Digital Government

Digital Government

ข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง

Related news and articles

PostType Filter En

บทความ

BDI เร่งเชื่อม 118 ชุด “ข้อมูลภัยพิบัติ” ตามกรอบ 60 วัน หลังระเบียบสำนักนายกฯ มีผลบังคับ เดินหน้า Data Sharing ผ่านแพลตฟอร์ม D2 สู่ “National Data Backbone” หนุนรัฐเห็นสถานการณ์เร็ว–ช่วยประชาชนตรงจุด
7 กันยายน 2569, กรุงเทพฯ – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI เดินหน้าขับเคลื่อนการเชื่อมโยง 118 ชุดข้อมูลดิจิทัลด้านการจัดการภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉิน ตามภาคผนวกท้าย ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัล พ.ศ. 2569 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ โดยระเบียบฯ กำหนดกรอบให้หน่วยงานของรัฐที่จัดทำและครอบครองชุดข้อมูลตามภาคผนวก เชื่อมโยงระบบสารสนเทศและนำส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบกลางเพื่อการแบ่งปันข้อมูลภายใน 60 วัน มุ่งยกระดับการนำข้อมูลจากหลายหน่วยงานมาใช้ร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อสนับสนุนการประเมินสถานการณ์ การตัดสินใจ และการบริหารความช่วยเหลือประชาชนได้รวดเร็ว ตรงจุด และลดความซ้ำซ้อนในการทำงาน ระเบียบดังกล่าวนับเป็นกลไกสำคัญในการวาง กติกากลางด้านการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัลของภาครัฐ โดยมีเป้าหมายให้การจัดทำ ครอบครอง นำส่ง และเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลข้อมูล และเอื้อต่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงวิเคราะห์เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ กำหนดนโยบาย และการดำเนินงานของภาครัฐ ทั้งนี้ ระเบียบฯ กำหนดให้ สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) จัดให้มีระบบกลางเพื่อการแบ่งปันข้อมูลสำหรับรองรับการเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐ ศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ กล่าวว่า “ประเทศไทยมีข้อมูลจำนวนมากอยู่ในความดูแลของหน่วยงานต่าง ๆ แต่ความท้าทายสำคัญคือการทำให้ข้อมูลเหล่านั้นสามารถเชื่อมโยงและนำมาใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ โดยยังคงรักษาสิทธิและความรับผิดชอบของหน่วยงานเจ้าของข้อมูล โดยเฉพาะในสถานการณ์ภัยพิบัติที่ต้องอาศัยข้อมูลจากหลายแหล่งและต้องตัดสินใจภายใต้ข้อจำกัดด้านเวลา การมีทั้งกติกากลางและโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลที่พร้อม จะช่วยเปลี่ยนข้อมูลที่กระจายอยู่ในหลายหน่วยงานให้สามารถนำมาใช้สนับสนุนการตัดสินใจได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น” ในการขับเคลื่อนด้านเทคโนโลยี BDI ได้พัฒนา แพลตฟอร์ม D2 (Data Integration and Intelligence) เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานรองรับการเชื่อมโยงและใช้ประโยชน์จากข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ โดยออกแบบให้สามารถเชื่อมข้อมูลจากหน่วยงานเจ้าของข้อมูลตามสิทธิและเงื่อนไขที่กำหนด ไม่จำเป็นต้องนำข้อมูลทั้งหมดมารวมเก็บไว้ในที่เดียว พร้อมรองรับการประมวลผลข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์ภายใต้หลักเกณฑ์ด้านการกำกับดูแลและความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของระบบกลางเพื่อการแบ่งปันข้อมูลตามระเบียบฯ ที่กำหนดรูปแบบการบริหารจัดการข้อมูล รวมถึงการใช้ข้อมูลดิบเพื่อการประมวลผลและการส่งต่อข้อมูลในรูปแบบที่เหมาะสมตามสิทธิของเจ้าของข้อมูล สำหรับการดำเนินงานในระยะแรก 118 ชุดข้อมูลดิจิทัลด้านการจัดการภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ระบุไว้ในภาคผนวกท้ายระเบียบฯ จะเป็นหนึ่งในกลุ่มข้อมูลสำคัญที่ถูกเร่งนำมาเชื่อมโยง ครอบคลุมข้อมูลจากหลายมิติ ทั้งด้านสภาพอากาศและอุตุนิยมวิทยา ปริมาณฝน ระดับน้ำ พื้นที่เสี่ยงและข้อมูลเชิงพื้นที่ โครงสร้างพื้นฐานและเส้นทางคมนาคม ระบบสื่อสาร ข้อมูลประชาชนและกลุ่มที่ต้องได้รับการดูแล ข้อมูลด้านสุขภาพและบริการฉุกเฉิน ตลอดจนข้อมูลที่ใช้ประกอบการประเมินพื้นที่และผลกระทบจากภัยพิบัติ โดยภาคผนวกของระเบียบฯ กำหนดทั้งชุดข้อมูล ลักษณะการเชื่อมโยง และหน่วยงานของรัฐผู้จัดทำหรือครอบครองข้อมูลไว้อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้บทเฉพาะกาลของระเบียบฯ หน่วยงานของรัฐที่จัดทำและครอบครองข้อมูลตามภาคผนวกจะต้อง เชื่อมโยงระบบสารสนเทศกับระบบกลางและนำส่งข้อมูลภายใน 60 วันนับแต่วันที่ระเบียบมีผลใช้บังคับ ขณะที่หน่วยงานที่ยังไม่มีความพร้อมในการเชื่อมโยง สามารถประสานกับ BDI ภายใน 15 วัน เพื่อหารือและกำหนดแผนการสร้างความพร้อมร่วมกัน ซึ่งจะช่วยให้การขับเคลื่อน Data Sharing มีกรอบการดำเนินงานที่ชัดเจนและสามารถเปลี่ยนจากระดับนโยบายไปสู่การใช้งานจริงได้เร็วขึ้น เมื่อข้อมูลสำคัญจากหลายหน่วยงานสามารถเชื่อมโยงและนำมาใช้ร่วมกันได้ จะช่วยยกระดับการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศตลอดทั้งวงจร ได้แก่ นอกจากการจัดให้มีและบริหารระบบกลางแล้ว ระเบียบฯ ยังให้อำนาจหน้าที่ BDI ในการประมวลผลข้อมูลเพื่อใช้ประโยชน์เชิงวิเคราะห์ เป็นตัวกลางในการส่งคำขอและส่งต่อข้อมูล ตรวจสอบสิทธิและเงื่อนไขการแบ่งปันข้อมูล ติดตามดูแลระบบให้มีความปลอดภัยและพร้อมใช้งาน รวมถึงสามารถทำหน้าที่เป็น ศูนย์กลางการจัดการข้อมูลในกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลที่จำเป็นต่อการจัดการสถานการณ์กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ ซึ่งทำให้การบริหารจัดการภัยพิบัติเป็นหนึ่งในกรณีใช้งานที่สะท้อนประโยชน์ของการแบ่งปันข้อมูลภาครัฐได้อย่างชัดเจน การดำเนินงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแนวทาง BDI ในการพัฒนา National Data Backbone หรือโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลระดับประเทศ เพื่อทำให้ข้อมูลสำคัญจากหน่วยงานต่าง ๆ สามารถเชื่อมโยงและนำกลับมาใช้ประโยชน์ร่วมกันได้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้กติกา มาตรฐาน สิทธิการเข้าถึง และการกำกับดูแลที่ชัดเจน พร้อมผลักดัน High Value Datasets (HVD) หรือชุดข้อมูลที่มีคุณค่าสูง เข้าสู่โครงสร้างดังกล่าวอย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มจำนวนชุดข้อมูลและหน่วยงานที่สามารถใช้ข้อมูลร่วมกัน สนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย การบริหารราชการ และการให้บริการประชาชน โดยการเชื่อมโยง 118 ชุดข้อมูลด้านภัยพิบัติถือเป็นหนึ่งใน Use Case สำคัญของการขับเคลื่อน National Data Backbone ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม “เป้าหมายสำคัญ คือ ทำให้ข้อมูลของประเทศ ‘พร้อมเชื่อม พร้อมใช้ และพร้อมสนับสนุนการตัดสินใจ’ โดยเฉพาะเมื่อเกิดภัยพิบัติที่ทุกนาทีมีความสำคัญ หากเรามีโครงสร้างข้อมูลและกติกาการเชื่อมโยงที่พร้อมตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ จะทำให้ประเทศไทยสามารถนำ Big Data และ AI มาใช้ได้เต็มศักยภาพมากขึ้น ตั้งแต่การพยากรณ์และแจ้งเตือน การวิเคราะห์สถานการณ์ การบริหารจัดการความช่วยเหลือ ไปจนถึงการประเมินความเสียหายและการฟื้นฟู ปลายทางจึงไม่ใช่เพียงการเชื่อมข้อมูล แต่คือการทำให้ข้อมูลถูกนำไปใช้เพื่อช่วยให้ภาครัฐตัดสินใจได้ดีขึ้น และประชาชนได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและตรงจุดมากขึ้น” ศ. ดร.ธีรณี กล่าวสรุป
7 September 2026

