ขณะเดียวกันข้อมูลยังถูกส่งกลับไปยังสำนักงานใหญ่ของทีมแข่ง ซึ่งอาจอยู่คนละทวีปกับสนามแข่งขัน เพื่อให้ทีมวิศวกรและนักวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกันสนับสนุนการตัดสินใจระหว่างการแข่งขัน  AI กับบทบาทในการตัดสินใจระหว่างการแข่งขัน  การตัดสินใจเลือกจังหวะเข้า Pit Stop เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่สามารถเปลี่ยนผลการแข่งขันได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที แม้ภายนอกอาจดูเหมือนเป็นการตัดสินใจที่เรียบง่าย แต่ในทางปฏิบัติกลับต้องพิจารณาปัจจัยจำนวนมากพร้อมกัน  ทีมแข่งจำเป็นต้องประเมินว่ายางที่ใช้อยู่จะสามารถรองรับการแข่งขันได้อีกกี่รอบ หากนำรถเข้า Pit Stop ในขณะนั้นจะกลับออกมาอยู่ในตำแหน่งใดเมื่อเทียบกับคู่แข่ง รวมถึงต้องพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะเกิด Safety Car หรือรถควบคุมการแข่งขัน ซึ่งถูกส่งลงสนามเมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์ที่ส่งผลต่อความปลอดภัย และมักเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเข้า Pit Stop เนื่องจากรถทุกคันต้องลดความเร็วลง นอกจากนี้ ทีมแข่งยังต้องติดตามปริมาณพลังงานที่เหลืออยู่ สภาพการจราจรบนสนาม และปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจส่งผลต่อผลการแข่งขัน  ในทางปฏิบัติ ทีมแข่งไม่ได้รอให้สถานการณ์เกิดขึ้นแล้วจึงเริ่มวิเคราะห์ แต่มีการจำลองสถานการณ์ล่วงหน้าไว้หลายพันรูปแบบก่อนการแข่งขันจะเริ่มขึ้น เพื่อประเมินว่าหากเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ขึ้นควรตอบสนองอย่างไร เมื่อการแข่งขันจริงดำเนินไป AI จะเปรียบเทียบสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับสถานการณ์จำลองที่ใกล้เคียงที่สุด และเสนอแนวทางที่เหมาะสมสำหรับการตัดสินใจภายในเวลาอันสั้น  การคาดการณ์อายุการใช้งานของยาง: หนึ่งในโจทย์สำคัญของ AI  การบริหารจัดการยางถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดของการแข่งขัน Formula 1 และเป็นโจทย์ที่มีความซับซ้อนสูง เนื่องจากการเสื่อมสภาพของยางไม่ได้เกิดขึ้นในอัตราคงที่ แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้านที่ส่งผลร่วมกัน ปัจจัยเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่อุณหภูมิพื้นสนาม สภาพอากาศ น้ำหนักของรถ ลักษณะของสนามแข่งขัน ไปจนถึงรูปแบบการขับขี่ของนักขับแต่ละคน  ด้วยความซับซ้อนดังกล่าว AI และเทคโนโลยี Machine Learning (ML) หรือระบบที่สามารถเรียนรู้จากข้อมูลในอดีต จึงถูกนำมาใช้เพื่อวิเคราะห์รูปแบบการเสื่อมสภาพของยางและประเมินความน่าจะเป็นของผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้น ระบบไม่ได้ระบุเพียงว่ายางจะหมดประสิทธิภาพในรอบใดรอบหนึ่งเท่านั้น แต่ยังสามารถประเมินระดับความเชื่อมั่นของการคาดการณ์ได้ เช่น มีโอกาส 80% ที่ยางจะสามารถใช้งานได้ถึงรอบที่กำหนด และมีโอกาส 20% ที่ประสิทธิภาพจะลดลงก่อนหน้านั้น ข้อมูลลักษณะนี้มีความสำคัญต่อการบริหารความเสี่ยงและการเลือกกลยุทธ์การแข่งขันที่เหมาะสม  ข้อมูลช่วยวิเคราะห์สมรรถนะการขับขี่ได้อย่างไร  ข้อมูลจากเซ็นเซอร์ไม่ได้ถูกใช้เพื่อวิเคราะห์สภาพรถแข่งเท่านั้น แต่ยังถูกนำมาใช้เพื่อประเมินสมรรถนะของนักขับในแต่ละช่วงของการแข่งขันอีกด้วย  ทีมวิศวกรสามารถตรวจสอบได้ว่านักขับเริ่มเบรกที่จุดใด เปิดคันเร่งเมื่อใด ใช้มุมพวงมาลัยมากเพียงใด และรักษาความเร็วในแต่ละโค้งได้ดีเพียงใด จากนั้นจึงนำข้อมูลดังกล่าวไปเปรียบเทียบกับรอบเวลาที่ดีที่สุดของนักขับเอง หรือเปรียบเทียบกับข้อมูลของนักขับคนอื่นในทีม นอกจากนี้ ข้อมูลยังช่วยให้ทีมวิศวกรสามารถตรวจสอบข้อสังเกตที่นักขับรายงานผ่านวิทยุได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ตัวอย่างเช่น หากนักขับแจ้งว่ารถมีอาการไม่นิ่งระหว่างการเบรกในโค้งใดโค้งหนึ่ง วิศวกรสามารถย้อนกลับไปวิเคราะห์ข้อมูลจากเซ็นเซอร์ในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อระบุสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา แทนที่จะอาศัยการคาดเดาหรือการทดลองซ้ำเพียงอย่างเดียว  หนึ่งในตัวอย่างที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือ Red Bull Racing ซึ่งนำเทคโนโลยีของ Oracle มาใช้สนับสนุนการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งในสนามแข่งขัน สำนักงานใหญ่ และศูนย์ปฏิบัติการของทีมทั่วโลก  บทบาทของ AI ในกรณีนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเพิ่มสมรรถนะของรถแข่งเท่านั้น แต่ยังขยายไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูลด้านกฎระเบียบและคำตัดสินของกรรมการการแข่งขัน ตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นมา Red Bull เริ่มใช้ AI เพื่อค้นหาและวิเคราะห์ข้อมูลจากกฎการแข่งขัน รวมถึงคำตัดสินในอดีตจำนวนหลายพันหน้า ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที เพื่อช่วยเตรียมข้อมูลสำหรับการยื่นอุทธรณ์ภายใต้กรอบเวลาที่กฎกำหนด  ขณะเดียวกัน Mercedes และ McLaren ได้นำ Machine Learning มาใช้จำลองผลกระทบของการปรับแต่งรถก่อนการทดสอบจริง เพื่อลดระยะเวลาและต้นทุนในการพัฒนา ส่วน Racing Bulls ร่วมมือกับ Neural Concept ในการพัฒนา