Data Silo

Data Silo

ข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง

Related news and articles

PostType Filter En

บทความ

BDI ชูแนวคิด “เชื่อมข้อมูลให้ใช้ประโยชน์ได้จริง” หนุนรัฐบาลดิจิทัล ทลาย Data Silo สู่บริการภาครัฐที่ตอบโจทย์ประชาชน
26 สิงหาคม 2569, กรุงเทพฯ – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในเวทีเสวนา “Thailand's Digital Economy: Is X-Road of Thailand Possible?” ภายใต้การประชุม “Thailand's Digital Future: AI, Innovation and Better Government” ซึ่งจัดโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) ณ อาคารจามจุรี 10 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมชูแนวคิดสำคัญว่า การเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐไม่ควรหยุดอยู่เพียงการทำให้ระบบสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ แต่ต้องมุ่งสู่การ “เชื่อมข้อมูลให้ใช้ประโยชน์ได้จริง” เพื่อยกระดับบริการประชาชน เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารภาครัฐ และสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมจากข้อมูล การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวทางการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัลของประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐ ตลอดจนการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ และสนับสนุนการพัฒนาภาครัฐให้สอดคล้องกับแนวทางการประเมิน Business Ready (B-READY) ของธนาคารโลก ภายในงานได้รับเกียรติจาก ดร.เสรี นนทสูติ ประธานอนุกรรมการพัฒนาระบบราชการเกี่ยวกับการขับเคลื่อนระบบราชการเพื่ออนาคต และ ศ. ดร.วิทิต ปานสุข ผู้ช่วยอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเปิดการประชุม ก่อนเข้าสู่การนำเสนอแนวคิดด้านการขับเคลื่อนภาครัฐดิจิทัล รวมถึงบทบาทของศูนย์ปัญญาประดิษฐ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chula AI Centre) ประเด็นสำคัญของการหารือมุ่งไปที่การพัฒนาบริการภาครัฐแบบ End-to-End Digital Services ผ่านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและมาตรฐานการเชื่อมโยงข้อมูลในรูปแบบ API เพื่อให้ประชาชนไม่ต้องกรอกข้อมูลหรือยื่นเอกสารซ้ำ ช่วยลดขั้นตอน ระยะเวลา และภาระในการติดต่อราชการ ขณะเดียวกัน การพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลจำเป็นต้องคำนึงถึงคุณภาพและมาตรฐานของข้อมูล ความมั่นคงปลอดภัย ตลอดจนการกำหนดสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลอย่างเหมาะสม ในช่วงเสวนา “Thailand's Digital Economy: Is X-Road of Thailand Possible?” ดร.อภิวดี ปิยธรรมรงค์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านบูรณาการข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ BDI พร้อมด้วยผู้แทนจากสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และมุมมองเกี่ยวกับการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐจากภารกิจของแต่ละหน่วยงาน รวมถึงปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ข้อมูลจากหลายหน่วยงานสามารถนำมาใช้สร้างบริการและประโยชน์ต่อประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม BDI เน้นย้ำว่า การเชื่อมโยงข้อมูลต้องมุ่งไปสู่การนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์จริง โดยยกตัวอย่าง Health Link ซึ่งเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพระหว่างสถานพยาบาล เพื่อสนับสนุนให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นของผู้ป่วยข้ามสถานพยาบาล รวมถึง แพลตฟอร์มดีทู (Data Integration and Intelligence Platform: D2) ที่สนับสนุนการเชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายแหล่ง เพื่อเพิ่มมิติของข้อมูลและนำไปใช้สนับสนุนการให้บริการประชาชนและการบริหารจัดการภาครัฐ ทั้งสองแพลตฟอร์มสะท้อนให้เห็นว่า คุณค่าของการเชื่อมโยงข้อมูลไม่ได้อยู่เพียงที่การทำให้ข้อมูลจากต่างระบบสามารถเชื่อมถึงกัน แต่คือการทำให้ข้อมูลเหล่านั้น “ใช้ประโยชน์ได้จริง” ภายใต้มาตรฐาน กฎหมาย ความมั่นคงปลอดภัย และการกำหนดสิทธิการเข้าถึงข้อมูลที่เหมาะสม นอกจากนี้ ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนมุมมองว่า ประเทศไทยมีพื้นฐานและกลไกการเชื่อมโยงข้อมูลอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องนำรูปแบบ X-Road จากต่างประเทศมาปรับใช้ทั้งหมด แต่ควรนำแนวคิดและหลักการที่เหมาะสมมาประยุกต์ให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย โดยให้ความสำคัญกับ มาตรฐานกลาง กฎและกติกาที่ชัดเจน มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัย และการกำหนดสิทธิการเข้าถึงข้อมูล ควบคู่กับการเร่งลดข้อจำกัดจากปัญหา Data Silo เพื่อให้ข้อมูลจากหลายหน่วยงานสามารถเชื่อมโยง วิเคราะห์ และสร้างคุณค่าร่วมกันได้มากขึ้น นำไปสู่การใช้ข้อมูลที่ตอบโจทย์ประชาชน ภาคธุรกิจ และการบริหารภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ การประชุมครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของการสร้างความร่วมมือและแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของประเทศไทย จากการทำงานและจัดเก็บข้อมูลแบบแยกส่วน ไปสู่ระบบที่สามารถ เชื่อมโยงข้อมูลและบริการระหว่างหน่วยงานได้อย่างมีมาตรฐาน ปลอดภัย และนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ “Digital Future” ควบคู่กับการพัฒนาภาครัฐให้ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนและภาคธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น ขอบคุณภาพจาก: สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ
26 August 2026