บทความ

BDI ต้อนรับคณะผู้แทนเยอรมนี เปิดมุมมองความร่วมมือไทย–เยอรมนี ขับเคลื่อน Data–AI สู่รัฐบาลดิจิทัลแห่งอนาคต
2 กันยายน 2569, กรุงเทพฯ – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจากสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ประกอบด้วยสมาชิกสภาแห่งรัฐ North Rhine-Westphalia (NRW) ผู้แทนทางการทูตจากสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน และสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย ตลอดจนผู้แทนจากมูลนิธิการเมืองเยอรมัน ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมและแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างไทย–เยอรมนี เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากข้อมูลภาครัฐ การพัฒนาระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์ (AI) โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและการประมวลผล การพัฒนากำลังคน ตลอดจนการประยุกต์ใช้ข้อมูลและ AI ในภาครัฐ สุขภาพ การศึกษา และภาคอุตสาหกรรม ณ สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) การหารือครั้งนี้ นำโดย ศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ BDI ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับคณะผู้แทนจากเยอรมนี โดย BDI ได้นำเสนอภาพรวมบทบาทในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นประเทศที่ใช้ข้อมูลในการพัฒนาและตัดสินใจ ครอบคลุมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล การเชื่อมโยงและแบ่งปันข้อมูลระหว่างหน่วยงาน การส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากข้อมูลภาครัฐ ตลอดจนการพัฒนาขีดความสามารถด้าน AI ของประเทศ หนึ่งในประเด็นสำคัญของการแลกเปลี่ยน คือ ความท้าทายในการทลาย Data Silos และการทำให้ข้อมูลภาครัฐสามารถเชื่อมโยงและนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ซึ่งเป็นโจทย์ร่วมที่ทั้งประเทศไทยและเยอรมนีให้ความสำคัญ โดยการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลไม่ได้มุ่งเพียงการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างหน่วยงาน แต่ยังรวมถึงการพัฒนาข้อมูลภาครัฐให้มีโครงสร้างและมาตรฐานที่เอื้อต่อการเชื่อมโยงและใช้งาน พร้อมออกแบบบริการที่ช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและติดต่อภาครัฐได้สะดวกยิ่งขึ้น ควบคู่กับการรักษาความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัย และสิทธิของประชาชน นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับ Digital Identity และ European Digital Identity Wallet (EUDI Wallet) รวมถึงการใช้ประโยชน์จากข้อมูลสุขภาพเพื่อการวิจัยและบริการสาธารณะ ตลอดจนแนวทางสร้างสมดุลระหว่างการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์กับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สะท้อนถึงความสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและกลไกการเชื่อมโยงข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ ปลอดภัย และคำนึงถึงสิทธิของประชาชน ในด้านปัญญาประดิษฐ์ BDI ได้นำเสนอแนวทางการพัฒนา Thai Large Language Model (ThaiLLM) เพื่อสนับสนุนการพัฒนา AI ที่ตอบโจทย์ภาษาและบริบทของประเทศไทย พร้อมแลกเปลี่ยนตัวอย่างการนำ Large Language Model ไปประยุกต์ใช้ในภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงประเด็น AI in Education ซึ่งฝ่ายเยอรมนีได้แบ่งปันแนวทางการศึกษาและทดลองใช้ AI เพื่อสนับสนุนกระบวนการเรียนการสอนและลดภาระงานของครู โดยให้ความสำคัญกับแนวคิด Human-in-the-Loop ที่ยังคงให้มนุษย์มีบทบาทในการกำกับและตัดสินใจ การแลกเปลี่ยนครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้ประเทศไทยและเยอรมนีจะมีบริบทด้านโครงสร้างภาครัฐและกฎระเบียบที่แตกต่างกัน แต่ต่างมีโจทย์สำคัญร่วมกัน ทั้งการ ทลาย Data Silos การพัฒนาข้อมูลภาครัฐให้มีมาตรฐานและสามารถเชื่อมโยงกันได้ การพัฒนารัฐบาลดิจิทัลที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง การใช้ข้อมูลและ AI อย่างรับผิดชอบ ตลอดจนการพัฒนากำลังคนและระบบนิเวศ AI ซึ่งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ระหว่างกันนับเป็นโอกาสในการเปิดมุมมองและต่อยอดแนวทางการพัฒนา Data และ AI เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของทั้งสองประเทศ ทั้งนี้ การหารือดังกล่าว สอดคล้องกับภารกิจของ BDI ในการส่งเสริมและสนับสนุนการนำ Big Data และ AI มาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ ทั้งด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมโยงข้อมูล การส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากข้อมูล การพัฒนาเทคโนโลยีและกำลังคน ตลอดจนการสร้างระบบนิเวศด้าน Data และ AI ที่เอื้อต่อการนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้กับโจทย์จริง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ ยกระดับบริการประชาชน และสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Data-Driven Nation อย่างเป็นรูปธรรม
2 September 2026