Digital Twin หรือแบบจำลองเสมือนของรถแข่ง เพื่อทดลองแนวทางการออกแบบนับพันรูปแบบบนระบบคอมพิวเตอร์ก่อนสร้างชิ้นส่วนจริง  ภายในปี 2025 ทีมแข่งเกือบทุกทีมใน Formula 1 ต่างมีพันธมิตรด้านเทคโนโลยีระดับโลกสนับสนุนการดำเนินงาน ไม่ว่าจะเป็น Microsoft, AWS, Google หรือ Oracle แม้แต่ละทีมจะเปิดเผยรายละเอียดการใช้งานแตกต่างกัน เนื่องจากข้อมูลเหล่านี้ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน  ความได้เปรียบที่เกิดจากข้อมูลสะสม  แม้เทคโนโลยี AI จะได้รับความสนใจอย่างมาก แต่ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งคือคุณภาพและปริมาณของข้อมูลที่ใช้ในการพัฒนาโมเดล ทีมแข่งที่มีประวัติการแข่งขันยาวนานอย่าง Ferrari หรือ Mercedes มีฐานข้อมูลที่สะสมมาจากการแข่งขันหลายสิบปี ครอบคลุมทั้งสภาพอากาศ รูปแบบสนาม การตั้งค่ารถ และสถานการณ์การแข่งขันหลากหลายรูปแบบ  ข้อมูลเหล่านี้ทำให้โมเดล AI สามารถเรียนรู้จากเหตุการณ์จริงจำนวนมหาศาล ส่งผลให้การคาดการณ์และการวิเคราะห์มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น ในทางกลับกัน ผู้เล่นรายใหม่อย่าง Audi หรือโครงการ Red Bull Powertrains ซึ่งเพิ่งเริ่มพัฒนาเครื่องยนต์ของตนเอง อาจสามารถลงทุนด้านเทคโนโลยีได้อย่างเต็มที่ แต่ยังต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านข้อมูลและประสบการณ์ที่สะสมมาเป็นเวลานาน  เมื่อ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น นักขับยังสำคัญหรือไม่  แม้ AI จะเข้ามามีบทบาทในแทบทุกด้านของการแข่งขัน แต่นักขับยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ไม่สามารถทดแทนได้ เพราะ AI ไม่ได้ทำหน้าที่แข่งขันแทนนักขับ แต่ทำหน้าที่ช่วยเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายแหล่งเข้าด้วยกัน เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของทีมแข่งและนักขับให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  นักขับยังคงเป็นผู้ที่สามารถรับรู้พฤติกรรมของรถได้โดยตรง และสามารถสื่อสารความรู้สึกที่เกิดขึ้นระหว่างการแข่งขันให้ทีมวิศวกรรับทราบ ขณะที่ AI และข้อมูลจากเซ็นเซอร์ช่วยแปลงความรู้สึกเหล่านั้นให้กลายเป็นข้อมูลเชิงปริมาณที่สามารถนำมาวิเคราะห์ได้  ท้ายที่สุด การตัดสินใจสำคัญระหว่างการแข่งขันยังคงเป็นหน้าที่ของมนุษย์ โดยเฉพาะ Race Engineer หรือวิศวกรประจำตัวนักขับ ซึ่งทำหน้าที่ประสานงานระหว่างนักขับและทีมแข่ง เพียงแต่การตัดสินใจในปัจจุบันเกิดขึ้นบนพื้นฐานของข้อมูลที่มีความละเอียด รวดเร็ว และแม่นยำมากกว่าที่เคยเป็นมา  จากสนามแข่งสู่การประยุกต์ใช้ในโลกจริง  เทคโนโลยีจำนวนมากที่ถูกพัฒนาขึ้นในสนามแข่งขัน Formula 1 มักถูกนำไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมอื่น ในเวลาต่อมา แนวคิดด้านการจัดการพลังงานแบบเรียลไทม์ที่ใช้ในรถแข่ง F1 มีความใกล้เคียงกับระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ในรถยนต์ไฟฟ้า การคาดการณ์ความเสียหายของอุปกรณ์ก่อนเกิดความขัดข้อง หรือที่เรียกว่า Predictive Maintenance ถูกนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบำรุงรักษา ขณะที่การตัดสินใจจากข้อมูลจำนวนมหาศาลภายใต้ข้อจำกัดด้านเวลา มีลักษณะใกล้เคียงกับการทำงานในห้องผู้ป่วยวิกฤต (ICU) ที่บุคลากรทางการแพทย์ต้องประเมินข้อมูลจากหลายระบบพร้อมกัน  ในมุมมองนี้ Formula 1 จึงไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันรถยนต์ความเร็วสูง แต่ยังเป็นสนามทดสอบเทคโนโลยี ข้อมูล และ AI ภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีความซับซ้อนและแรงกดดันสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ฤดูกาล 2026 จึงไม่ใช่เพียงจุดเริ่มต้นของกฎการแข่งขันชุดใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นบททดสอบสำคัญว่ามนุษย์ ข้อมูล และ AI จะสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใดในการตัดสินใจภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งบทเรียนที่เกิดขึ้นในสนามแข่งวันนี้ อาจกลายเป็นเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวันในอนาคตอันใกล้  คำถามคือ องค์กรของคุณเองพร้อมแค่ไหนสำหรับโจทย์แบบเดียวกัน? เพราะสิ่งที่ทีม F1 ใช้ชนะการแข่งขัน ไม่ใช่แค่รถที่เร็วที่สุด แต่คือความสามารถใน การเก็บข้อมูล วิเคราะห์ และตัดสินใจได้เร็วกว่าคู่แข่ง ซึ่งเป็นโจทย์เดียวกันกับที่ธุรกิจทุกอุตสาหกรรมกำลังเผชิญอยู่ในวันนี้  สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) พร้อมช่วยให้องค์กรของคุณเปลี่ยนข้อมูลให้กลายเป็นความได้เปรียบ ตั้งแต่บริการให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์ ไปจนถึงหลักสูตรฝึกอบรมด้าน Big Data และ AI ที่ช่วยยกระดับทักษะคนในองค์กรให้พร้อมรับมือกับโลกข้อมูลที่เปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน  ติดต่อสอบถามบริการของ BDI ได้ที่   เบอร์ 02 480 8833 ต่อ 9552, 9581 หรือ Line OA BDI Service: https://lin.ee/X5ugXVr  แหล่งอ้างอิง  https://www.imd.org/ibyimd/artificial-intelligence/f1s-human-ai-edge-lessons-for-every-industry https://medium.com/@vishwatejaburra12/the-ai-behind-formula-1-f628f3f1bbab
7 July 2026