บทความ

D2 ทลาย Data Silo ยกระดับสวัสดิการสังคม จาก “ตั้งรับ” สู่ “เชิงรุก” ชี้เป้ากลุ่มเปราะบางให้เข้าถึงความช่วยเหลือตรงจุด
23 สิงหาคม 2569, นนทบุรี – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI โดย ดร.พีรดล สามะศิริ (รักษาการ) รองผู้อำนวยการฝ่ายบริการวิเคราะห์ข้อมูล ร่วมเวทีเสวนาหัวข้อ “พลิกโฉมนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อสังคมที่เท่าเทียมและยั่งยืน” ในงาน Social Development Expo 2026 (SDX 2026) ภายใต้แนวคิด “Co-Creating a Better Society: ร่วมสร้างสังคมไทย เพื่อคนทุกวัยไปด้วยกัน” จัดโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี พร้อมนำเสนอแนวทางการใช้ Big Data เชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ เพื่อสนับสนุนการดูแลกลุ่มเปราะบาง ลดโอกาสการตกหล่นจากระบบสวัสดิการ และยกระดับการทำงานของภาครัฐจาก “ตั้งรับ” สู่ “เชิงรุก” ด้วยข้อมูล ดร.พีรดล กล่าวว่า หนึ่งในความท้าทายสำคัญของการบริหารจัดการข้อมูลภาครัฐ ไม่ใช่การไม่มีข้อมูล แต่คือ ข้อมูลจำนวนมากยังถูกจัดเก็บแยกส่วนตามภารกิจของแต่ละหน่วยงาน หรือ Data Silo ทำให้การนำข้อมูลข้ามหน่วยงานมาใช้ประโยชน์ร่วมกันมีข้อจำกัด BDI จึงมีบทบาทในการสนับสนุนการเชื่อมโยงข้อมูล ให้คำปรึกษา และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล โดยเน้นแนวคิด “เชื่อมโยงข้อมูล ไม่ใช่รวมศูนย์ข้อมูล” เพื่อให้ข้อมูลที่อยู่ภายใต้การดูแลของแต่ละหน่วยงาน สามารถนำมาใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ ผ่านกลไกสำคัญ คือ แพลตฟอร์มการเชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Data Integration and Intelligence Platform – D2 (ดีทู) ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการเชื่อมโยงข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ควบคู่กับการดำเนินงานด้านธรรมาภิบาลข้อมูล เพื่อให้การเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากข้อมูลเป็นไปอย่างเหมาะสมและปลอดภัย อีกก้าวสำคัญของการใช้ประโยชน์จากข้อมูล คือ การยกระดับจากการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติในภาพรวม สู่การเชื่อมโยงและวิเคราะห์ ข้อมูลระดับบุคคล ทำให้หน่วยงานสามารถมองเห็นได้ชัดเจนขึ้นว่า ประชาชนแต่ละรายได้รับบริการหรือความช่วยเหลือจากหน่วยงานใดบ้าง ช่วยลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล และสามารถติดตามผลได้ว่า ความช่วยเหลือที่ได้รับส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างไร [เชื่อมข้อมูลข้ามกระทรวง ชี้เป้า “เด็กตกหล่น” จากระบบสวัสดิการ] ดร.พีรดล ยกตัวอย่างโครงการต้นแบบที่สะท้อนให้เห็นถึงประโยชน์ของการเชื่อมโยงข้อมูล ผ่านการนำข้อมูลจาก กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ซึ่งมีข้อมูลการลงทะเบียนเรียนและข้อมูลที่ครูบันทึกเกี่ยวกับเด็กที่อาจมีความบกพร่องด้านต่าง ๆ มาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลผู้ถือบัตรประจำตัวคนพิการของ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) สังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) การเชื่อมโยงข้อมูลข้ามหน่วยงาน ทำให้สามารถมองเห็นช่องว่างของการเข้าถึงบริการ เช่น เด็กที่ครูบันทึกว่ามีแนวโน้มพบความบกพร่อง แต่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนและไม่มีบัตรประจำตัวคนพิการ ทำให้ตกหล่นจากสิทธิและสวัสดิการที่ควรได้รับ ขณะเดียวกันยังช่วยให้มองเห็นเด็กพิการที่ขึ้นทะเบียนแล้วแต่ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบการศึกษา เมื่อนำผลการวิเคราะห์มาแสดงในรูปแบบแผนที่ ยังช่วยให้เห็นพื้นที่เป้าหมายได้ชัดเจนขึ้น ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำข้อมูลไปประกอบการวางแผน ตรวจสอบ และลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือเชิงรุกได้ตรงจุดมากขึ้น ข้อมูลดังกล่าวยังช่วยสนับสนุน การจัดลำดับความสำคัญในการใช้ทรัพยากร เนื่องจากกระบวนการขึ้นทะเบียนคนพิการจำเป็นต้องอาศัยการตรวจประเมินและวินิจฉัยจากแพทย์ ขณะที่บุคลากรมีจำนวนจำกัด การมีข้อมูลชี้เป้าจึงช่วยให้หน่วยงานสามารถพิจารณาพื้นที่หรือโรงเรียนที่ควรได้รับการตรวจประเมินก่อน เพื่อให้ทรัพยากรที่มีอยู่ถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น [เปลี่ยนจาก “ประชาชนเดินเข้าหารัฐ” สู่ “รัฐใช้ข้อมูลเดินเข้าหาประชาชน”] ดร.พีรดล กล่าวต่อว่า การเชื่อมโยงข้อมูลยังสามารถสนับสนุนการปรับรูปแบบการให้บริการภาครัฐ โดยเฉพาะการดูแลผู้สูงอายุ คนพิการ และกลุ่มเปราะบาง จากเดิมที่ประชาชนต้องรับรู้สิทธิและเดินทางมาติดต่อหน่วยงานเพื่อขอรับความช่วยเหลือด้วยตนเอง ซึ่งอาจทำให้ประชาชนบางส่วน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและไม่ทราบสิทธิของตนว่าควรได้รับสิทธิอะไรบ้าง จึงทำให้ตกหล่นจากระบบความช่วยเหลือ หากหน่วยงานสามารถเชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายแหล่งร่วมกัน จะช่วยให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้นว่า “ใครต้องการความช่วยเหลือ อยู่ที่ไหน และต้องการความช่วยเหลือด้านใด” ทำให้หน่วยงานสามารถวางแผนและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด จากเดิมที่ต้องรอให้ประชาชนเข้ามาขอรับบริการ สู่การทำงาน เชิงรุก ที่ใช้ข้อมูลช่วยชี้เป้าและนำความช่วยเหลือไปถึงประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่อาจตกหล่นจากระบบ แนวทางนี้จึงเป็นการยกระดับข้อมูลภาครัฐจาก “ข้อมูลเพื่อการรายงาน” สู่ “ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ” ช่วยให้หน่วยงานจัดสรรทรัพยากรได้เหมาะสม และให้ความช่วยเหลือประชาชนได้ตรงความต้องการมากยิ่งขึ้น [ใช้ข้อมูลจับคู่ “นวัตกรรม” กับ “ความต้องการ” ให้ตรงคน] ดร.พีรดล กล่าวปิดท้ายว่า อีกหนึ่งโอกาสสำคัญ คือ การใช้ Big Data เชื่อมช่องว่างระหว่าง “นวัตกรรมที่มีอยู่” กับ “ความต้องการของประชาชน” เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อสังคมจำนวนมาก แต่ความท้าทาย คือ การทำให้นวัตกรรมเหล่านั้นไปถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีความต้องการใช้งานจริง การวิเคราะห์และจำแนกกลุ่มผู้รับบริการ จะช่วยให้หน่วยงานเข้าใจความต้องการและข้อจำกัดที่แตกต่างกันของกลุ่มเปราะบางแต่ละกลุ่มหรือแต่ละบุคคลได้ละเอียดขึ้น และสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการจับคู่นวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ หรือบริการให้เหมาะสมกับความต้องการ แทนการให้บริการแบบเหมารวมที่อาจไม่ตอบโจทย์ประชาชนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง BDI มุ่งผลักดันให้ Big Data และ AI จากเทคโนโลยีสู่โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลที่กระจัดกระจายให้เกิดการใช้ประโยชน์ร่วมกัน เปลี่ยนข้อมูลให้เป็น Insight และต่อยอดสู่การตัดสินใจที่แม่นยำ เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม สนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐมองเห็นผู้ที่อาจตกหล่นจากระบบ เข้าถึงกลุ่มเปราะบางได้ตรงจุด พร้อมยกระดับบริการสาธารณะให้ตอบโจทย์ประชาชนอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน อันเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Data-Driven Nation
23 August 2026