บทความ

BDI ชูแนวคิด “เชื่อมข้อมูลให้ใช้ประโยชน์ได้จริง” หนุนรัฐบาลดิจิทัล ทลาย Data Silo สู่บริการภาครัฐที่ตอบโจทย์ประชาชน
26 สิงหาคม 2569, กรุงเทพฯ – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในเวทีเสวนา “Thailand's Digital Economy: Is X-Road of Thailand Possible?” ภายใต้การประชุม “Thailand's Digital Future: AI, Innovation and Better Government” ซึ่งจัดโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) ณ อาคารจามจุรี 10 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมชูแนวคิดสำคัญว่า การเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐไม่ควรหยุดอยู่เพียงการทำให้ระบบสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ แต่ต้องมุ่งสู่การ “เชื่อมข้อมูลให้ใช้ประโยชน์ได้จริง” เพื่อยกระดับบริการประชาชน เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารภาครัฐ และสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมจากข้อมูล การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวทางการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัลของประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐ ตลอดจนการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ และสนับสนุนการพัฒนาภาครัฐให้สอดคล้องกับแนวทางการประเมิน Business Ready (B-READY) ของธนาคารโลก ภายในงานได้รับเกียรติจาก ดร.เสรี นนทสูติ ประธานอนุกรรมการพัฒนาระบบราชการเกี่ยวกับการขับเคลื่อนระบบราชการเพื่ออนาคต และ ศ. ดร.วิทิต ปานสุข ผู้ช่วยอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเปิดการประชุม ก่อนเข้าสู่การนำเสนอแนวคิดด้านการขับเคลื่อนภาครัฐดิจิทัล รวมถึงบทบาทของศูนย์ปัญญาประดิษฐ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chula AI Centre) ประเด็นสำคัญของการหารือมุ่งไปที่การพัฒนาบริการภาครัฐแบบ End-to-End Digital Services ผ่านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและมาตรฐานการเชื่อมโยงข้อมูลในรูปแบบ API เพื่อให้ประชาชนไม่ต้องกรอกข้อมูลหรือยื่นเอกสารซ้ำ ช่วยลดขั้นตอน ระยะเวลา และภาระในการติดต่อราชการ ขณะเดียวกัน การพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลจำเป็นต้องคำนึงถึงคุณภาพและมาตรฐานของข้อมูล ความมั่นคงปลอดภัย ตลอดจนการกำหนดสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลอย่างเหมาะสม ในช่วงเสวนา “Thailand's Digital Economy: Is X-Road of Thailand Possible?” ดร.อภิวดี ปิยธรรมรงค์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านบูรณาการข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ BDI พร้อมด้วยผู้แทนจากสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และมุมมองเกี่ยวกับการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐจากภารกิจของแต่ละหน่วยงาน รวมถึงปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ข้อมูลจากหลายหน่วยงานสามารถนำมาใช้สร้างบริการและประโยชน์ต่อประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม BDI เน้นย้ำว่า การเชื่อมโยงข้อมูลต้องมุ่งไปสู่การนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์จริง โดยยกตัวอย่าง Health Link ซึ่งเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพระหว่างสถานพยาบาล เพื่อสนับสนุนให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นของผู้ป่วยข้ามสถานพยาบาล รวมถึง แพลตฟอร์มดีทู (Data Integration and Intelligence Platform: D2) ที่สนับสนุนการเชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายแหล่ง เพื่อเพิ่มมิติของข้อมูลและนำไปใช้สนับสนุนการให้บริการประชาชนและการบริหารจัดการภาครัฐ ทั้งสองแพลตฟอร์มสะท้อนให้เห็นว่า คุณค่าของการเชื่อมโยงข้อมูลไม่ได้อยู่เพียงที่การทำให้ข้อมูลจากต่างระบบสามารถเชื่อมถึงกัน แต่คือการทำให้ข้อมูลเหล่านั้น “ใช้ประโยชน์ได้จริง” ภายใต้มาตรฐาน กฎหมาย ความมั่นคงปลอดภัย และการกำหนดสิทธิการเข้าถึงข้อมูลที่เหมาะสม นอกจากนี้ ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนมุมมองว่า ประเทศไทยมีพื้นฐานและกลไกการเชื่อมโยงข้อมูลอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องนำรูปแบบ X-Road จากต่างประเทศมาปรับใช้ทั้งหมด แต่ควรนำแนวคิดและหลักการที่เหมาะสมมาประยุกต์ให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย โดยให้ความสำคัญกับ มาตรฐานกลาง กฎและกติกาที่ชัดเจน มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัย และการกำหนดสิทธิการเข้าถึงข้อมูล ควบคู่กับการเร่งลดข้อจำกัดจากปัญหา Data Silo เพื่อให้ข้อมูลจากหลายหน่วยงานสามารถเชื่อมโยง วิเคราะห์ และสร้างคุณค่าร่วมกันได้มากขึ้น นำไปสู่การใช้ข้อมูลที่ตอบโจทย์ประชาชน ภาคธุรกิจ และการบริหารภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ การประชุมครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของการสร้างความร่วมมือและแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของประเทศไทย จากการทำงานและจัดเก็บข้อมูลแบบแยกส่วน ไปสู่ระบบที่สามารถ เชื่อมโยงข้อมูลและบริการระหว่างหน่วยงานได้อย่างมีมาตรฐาน ปลอดภัย และนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ “Digital Future” ควบคู่กับการพัฒนาภาครัฐให้ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนและภาคธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น ขอบคุณภาพจาก: สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ
26 August 2026