บทความ

BDI เผยความสำเร็จ “BDI Young Innovator Hackathon 2026” บ่มเพาะเยาวชนไทยสู่การสร้างนวัตกรรม AI เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต
6 กรกฎาคม 2569, ขอนแก่น – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ร่วมกับ วิทยาลัยการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และภาคีเครือข่าย เดินหน้าจัดการประกวดแข่งขัน “BDI Young Innovator Hackathon 2026” รอบชิงชนะเลิศ ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อเปิดพื้นที่ในการพัฒนากำลังคนรุ่นใหม่ด้านข้อมูลขนาดใหญ่และปัญญาประดิษฐ์ พร้อมผลักดันนวัตกรรมดิจิทัลที่สามารถตอบโจทย์การพัฒนาประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม การประกวดแข่งขันครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Intelligent Living” เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียน นิสิต และนักศึกษาจากทั่วประเทศ ได้แสดงศักยภาพในการพัฒนาโซลูชันด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ สำหรับแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพ เมือง และคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยมีผู้สมัครเข้าร่วมรวมทั้งสิ้น 1,803 คน จากสถาบันการศึกษา 361 แห่ง ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ และมีเพียง 16 ทีมสุดท้ายที่ผ่านกระบวนการคัดเลือกอย่างเข้มข้นจนเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ดร.สุนทรีย์ ส่งเสริม รองผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) เปิดเผยว่า “จุดเด่นสำคัญของเวที BDI Young Innovator Hackathon 2026 คือการเปิดโอกาสให้เยาวชนและคนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง ผ่านการแก้โจทย์จากชุดข้อมูลจริงที่ได้รับการสนับสนุนจาก Real-world Data Providers ระดับแนวหน้า อาทิ สถาบันฟีโนมแห่งชาติ, คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และเทศบาลนครขอนแก่น เพื่อพัฒนาแนวคิดและผลงานต้นแบบที่สามารถต่อยอดสู่การประยุกต์ใช้จริงในการส่งเสริมสุขภาพ ยกระดับคุณภาพชีวิต และพัฒนาเมืองใน 3 มิติหลัก ได้แก่ Phenome หรือข้อมูลฟีโนม, Health หรือสุขภาพ และ City หรือเมือง นอกจากนี้ BDI ยังได้นำแพลตฟอร์มการฝึกทักษะเชิงปฏิบัติการด้านการวิเคราะห์ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ หรือ THackle ซึ่งพัฒนาโดย BDI มาใช้สนับสนุนการแข่งขัน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าแข่งขันได้ฝึกวิเคราะห์ข้อมูล ทดลองพัฒนาโมเดล และสร้างต้นแบบโซลูชันในสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่เป็นระบบ อันช่วยเสริมทักษะเชิงเทคนิค การคิดวิเคราะห์ และการประยุกต์ใช้ข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหาจริง” หัวใจของการแข่งขันไม่ได้อยู่เพียงการสร้างผลงานต้นแบบเท่านั้น แต่ยังเป็นการผสานพลังข้ามศาสตร์และทลายกรอบการเรียนรู้แบบเดิม โดยผู้เข้าแข่งขันแต่ละทีมประกอบด้วยสมาชิก 5 คนจากหลากหลายสาขา ทั้งสายเทคโนโลยี เช่น คอมพิวเตอร์ วิทยาการข้อมูล และปัญญาประดิษฐ์ สายสุขภาพ เช่น แพทย์ พยาบาล และสาธารณสุข รวมถึงผู้ที่มีความเข้าใจบริบทเชิงพื้นที่และการบริหารกิจการสาธารณะ เพื่อร่วมกันพัฒนาโซลูชันที่มีมุมมองรอบด้าน ตอบโจทย์ทั้งเชิงเทคนิค เชิงสังคม และเชิงการใช้งานจริง ตลอดการแข่งขัน ผู้เข้าแข่งขันจะได้รับการอบรมเชิงลึกด้าน Data Science, Big Data, Machine Learning และ Deep Tech จากผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงได้รับคำแนะนำอย่างใกล้ชิดจากทีมที่ปรึกษา หรือ Mentor ระดับแนวหน้า