บทความ

BDI โชว์การประยุกต์ใช้ Big Data และ AI หนุนกำหนดนโยบาย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-สังคม เติบโตทุกมิติอย่างมีทิศทาง
16 กันยายน 2568, ชลบุรี – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI โดย ดร.สุนทรีย์ ส่งเสริม รองผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ เข้าร่วมบรรยายพิเศษหัวข้อ Big Data & AI : Introduction and Use Cases ในงานสัมมนาคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ พัทยา จังหวัดชลบุรี ดร.สุนทรีย์ เล่าถึงการทำงานของ BDI ในด้านต่าง ๆ ตั้งแต่เริ่มจัดตั้งเพื่อทำหน้าที่หลักในการเชื่อมโยงและใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อขับเคลื่อนประเทศ โดยมีพันธกิจสำคัญในการสร้างนวัตกรรมและโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล ที่ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายและการบริการประชาชนในทุกภาคส่วน BDI ได้พัฒนาระบบและแพลตฟอร์มที่สำคัญ อย่างเช่น CO-Link ที่เชื่อมโยงข้อมูลด้านสาธารณสุขเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการผู้ป่วยและทรัพยากรในช่วงวิกฤตโควิด-19 และ Election Dashboard ที่ช่วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง รายงานผลการเลือกตั้งแบบเรียลไทม์อย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ ปัจจุบัน BDI กำลังเร่งพัฒนาโครงการสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนทั้งเศรษฐกิจและสังคม เช่น “โครงการ Health Link” ที่เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพระหว่างโรงพยาบาลและสถานพยาบาล “โครงการ Travel Link” ที่เปิดเผยข้อมูลการเดินทางเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและบริการสาธารณะ “โครงการ Provincial Data Platform” ที่มุ่งสร้างฐานข้อมูลระดับจังหวัดเพื่อสนับสนุนการวางนโยบายเชิงพื้นที่ รวมถึง “โครงการ Envi Link” ด้านสิ่งแวดล้อมที่ช่วยสนับสนุนให้จังหวัดภูเก็ต ก้าวสู่เมืองปลอดคาร์บอนด้วยการใช้ข้อมูลจากกล้อง CCTV สำหรับ BDI มีบุคลากรเชี่ยวชาญด้านข้อมูลกว่า 60% ในการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี เน้นการสร้างเครื่องมือและระบบที่ใช้งานครั้งเดียว แต่สร้างประโยชน์ได้หลากหลายมิติ นอกจากนี้ BDI ยังได้ร่วมมือกับอีก 4 หน่วยงานชั้นนำด้าน AI และ LLM ประกอบด้วย NECTEC, VISTEC, AIEAT และ AIAT พัฒนา ThaiLLM ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์สำหรับภาษาไทย แบบ Open Source/Open License ที่เข้าใจบริบทของภาษาและวัฒนธรรมไทย เพื่อให้ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และนักเทคโนโลยี สามารถนำไปใช้งานและต่อยอดได้อย่างกว้างขวาง สุดท้าย ดร.สุนทรีย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการพัฒนาเทคโนโลยีแล้ว BDI ยังยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลข้อมูล (Data Governance) โดยเน้นการแก้ไขปัญหา Data Silo จัดการสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล ยกระดับคุณภาพและการเปิดเผยข้อมูลเพื่อการตรวจสอบ ตลอดจนการส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และความปลอดภัยทางไซเบอร์ งานสัมมนาในครั้งนี้ จัดขึ้นโดยกองทุนการออมแห่งชาติ หรือ กอช. โดยผู้เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการบริหาร เพื่อพัฒนาทักษะ ยกระดับคุณภาพการปฏิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่อง สู่การขับเคลื่อนภารกิจองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ เติบโตแบบมีทิศทาง
16 September 2025