บทความ

BDI จับมือ พม. บูรณาการข้อมูลกลุ่มเปราะบาง 92 ชุด ยกระดับสู่แพลตฟอร์ม D2 
30 มิถุนายน 2569, กรุงเทพฯ – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ร่วมกับ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เดินหน้ายกระดับการให้บริการสวัสดิการสังคมอย่างต่อเนื่อง โดย นายกิตติ อินทรกุล รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมด้วย ศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ ดร.สุนทรีย์ ส่งเสริม รองผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ พร้อมด้วยผู้บริหารและผู้แทนจากหน่วยงานในสังกัด พม. ประกอบด้วย สำนักงานปลัดกระทรวง พม. (สป.พม.), กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) และกรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.)  และผู้แทนจากทีมพัฒนาแพลตฟอร์ม D2 ของ BDI ร่วมประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการบูรณาการข้อมูลกลุ่มเปราะบาง ทั้งคนพิการและผู้สูงอายุ ตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการดำเนินงานต่อเนื่องจากการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) “การเชื่อมโยงและปรับปรุงฐานข้อมูลประชาชนในกลุ่มเปราะบางและกลุ่มคนพิการ และการจัดทำฐานข้อมูลผู้สูงอายุตามสิทธิ สวัสดิการ ที่จะได้รับรายบุคคล เพื่อบูรณาการข้อมูลจากทุกภาคส่วนที่ขับเคลื่อนงานด้านผู้สูงอายุ” ระหว่าง 29 ฝ่าย   ความสำเร็จในการเชื่อมโยงข้อมูลกลุ่มคนเปราะบาง คนพิการ และผู้สูงอายุ  ที่ประชุมได้ร่วมทบทวนผลลัพธ์การรวบรวมและเชื่อมโยงชุดข้อมูลสำคัญเพื่อการส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตในกลุ่มคนเปราะบาง ซึ่งปัจจุบันสามารถรวบรวมเพื่อศึกษาคุณภาพ ศักยภาพ และข้อจำกัดในการใช้งานเชิงวิเคราะห์ ได้แล้ว 92 ชุดข้อมูล จากชุดเป้าหมาย 100 ชุดข้อมูล ทั้งนี้ ในระยะถัดไป พม. และ BDI จะมุ่งเน้นขับเคลื่อนการเปลี่ยนรูปแบบการส่งข้อมูล จากการส่งแบบครั้งเดียว ไปสู่การเชื่อมโยงข้อมูลตามรอบระยะเวลาที่เหมาะสม (Regular Update) เช่น ข้อมูลด้านการศึกษา ที่จะปรับปรุงการอัปเดตเป็นรายภาคเรียน หรือข้อมูลการจ่ายเบี้ยยังชีพ ทั้งเบี้ยผู้สูงอายุและเบี้ยคนพิการ ที่มีรอบการเบิกจ่ายรายเดือน แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้ข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์มีความทันสมัยและสามารถนำไปใช้ได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมยกระดับการเชื่อมโยงข้อมูลให้เป็นระบบกึ่งอัตโนมัติ ส่งผลให้แดชบอร์ดที่พัฒนาขึ้นสามารถแสดงผลข้อมูลล่าสุดได้ตามรอบการอัปเดต สนับสนุนผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ในการติดตามสถานการณ์ วางแผน และออกแบบนโยบายเพื่อช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบางได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ก้าวต่อไปสู่แพลตฟอร์ม D2 เพื่อการช่วยเหลือที่แม่นยำ  เพื่อต่อยอดความร่วมมือในการบูรณาการข้อมูล ประชาชนกลุ่มเปราะบาง คนพิการ และผู้สูงอายุ ปัจจุบัน BDI ยังได้มีบทบาทเข้าเป็นที่ปรึกษาในโครงการยกระดับการบูรณาการข้อมูลเพื่อการพัฒนาสังคม โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการบูรณาการข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์ที่พัฒนาขึ้น ให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพบนโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของกระทรวง พม. และสามารถแลกเปลี่ยนเพื่อการวิเคราะห์ร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมเพื่อนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มคนเปราะบาง ให้สามารถเชื่อมต่อใช้งานระหว่างหน่วยงาน ประมวลผลข้ามสาขาข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์และออกแบบนโยบาย ผ่านแพลตฟอร์ม D2 ของ BDI ได้อย่างไร้รอยต่อในอนาคตต่อไป  การบูรณาการข้อมูลร่วมกันในครั้งนี้ จะช่วยให้กระทรวง พม. มีฐานข้อมูลที่แม่นยำและทันสมัย ซึ่งจะส่งผลให้การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อกำหนดนโยบาย ตลอดจนการส่งต่อความช่วยเหลือไปยังพี่น้องประชาชนกลุ่มเปราะบาง ทั้งผู้สูงอายุและคนพิการ เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ตรงจุด และมีประสิทธิภาพสูงสุด 
30 June 2026
PDPA Icon

We use cookies to optimize your browsing experience and improve our website’s performance. Learn more at our Privacy Policy and adjust your cookie settings at Settings

Privacy Preferences

You can choose your cookie settings by turning on/off each type of cookie as needed, except for necessary cookies.

Accept all
Manage Consent Preferences
  • Strictly Necessary Cookies
    Always Active

    This type of cookie is essential for providing services on the website of the Personal Data Protection Committee Office, allowing you to access various parts of the site. It also helps remember information you have previously provided through the website. Disabling this type of cookie will result in your inability to use key services of the Personal Data Protection Committee Office that require cookies to function.
    Cookies Details

  • Performance Cookies

    This type of cookie helps the Big Data Institute (Public Organization) understand user interactions with its website services, including which pages or areas of the site are most popular, as well as analyze other related data. The Big Data Institute (Public Organization) also uses this information to improve website performance and gain a better understanding of user behavior. Although the data collected by these cookies is non-identifiable and used solely for statistical analysis, disabling them will prevent the Big Data Institute (Public Organization) from knowing the number of website visitors and from evaluating the quality of its services.

  • Functional Cookies

    This type of cookie enables the Big Data Institute (Public Organization)’s website to remember the choices you have made and deliver enhanced features and content tailored to your usage. For example, it can remember your username or changes you have made to font sizes or other customizable settings on the page. Disabling these cookies may result in the website not functioning properly.

  • Targeting Cookies

    "This type of cookie helps the Big Data Institute (Public Organization) understand user interactions with its website services, including which pages or areas of the site are most popular, as well as analyze other related data. The Big Data Institute (Public Organization) also uses this information to improve website performance and gain a better understanding of user behavior. Although the data collected by these cookies is non-identifiable and used solely for statistical analysis, disabling them will prevent the Big Data Institute (Public Organization) from knowing the number of website visitors and from evaluating the quality of its services.

Save settings