ทั้งในมิติด้านเทคนิค ด้านโจทย์ปัญหาเฉพาะสาขา และด้านการพัฒนาต่อยอดเชิงธุรกิจ เพื่อสนับสนุนให้ผลงานที่เกิดขึ้นไม่หยุดอยู่เพียงแนวคิด แต่สามารถพัฒนาไปสู่ต้นแบบนวัตกรรมที่มีศักยภาพในการนำไปใช้จริง การจัดงาน BDI Young Innovator Hackathon 2026 จึงเป็นมากกว่าการแข่งขันด้านเทคโนโลยี แต่เป็นเวทีสำคัญในการบ่มเพาะกำลังคนดิจิทัลรุ่นใหม่ สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคสุขภาพ ภาคเมือง และภาคเทคโนโลยี ตลอดจนขับเคลื่อน Intelligent Life Ecosystem เพื่อยกระดับการใช้ชีวิตของประชาชนให้มีคุณภาพ ปลอดภัย และยั่งยืนในอนาคต สำหรับผลการแข่งขัน BDI Young Innovator Hackathon 2026 รางวัลชนะเลิศ ได้รับถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้แก่ ผลงานโครงการ “พริบตา” จากทีม ThunderPermanent ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มระบุสารจากข้อมูล NMR ด้วยระบบ AI อัตโนมัติ โดยผสานองค์ความรู้ด้านฟิสิกส์ เคมีควอนตัม และโมเดล Neural Network เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการประมวลผลข้อมูลสัญญาณ NMR ทีมประกอบด้วย นายเอกฉัท สถาผล, นายจิรภัทร วิชัยดิษฐ์ และนางสาวภารดี พิมลเอกอักษร จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, นายภานุพงศ์ ตันพิชัย จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา และนางสาวนิตยกานต์ ม่วงพันธุ์ จากโรงเรียนอุตรดิตถ์ดรุณี รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ผลงานโครงการ “Pheno Rak” จากทีมเทเลทับบี้สายดาร์ค ซึ่งเป็น Web-based AI Platform ที่ทำงานร่วมกับ NMR Workflow เพื่อช่วยระบุ Metabolite จากสเปกตรัม NMR แบบกึ่งอัตโนมัติ พร้อมประเมินความเสี่ยงโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงจาก Metabolic Fingerprint ทีมประกอบด้วย นายศุภณัฐ ธนาพล และนางสาวพิมณภัทร คูวุฒยากร จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นางสาวปิยสิริ เจียมสุบุตร และนางสาวภวิษย์พร คำนึงคุณากร จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนางสาววศินี บุญณมี จากคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ผลงานโครงการ “RuuPhenome” จากทีม LACZ ซึ่งเป็นระบบ AI สำหรับแปลงข้อมูล NMR จากตัวอย่างเลือดเป็น Metabolite Profile โดยอัตโนมัติ เพื่อค้นหา Biomarker ที่มีความจำเพาะและใช้จำนวนน้อยที่สุดสำหรับคัดกรองกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงได้อย่างแม่นยำ ทีมประกอบด้วย นายกฤตภาส เสริมศรี, นางสาววันสุดล ตั้งพินิจกุล, นายภูรี ทองไพฑูรย์, นายภวัตคีตา นิติมงคลชัย และนางสาวพิชชาภา กิตติรัตนวิวัฒน์ จากคณะวิทยาศาสตร์ สาขาเทคโนโลยีชีวภาพ หลักสูตรนานาชาติ (BBTech) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.สุนทรีย์ ส่งเสริม กล่าวปิดท้ายว่า “สิ่งที่น่าภาคภูมิใจที่สุดจากเวทีนี้ คือการได้เห็นพลังความร่วมมือและความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชนไทย ที่สามารถนำความรู้จากหลากหลายสาขามาผสานกัน เพื่อพัฒนาโซลูชันที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน นวัตกรรมต้นแบบที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่เพียงสะท้อนศักยภาพของคนรุ่นใหม่ แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างเครือข่ายนวัตกรดิจิทัลของประเทศ BDI เชื่อมั่นว่า พลังของคนรุ่นใหม่ เมื่อผสานกับเทคโนโลยี AI และ Big Data จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนในวงกว้าง พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Data-Driven Nation อย่างยั่งยืน”
6 July 2026