บทความ

6 แนวทางยอดนิยมของการใช้งาน Data Fabrics
วันนี้เราจะมาพูดถึงสถาปัตยกรรม การจัดการ Data Fabric ที่เป็นเสมือนกล่องวิเศษช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงข้อมูลที่กระจัดกระจาย อีกทั้งยังช่วยดูแลจัดระเบียบข้อมูลได้อย่างชาญฉลาดไปด้วยในตัว และบทความนี้จะพูดถึงเรื่อง 6 แนวทางยอดนิยมของการใช้งาน Data Fabrics ที่จะมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับองค์กรของคุณได้ โดยปกติแล้วทุก ๆ องค์กรจะมีข้อมูลกระจายตามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งแต่ละหน่วยงานมีหน้าที่ละความรับผิดชอบในการจัดการข้อมูลของตัวเอง การจัดสรรข้อมูลลักษณะนี้เรียกว่าการจัดการข้อมูลแบบไซโล หรือ Data Silo โดย Silos ในที่นี้คือ ปัญหาที่มีข้อมูลบางอย่างที่ถูกเก็บอยู่แต่ในเฉพาะกลุ่ม คนในองค์กรส่วนอื่น ๆ ไม่เคยได้รับการแชร์หรือได้ใช้ประโยชน์เลย หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือมีข้อเสียตรงที่การบูรณาการข้อมูลระหว่างกันจะเป็นไปได้ยาก ซึ่ง Data Fabrics จะมาช่วยสร้างระบบที่ให้ข้อมูลพวกนี้มาเรียงร้อยถักทอกันออกมาเป็นข้อมูลที่เป็นระบบระเบียบ จึงเป็นที่มาของคำ ๆ นี้นั่นเอง ดังนั้น Data Fabrics จึงเปรียบได้กับโครงสร้างที่ช่วยจัดการข้อมูลแบบรวมศูนย์ ที่อนุญาตให้องค์กรเข้าถึงข้อมูลของตนจากที่ไหนก็ได้ภายในสภาพแวดล้อม Hybrid Cloud  “การใช้เทคโนโลยีและบริการเหล่านี้ มันเพิ่มคุณค่าให้กับข้อมูลและให้ประโยชน์มากขึ้นสำหรับผู้ใช้” David Proctor, Senior Database Manager จาก Everconnect บริษัทที่ทำธุรกิจให้บริการระบบจัดการฐานข้อมูลระยะไกล อ่านเพิ่มเติมเรื่อง Data Fabric เป็นหนึ่งใน 12 เทรนด์เชิงกลยุทธ์ในปี 2022 Data Fabric กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อองค์กรหันมาใช้วิธีการจัดเก็บแบบดิจิทัล เพราะเมื่อบริษัทเติบโตขึ้น ทำให้การจัดเก็บข้อมูลอาจซับซ้อนมากขึ้น เพราะข้อมูลถูกจัดเก็บไว้ในตำแหน่งต่าง ๆ ที่บางทีหลาย ๆ ส่วนงานอาจไม่สามารถเข้าถึงได้ Proctor จึงตั้งข้อสังเกตว่า “Data Fabric ได้สร้างมาตรฐานใหม่ของการเก็บข้อมูลและทำให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้โดยไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหนก็ตามบนโลก” Sean Knapp ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Ascend.io บริษัทที่ให้บริการระบบ Dataflow แบบอัตโนมัติกล่าวโดยสรุปว่า เทคโนโลยี Data Fabric เป็นเหมือนกาวที่เชื่อมโยงระบบข้อมูลขององค์กรทั้งหมดเข้าด้วยกัน ให้ทุกส่วนของข้อมูลสอดคล้องกัน ซึ่งจะช่วยให้ Data Engineer สร้าง, ขยายสเกล, และพัฒนา Data Pipeline อย่างต่อเนื่องที่อยู่บน Apache Spark โดยไม่ต้องเขียนโค้ดมาก “Data Fabric ช่วยองค์กรให้รักษาระบบข้อมูลที่ซับซ้อนและแตกต่างกันได้ และยังช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วด้วยตนเอง ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ใดหรือก่อนหน้านี้ระบบเคยถูกจัดเก็บไว้อย่างไรก็ตาม” Sean Knapp กล่าว การนำ Data Fabrics มาใช้สามารถช่วยองค์กรของคุณได้อย่างไร นี่คือ 6 แนวทางยอดนิยมของการใช้งาน Data Fabric: 1.นวัตกรรมองค์กร “เทคโนโลยี Data Fabric ช่วยเปิดเส้นทางใหม่สู่การสร้างนวัตกรรมผู้ชนะจากไอเดีย AI, ML ใหม่ ๆ ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะด้านการเร่งความเร็ววงจรการวิเคราะห์ข้อมูล (Data and Analytics Lifecycle) ” Knapp กล่าว “มันหมดคำถามแล้วว่า มันจะดีแค่ไหนถ้าองค์กรสามารถใช้สถาปัตยกรรม Data Fabric รวมแหล่งข้อมูลทั้งระบบ Cloud เครื่องมือคำนวณ โดเมนต่าง ๆ มาใช้ร่วมกัน แต่ต้องถามว่าจะเริ่มทำเมื่อไหร่เท่านั้นเอง” 2. ป้องกันและบำรุงรักษาระบบ เทคโนโลยี Data Fabric สามารถใช้ทำการวิเคราะห์หาจุดอ่อนเพื่อป้องกันการล่มของระบบได้ ซึ่งจะช่วยลดช่วงเวลา Downtime เนื่องจากมันสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกจากจุดข้อมูลต่าง ๆ และคาดการณ์ล่วงหน้าถึงรอบการบำรุงรักษา เรียกว่าเป็นการ “กันก่อนแก้” นอกจากนี้ Jared Stern ซีอีโอของ Uplift Legal Funding ยังกล่าวอีกว่า ” Data Fabric จะช่วยวางแผนในการเตรียมเครื่องมือ อะไหล่ ทรัพยากรบุคคล และสำรองสิ่งที่จำเป็นได้อย่างเป็นระบบระเบียบ” 3.กำจัดปัญหา Silos (ไซโล) บอกลากับปัญหา Data Silo ไปได้เลย Dan DeMers ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Cinchy กล่าวว่า “วิธีการถักทอร้อยเรียงฐานข้อมูลต่าง ๆ ของ Data Fabric ทำให้มันได้ชื่อว่าเป็นเทคโนโลยีแรกที่สามารถทำลาย เรื่อง Data Silo ได้อย่างแท้จริง” “เราทุกคนรู้ถึงข้อเสียของการเก็บข้อมูลแบบไซโล” DeMers กล่าว “ถึงแม้จะมีข้อดี แต่ Data Silo ขัดขวางประสิทธิภาพการทำงาน รวมถึงยังไม่มีวิธีการทำงานรูปแบบอื่นที่แทนที่ได้ เนื่องจากไม่มีทางเลี่ยงฐานข้อมูลที่ผูกติดกับแอปพลิเคชัน” แต่ต้องเข้าใจว่าจริง ๆ แล้วองค์กรต้องทำงานด้วยข้อมูล ไม่ใช่แอปพลิเคชัน “นั่นเป็นเหตุผลที่การบูรณาการแบบจุดต่อจุดยังคงเป็นปัญหาใหญ่ในสถาปัตยกรรมข้อมูล ยิ่งเราคิดจะทำลาย Data Silo โดยไปหาที่รวมให้มัน กลับนำไปสู่ปัญหา Data Silo ที่ใหญ่ขึ้น ตรงกันข้ามเรากลับไม่ทำอะไรเลยเพื่อแก้ไขสาเหตุของปัญหาจริง ๆ  ซึ่งอยู่ที่เราโฟกัสกันเองว่าฐานข้อมูลต้องขึ้นอยู่กับแอปเป็นหลัก” เขาอธิบาย ”Data Fabric จะแยกข้อมูลออกจากแอปพลิเคชัน นี่แหละคือสิ่งที่ทำให้ หลักการที่ว่าเน้นข้อมูลเป็นศูนย์กลางเกิดขึ้นได้จริง เราจะได้จบวังวนในการซื้อโปรแกรม / สร้างโปรแกรม / และเอามาเชื่อมต่อกับระบบที่มีอยู่ได้ซักที” 4.  ได้ข้อมูลเชิงลึกของลูกค้า Data Fabrics ช่วยบอกองค์กรให้เห็นถึงวิธีที่ลูกค้าใช้บริการ โดย Proctor กล่าวว่า “ด้วยวิธีนี้ พวกเขาสามารถรวบรวมชุดข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับลูกค้าที่แตกต่างกัน วิเคราะห์ และใช้เพื่อสร้างกลยุทธ์ที่ปรับปรุงประสบการณ์โดยรวมของลูกค้า” นอกจากนี้ Szymon Klarman หัวหน้าสถาปนิกด้านการจัดการความรู้ในองค์กรของ BlackSwan Technologies อธิบายการใช้ Data Fabric เพื่อให้ได้มุมมองหรือข้อมูลที่แท้จริงของลูกค้า “องค์กรสามารถใช้ Data Fabric เพื่ออ้างอิงข้อมูลระหว่างกันและใช้ในการสรุปผลได้ ทำให้เห็นมุมมองตามความเป็นจริงและความสัมพันธ์ต่าง ๆ ระหว่างเครือข่ายของหน่วยธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงาน และช่วยปรับรูปแบบความสัมพันธ์ของหน่วยงานที่มีให้กับหน่วยธุรกิจนั้น ๆ “มุมมอง ‘ลูกค้า 360' นี้ครอบคลุมความต้องการของแผนกต่าง ๆ ตั้งแต่การปฏิบัติตามนโยบายการตลาด / การจัดกลุ่มลูกค้า และความเสี่ยง / การจัดการกับความเสี่ยง” 5. ให้การช่วยเหลือการทำตามกฎระเบียบข้อบังคับของข้อมูล ข้อกำหนดสำหรับความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ และได้กลายเป็นความเสี่ยงสุดสำคัญขององค์กรที่ต้องหาวิธีลดความเสี่ยงให้ได้ โดย John Wills, CTO ภาคสนามของ Alation บริษัทที่นำเสนอเทคโนโลยี Machine Learning ที่ช่วยให้ผู้ใช้ค้นหา เข้าใจและเชื่อถือข้อมูลในข้อมูล ได้กล่าวว่า “เรื่องการลดความเสี่ยงในองค์กร ที่จริงแล้วมันขึ้นอยู่กับว่า องค์กรจัดการความเสี่ยงเรื่องการกำกับดูแลข้อมูล Data Governance ได้ดีแค่ไหน”...
18 March 2022
PDPA Icon