บทความ

BDI ปักหมุดขอนแก่น ประเดิมจัดงาน BDI Roadshow 2026 “เปิดโลก AI และ Big Data สู่อนาคต” ผนึกกำลังภาครัฐ – เอกชนและคนรุ่นใหม่ ร่วมขับเคลื่อนเมืองด้วยพลังของข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์
5 กรกฎาคม, ขอนแก่น – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI เดินหน้าจัดงานใหญ่ระดับภูมิภาค “BDI Roadshow 2026 ขอนแก่น: เปิดโลก AI และ Big Data สู่อนาคต” ระหว่างวันที่ 3–5 กรกฎาคม 2569 ณ จังหวัดขอนแก่น มุ่งเร่งขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และข้อมูลขนาดใหญ่ หวังดันขอนแก่นสู่ต้นแบบเมืองอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล พร้อมยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการและพัฒนากำลังคนสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและสร้างระบบนิเวศด้านข้อมูลที่เชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคประชาชน ผ่านกิจกรรมที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้เข้าร่วมทุกกลุ่ม ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการ นักเรียน นิสิต นักศึกษา เพื่อร่วมพัฒนากำลังคน ส่งเสริมการประยุกต์ใช้ AI และ Big Data ยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน อันเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลและการเติบโตของประเทศอย่างยั่งยืน นายนำศิลป์ วิเศษ รองปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น ประธานในพิธีเปิดงาน กล่าวว่า จังหวัดขอนแก่นมีศักยภาพและความพร้อมในการนำ AI และ Big Data มาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับการบริหารจัดการภาครัฐ การพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา การท่องเที่ยว การจัดการประชุม รวมถึงการสร้างโอกาสใหม่ให้กับภาคธุรกิจและประชาชน การที่ BDI เลือกจังหวัดขอนแก่นเป็นพื้นที่จัดงาน BDI Roadshow 2026 นับเป็นโอกาสสำคัญที่คนในพื้นที่จะได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเข้าถึงองค์ความรู้ด้าน Big Data และ AI จากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง เพื่อนำไปต่อยอดและประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์กับองค์กร ชุมชน และการพัฒนาจังหวัดในระยะยาว ทั้งนี้เชื่อมั่นว่าความร่วมมือของจากทุกภาคส่วนจากเวทีแห่งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการเสริมพลังเครือข่าย พัฒนากำลังคน และขับเคลื่อนจังหวัดขอนแก่นสู่การเป็นเมืองที่ใช้ข้อมูลและ AI เป็นฐานในการพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้าน ดร.สุนทรีย์ ส่งเสริม รองผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) กล่าวว่า การขับเคลื่อนนวัตกรรม Big Data และ AI ให้เกิดความสำเร็จที่ยั่งยืน จำเป็นต้องเกิดจากระบบนิเวศข้อมูลที่สามารถใช้งานได้จริงและสอดรับกับบริบทของพื้นที่ BDI ในฐานะหน่วยงานหลักที่ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ข้อมูลของประเทศ จึงมุ่งมั่นวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาประดิษฐ์และยกระดับศักยภาพ Data Ecosystem ให้มีความแข็งแกร่งร่วมกับภูมิภาค โดยการปักหมุดที่จังหวัดขอนแก่นในครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายเชิงยุทธศาสตร์ในการผสานพลังและทลายข้อจำกัดด้านข้อมูลร่วมกับพันธมิตรท้องถิ่น ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อร่วมกันปลดล็อกขีดความสามารถขยายผลการประยุกต์ใช้ AI ให้ตอบโจทย์การพัฒนาเมืองและเศรษฐกิจของภาคอีสานได้อย่างตรงจุด “โดยทิศทางการขับเคลื่อนและการเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรทั้งหมดนี้ ได้ถูกบูรณาการมาสู่การจัดงาน BDI Roadshow 2026 ขอนแก่น โดย BDI ได้นำผลงาน นวัตกรรม และแพลตฟอร์มข้อมูลที่ประสบความสำเร็จของ BDI มาเป็นแกนหลักในการจัดแสดง เพื่อให้งาน Roadshow ครั้งนี้ทำหน้าที่เป็นพื้นที่ส่งต่อองค์ความรู้ ทั้งในการบ่มเพาะกำลังคนรุ่นใหม่ และเป็นพื้นที่ถ่ายทอดกลไกการเชื่อมโยงข้อมูล เพื่อการพัฒนาเมืองอย่างเป็นระบบ รวมถึงผลักดันศักยภาพของผู้ประกอบการ Local Entrepreneur โดยวันนี้ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งทั้งจากทางจังหวัดขอนแก่น องค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น สภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น หอการค้าจังหวัดขอนแก่น สมาคมการค้าธุรกิจไมซ์และท่องเที่ยวยั่งยืนภาคอีสาน ตลอดจนการขยายผลความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ หน่วยงานภาครัฐในพื้นที่บูรณาการข้อมูลในการยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการเมืองและบริการสาธารณะ ควบคู่ไปกับการสร้างความพร้อมให้องค์กรธุรกิจสามารถดึงพลังจากข้อมูล ไปสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันบนเวทีเศรษฐกิจยุคดิจิทัลได้อย่างมั่นคง” รอง ผอ.BDI กล่าวทิ้งท้าย นายภพพล เกษมสันต์ ณ อยุธยา ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า การขับเคลื่อนขอนแก่นในยุคปัจจุบันจำเป็นต้องมีรากฐานการทำงานรูปแบบใหม่ ซึ่งการเข้ามาสนับสนุนของ BDI ในการนำ Big Data และ AI มาเป็นกลไกหลัก จะช่วยให้การตัดสินใจและการกำหนดทิศทางเมืองมีความแม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการขับเคลื่อน 3 ยุทธศาสตร์หลักของจังหวัด ได้แก่ ด้านการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรม MICE ที่จะนำข้อมูลขนาดใหญ่มาวิเคราะห์พฤติกรรมเพื่อส่งเสริมการจัดประชุมสัมมนาให้ตรงจุด การยกระดับเป็นศูนย์กลางการแพทย์ (Medical Hub) โดยใช้ Big Data ติดตามและประเมินจำนวนผู้ใช้บริการสาธารณสุขจากประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ สปป.ลาว กัมพูชา และเวียดนาม เพื่อเตรียมความพร้อมในการเปิดศูนย์บริการทางการแพทย์ขนาดใหญ่ในอนาคต ตลอดจนการขับเคลื่อน Khon Kaen Eco City ซึ่งสภาอุตสาหกรรมมีแผนนำข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมมาสนับสนุนโครงการเมืองนิเวศ เพื่อสร้างความโดดเด่นในการเป็นผู้นำด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมในระดับภูมิภาค ทั้งนี้ ที่ผ่านมาข้อจำกัดของการพัฒนาเมืองคือการที่ข้อมูลจากหลากหน่วยงาน เช่น ป่าไม้ สิ่งแวดล้อม และสาธารณสุข ยังคงกระจัดกระจาย ส่งผลให้การรวบรวมข้อมูลมีความล่าช้าและขาดความต่อเนื่อง การได้ BDI เข้ามาเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ในครั้งนี้ จะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดและทำให้การเชื่อมโยงข้อมูลไหลลื่นอย่างไร้รอยต่อ ซึ่งจะส่งผลให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนสามารถวางแผนรับมืออนาคต ตลอดจนขับเคลื่อนโครงการสำคัญต่าง ๆ ของจังหวัดขอนแก่นได้รวดเร็วกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ ผ่านเวทีระดับยุทธศาสตร์ยกระดับเศรษฐกิจท้องถิ่นและขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ เจาะกลุ่มผู้บริหารและนักธุรกิจ ผ่านการระดมสมองของประธานหอการค้าจังหวัดขอนแก่น และสภาอุตสาหกรรมจังหวัด สำหรับกิจกรรมไฮไลต์ภายในงาน “BDI Roadshow 2026 ขอนแก่น” ได้รับความสนใจจากทั้งคนรุ่นใหม่และผู้ประกอบการอย่างมาก ที่มาร่วมเปิดประสบการณ์เจาะลึกทิศทางอาชีพดาวรุ่งยุค AI ร่วมกับ FutureSkill พร้อม Workshop สร้างรายได้จากการเป็น Content Creator ด้วย AI นอกจากนี้ เวทีเสวนา “กิน-อยู่-เที่ยว ด้วยเทคโนโลยี” จากอินฟลูเอนเซอร์ช่อง “เต้าหู้ หมาไบโพลาร์” และ “DinoMark” ตลอดจนการถอดรหัสยกระดับ Soft Power อีสานสู่อินเตอร์ โดยเจ้าของร้าน “จี่เกีย” และผู้สร้างคาแรคเตอร์ “Tomato Twins” ควบคู่ไปกับการจัดแสดงนิทรรศการแบบ Interactive ที่เปลี่ยนเรื่องนวัตกรรมข้อมูลขนาดใหญ่และ AI ให้กลายเป็นเรื่องสนุกและเข้าใจง่ายสำหรับทุกคน
5 July 2026