We use cookies to optimize your browsing experience and improve our website’s performance. Learn more at our Privacy Policy and adjust your cookie settings at Settings

Privacy Preferences

You can choose your cookie settings by turning on/off each type of cookie as needed, except for necessary cookies.

Accept all
Manage Consent Preferences
  • Strictly Necessary Cookies
    Always Active

    This type of cookie is essential for providing services on the website of the Personal Data Protection Committee Office, allowing you to access various parts of the site. It also helps remember information you have previously provided through the website. Disabling this type of cookie will result in your inability to use key services of the Personal Data Protection Committee Office that require cookies to function.
    Cookies Details

  • Performance Cookies

    This type of cookie helps the Big Data Institute (Public Organization) understand user interactions with its website services, including which pages or areas of the site are most popular, as well as analyze other related data. The Big Data Institute (Public Organization) also uses this information to improve website performance and gain a better understanding of user behavior. Although the data collected by these cookies is non-identifiable and used solely for statistical analysis, disabling them will prevent the Big Data Institute (Public Organization) from knowing the number of website visitors and from evaluating the quality of its services.

  • Functional Cookies

    This type of cookie enables the Big Data Institute (Public Organization)’s website to remember the choices you have made and deliver enhanced features and content tailored to your usage. For example, it can remember your username or changes you have made to font sizes or other customizable settings on the page. Disabling these cookies may result in the website not functioning properly.

  • Targeting Cookies

    "This type of cookie helps the Big Data Institute (Public Organization) understand user interactions with its website services, including which pages or areas of the site are most popular, as well as analyze other related data. The Big Data Institute (Public Organization) also uses this information to improve website performance and gain a better understanding of user behavior. Although the data collected by these cookies is non-identifiable and used solely for statistical analysis, disabling them will prevent the Big Data Institute (Public Organization) from knowing the number of website visitors and from evaluating the quality of its services.

Save settings