บทความ

TRAVEL LINK ถ่ายทอดแนวคิด "Breaking Data Silos" ยกระดับการท่องเที่ยวไทย เชื่อมข้อมูลสู่การตัดสินใจด้วย Big Data และ AI ในงาน Travel & Tech Asia 2026
2 กรกฎาคม 2569, กรุงเทพฯ – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ในงาน Travel & Tech Asia 2026 ภายใต้หัวข้อ “Breaking Data Silos: Creating a Unified Travel Intelligence Platform” โดย ดร.ภิรมย์มาส เตชิตณัฏฐ์ศรุต ผู้จัดการโครงการและนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล โครงการ TRAVEL LINK นำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้ Big Data และ AI เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลการท่องเที่ยวของประเทศ ยกระดับการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก และสนับสนุนการตัดสินใจของทั้งภาครัฐและภาคเอกชนบนพื้นฐานของข้อมูล ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ดร.ภิรมย์มาส กล่าวว่า หนึ่งในความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย คือ การที่ข้อมูลถูกจัดเก็บแบบแยกส่วน (Data Silos) ในหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ส่งผลให้การวิเคราะห์ภาพรวมของประเทศเป็นไปได้ยาก และไม่สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของภาคการท่องเที่ยวได้อย่างทันท่วงที เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว BDI จึงพัฒนาโครงการ TRAVEL LINK แพลตฟอร์มข้อมูลอัจฉริยะด้านการท่องเที่ยวแห่งชาติ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยง และวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายภาคส่วน พร้อมนำเสนอข้อมูลผ่าน Dashboard และ Infographic ที่เข้าใจง่ายและอัปเดตอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนสถาบันการศึกษา เข้าถึงข้อมูลเชิงลึก เพื่อใช้ประกอบการวางแผนเชิงนโยบาย การบริหารจัดการ และการพัฒนาธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายในแพลตฟอร์ม TRAVEL LINK ยังมีการวิเคราะห์ Tourist Journey หรือเส้นทางการเดินทางของผู้โดยสารชาวต่างชาติ ตั้งแต่การเดินทางเข้าประเทศ การเข้าพัก การเคลื่อนที่ข้ามจังหวัด ไปจนถึงข้อมูลการใช้จ่าย เพื่อให้เห็นพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวในทุกมิติ ตัวอย่างเช่น การวิเคราะห์ข้อมูลจากแพลตฟอร์ม พบว่า ตลาดผู้โดยสารชาวอินเดียมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวกลุ่ม Gen Y เดินทางเข้าประเทศผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและภูเก็ต ก่อนกระจายตัวไปยังแหล่งท่องเที่ยวชายทะเล เช่น จังหวัดชลบุรี ข้อมูลเชิงลึกดังกล่าว จะช่วยให้ทั้งภาครัฐและผู้ประกอบการสามารถออกแบบมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวและวางกลยุทธ์ทางธุรกิจได้อย่างตรงกลุ่มเป้าหมาย แพลตฟอร์ม TRAVEL LINK ยังนำ Mobility Data จากข้อมูลการเคลื่อนที่ของโทรศัพท์มือถือมาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์รูปแบบการเดินทางของผู้โดยสาร ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เพื่อศึกษาการกระจายตัวของผู้โดยสารในระยะเวลาการพำนัก และรูปแบบการเดินทาง ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยว การกระจายรายได้ และการวางแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวในอนาคต ดร.ภิรมย์มาส กล่าวทิ้งท้ายว่า “การสร้างระบบนิเวศการแบ่งปันข้อมูล (Data Sharing Ecosystem) ระหว่างทุกภาคส่วน คือหัวใจสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในยุคดิจิทัล เพราะเมื่อข้อมูลสามารถเชื่อมโยงและนำมาใช้ร่วมกันได้ จะช่วยเปลี่ยนการตัดสินใจจากการอาศัยประสบการณ์หรือความรู้สึก ไปสู่การตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูล (Data-Driven Decision Making) ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน“ นอกจากนี้ ทีมโครงการ TRAVEL LINK ยังได้ร่วมจัดแสดงนิทรรศการภายในงาน เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างการรับรู้เกี่ยวกับแพลตฟอร์มข้อมูลอัจฉริยะด้านการท่องเที่ยวแห่งชาติ พร้อมสาธิตการใช้งาน Dashboard และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกที่สนับสนุนการวางแผนเชิงธุรกิจและการกำหนดนโยบายบนพื้นฐานของข้อมูล เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนสถาบันการศึกษา ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และต่อยอดการใช้ประโยชน์จาก Big Data และ AI ในการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว การเข้าร่วมงานครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ BDI ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของประเทศ ส่งเสริมการเชื่อมโยงและใช้ประโยชน์จากข้อมูลร่วมกันจากทุกภาคส่วน เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายและเชิงธุรกิจ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย และขับเคลื่อนประเทศสู่ Data-Driven Nation อย่างเป็นรูปธรรม
2 July 2026

บทความ

BDI จับมือ พม. บูรณาการข้อมูลกลุ่มเปราะบาง 92 ชุด ยกระดับสู่แพลตฟอร์ม D2 
30 มิถุนายน 2569, กรุงเทพฯ – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ร่วมกับ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เดินหน้ายกระดับการให้บริการสวัสดิการสังคมอย่างต่อเนื่อง โดย นายกิตติ อินทรกุล รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมด้วย ศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ ดร.สุนทรีย์ ส่งเสริม รองผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ พร้อมด้วยผู้บริหารและผู้แทนจากหน่วยงานในสังกัด พม. ประกอบด้วย สำนักงานปลัดกระทรวง พม. (สป.พม.), กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) และกรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.)  และผู้แทนจากทีมพัฒนาแพลตฟอร์ม D2 ของ BDI ร่วมประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการบูรณาการข้อมูลกลุ่มเปราะบาง ทั้งคนพิการและผู้สูงอายุ ตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการดำเนินงานต่อเนื่องจากการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) “การเชื่อมโยงและปรับปรุงฐานข้อมูลประชาชนในกลุ่มเปราะบางและกลุ่มคนพิการ และการจัดทำฐานข้อมูลผู้สูงอายุตามสิทธิ สวัสดิการ ที่จะได้รับรายบุคคล เพื่อบูรณาการข้อมูลจากทุกภาคส่วนที่ขับเคลื่อนงานด้านผู้สูงอายุ” ระหว่าง 29 ฝ่าย   ความสำเร็จในการเชื่อมโยงข้อมูลกลุ่มคนเปราะบาง คนพิการ และผู้สูงอายุ  ที่ประชุมได้ร่วมทบทวนผลลัพธ์การรวบรวมและเชื่อมโยงชุดข้อมูลสำคัญเพื่อการส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตในกลุ่มคนเปราะบาง ซึ่งปัจจุบันสามารถรวบรวมเพื่อศึกษาคุณภาพ ศักยภาพ และข้อจำกัดในการใช้งานเชิงวิเคราะห์ ได้แล้ว 92 ชุดข้อมูล จากชุดเป้าหมาย 100 ชุดข้อมูล ทั้งนี้ ในระยะถัดไป พม. และ BDI จะมุ่งเน้นขับเคลื่อนการเปลี่ยนรูปแบบการส่งข้อมูล จากการส่งแบบครั้งเดียว ไปสู่การเชื่อมโยงข้อมูลตามรอบระยะเวลาที่เหมาะสม (Regular Update) เช่น ข้อมูลด้านการศึกษา ที่จะปรับปรุงการอัปเดตเป็นรายภาคเรียน หรือข้อมูลการจ่ายเบี้ยยังชีพ ทั้งเบี้ยผู้สูงอายุและเบี้ยคนพิการ ที่มีรอบการเบิกจ่ายรายเดือน แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้ข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์มีความทันสมัยและสามารถนำไปใช้ได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมยกระดับการเชื่อมโยงข้อมูลให้เป็นระบบกึ่งอัตโนมัติ ส่งผลให้แดชบอร์ดที่พัฒนาขึ้นสามารถแสดงผลข้อมูลล่าสุดได้ตามรอบการอัปเดต สนับสนุนผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ในการติดตามสถานการณ์ วางแผน และออกแบบนโยบายเพื่อช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบางได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ก้าวต่อไปสู่แพลตฟอร์ม D2 เพื่อการช่วยเหลือที่แม่นยำ  เพื่อต่อยอดความร่วมมือในการบูรณาการข้อมูล ประชาชนกลุ่มเปราะบาง คนพิการ และผู้สูงอายุ ปัจจุบัน BDI ยังได้มีบทบาทเข้าเป็นที่ปรึกษาในโครงการยกระดับการบูรณาการข้อมูลเพื่อการพัฒนาสังคม โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการบูรณาการข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์ที่พัฒนาขึ้น ให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพบนโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของกระทรวง พม. และสามารถแลกเปลี่ยนเพื่อการวิเคราะห์ร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมเพื่อนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มคนเปราะบาง ให้สามารถเชื่อมต่อใช้งานระหว่างหน่วยงาน ประมวลผลข้ามสาขาข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์และออกแบบนโยบาย ผ่านแพลตฟอร์ม D2 ของ BDI ได้อย่างไร้รอยต่อในอนาคตต่อไป  การบูรณาการข้อมูลร่วมกันในครั้งนี้ จะช่วยให้กระทรวง พม. มีฐานข้อมูลที่แม่นยำและทันสมัย ซึ่งจะส่งผลให้การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อกำหนดนโยบาย ตลอดจนการส่งต่อความช่วยเหลือไปยังพี่น้องประชาชนกลุ่มเปราะบาง ทั้งผู้สูงอายุและคนพิการ เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ตรงจุด และมีประสิทธิภาพสูงสุด 
30 June 2026
PDPA Icon

We use cookies to optimize your browsing experience and improve our website’s performance. Learn more at our Privacy Policy and adjust your cookie settings at Settings

Privacy Preferences

You can choose your cookie settings by turning on/off each type of cookie as needed, except for necessary cookies.

Accept all
Manage Consent Preferences
  • Strictly Necessary Cookies
    Always Active

    This type of cookie is essential for providing services on the website of the Personal Data Protection Committee Office, allowing you to access various parts of the site. It also helps remember information you have previously provided through the website. Disabling this type of cookie will result in your inability to use key services of the Personal Data Protection Committee Office that require cookies to function.
    Cookies Details

  • Performance Cookies

    This type of cookie helps the Big Data Institute (Public Organization) understand user interactions with its website services, including which pages or areas of the site are most popular, as well as analyze other related data. The Big Data Institute (Public Organization) also uses this information to improve website performance and gain a better understanding of user behavior. Although the data collected by these cookies is non-identifiable and used solely for statistical analysis, disabling them will prevent the Big Data Institute (Public Organization) from knowing the number of website visitors and from evaluating the quality of its services.

  • Functional Cookies

    This type of cookie enables the Big Data Institute (Public Organization)’s website to remember the choices you have made and deliver enhanced features and content tailored to your usage. For example, it can remember your username or changes you have made to font sizes or other customizable settings on the page. Disabling these cookies may result in the website not functioning properly.

  • Targeting Cookies

    "This type of cookie helps the Big Data Institute (Public Organization) understand user interactions with its website services, including which pages or areas of the site are most popular, as well as analyze other related data. The Big Data Institute (Public Organization) also uses this information to improve website performance and gain a better understanding of user behavior. Although the data collected by these cookies is non-identifiable and used solely for statistical analysis, disabling them will prevent the Big Data Institute (Public Organization) from knowing the number of website visitors and from evaluating the quality of its services.

Save settings