Future of work

Future of work

ข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง

Related news and articles

PostType Filter En

บทความ

ความฉลาดรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Literacy) 
พลวัตสำคัญของการยกระดับศักยภาพแรงงานและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต  การทำงานในโลกที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยไม่มีความฉลาดรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Literacy) เปรียบเสมือนการพยายามขับเรือในมหาสมุทรโดยปราศจากเครื่องมือนำทางที่ทันสมัย แม้ท่านจะมีความชำนาญในการบังคับเรือ แต่หากขาดระบบเรดาร์และพยากรณ์อากาศที่แม่นยำ ท่านย่อมเสียเปรียบผู้ที่รู้เท่าทันพายุและกระแสน้ำ AI Literacy จึงเปรียบได้กับการเป็นกัปตันที่ไม่ได้เพียงแค่ถือพวงมาลัยแต่ยังเป็นผู้ควบคุมเทคโนโลยีเพื่อกำหนดทิศทางของเรือให้ถึงจุดหมายอย่างปลอดภัยและรวดเร็วที่สุด ซึ่งเห็นได้ว่า ในศตวรรษที่ 21 ความสามารถในการเข้าใจและใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ ความฉลาดรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Literacy) ได้กลายเป็นเส้นแบ่งสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เช่นเดียวกับการอ่านออกเขียนได้ที่เป็นตัวตัดสินความรุ่งเรืองของชาติในศตวรรษที่ 20 ซึ่งโลกปัจจุบันกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคที่ AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเสริม แต่เป็นแกนกลางของระบบเศรษฐกิจ (AI-native economy) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อรูปแบบการทำงานและการจ้างงานทั่วโลก การที่แรงงานจะสามารถดำรงความสำคัญและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้นั้น จำเป็นต้องมีการปรับตัวและสร้างทักษะความฉลาดรู้ด้าน AI อย่างเป็นระบบ  นิยามและองค์ประกอบของ AI Literacy  AI Literacy ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงทักษะเชิงเทคนิค เช่น การเขียนโปรแกรมหรือการเขียนชุดคำสั่ง (Prompt Engineering) เท่านั้น แต่เป็นทักษะที่ประกอบด้วยความรู้ทางเทคโนโลยีและทักษะความเป็นมนุษย์ ตามกรอบแนวคิดของคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) และ OECD ความฉลาดรู้ด้าน AI ประกอบด้วย 4 เสาหลัก ได้แก่  1. การโต้ตอบกับ AI (Engage with AI) การทำความเข้าใจและประเมินผลลัพธ์จากเครื่องมือ AI อย่างมีวิจารณญาณ   2. การสร้างสรรค์ร่วมกับ AI (Create with AI) การทำงานร่วมกับ AI เพื่อแก้ปัญหาและสร้างนวัตกรรม โดยคำนึงถึงประเด็นทางจริยธรรมและกฎหมาย  3. การบริหารจัดการ AI (Manage AI) การมอบหมายงานให้ AI โดยมีการกำกับดูแลของมนุษย์เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เชื่อถือได้  4. การออกแบบโซลูชัน AI (Design AI) การทำความเข้าใจการทำงานของระบบเพื่อนำมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด   นอกจากนี้ การเตรียมความพร้อมสู่ยุค AI ยังต้องอาศัยทักษะพื้นฐาน เช่น การอ่านออกเขียนได้และดิจิทัล ทักษะที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง นั่นคือ การคิดเชิงวิพากษ์และการร่วมมือกัน และความสามารถในการปรับตัว (Adaptability) เพื่อประเมินและเปลี่ยนทิศทางตามเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว  ทำไม AI Literacy ถึงสำคัญในตอนนี้?  AI Literacy กลายเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน เพราะเป็นทักษะที่ช่วยให้เรา ทำงานได้เหนือกว่า ด้วยการใช้ AI เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะ ทั้งยังช่วยให้ ตัดสินใจเลือกเครื่องมือได้แม่นยำ และ รักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัวได้อย่างถูกต้อง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในความสำเร็จของทั้งบุคคลและระดับชาติในระบบเศรษฐกิจแห่งอนาคต โดยสามารถสรุปเหตุผลสำคัญได้ดังนี้  1. การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของตลาดแรงงาน (Workforce Disruption) เมื่อโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ AI เข้ามาปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ทักษะด้าน AI ไม่ใช่เพียงแค่ “ทักษะเสริม” แต่กลายเป็น “ความสามารถหลัก” ที่ผู้ว่าจ้างต้องการ และให้ความสำคัญกับ AI Literacy เป็นอันดับต้นๆ ในการคัดเลือกบุคลากรเข้ามาองค์กร  2. การเพิ่มผลิตภาพและศักยภาพของมนุษย์ โดย AI Literacy ช่วยให้คนทำงานสามารถดึงศักยภาพของเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับคุณภาพงาน รวมถึงได้มีเวลาโฟกัสงานที่สำคัญมากขึ้น เช่น การวางกลยุทธ์และการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน  3. การป้องกันความเหลื่อมล้ำและภาวะสมองไหลในระดับสากล เห็นได้ว่า AI Literacy กำลังกลายเป็น “เส้นแบ่งความมั่งคั่งใหม่ของโลก” (The new global divide) บุคคลากรในประเทศที่ขาดทักษะนี้จะเสียเปรียบในการแข่งขันอย่างรุนแรง ประเทศที่พัฒนาทักษะ AI ได้ช้าจะเผชิญกับ ภาวะสมองไหล (Brain Drain) เนื่องจากบุคลากรที่มีศักยภาพจะย้ายไปสู่ประเทศที่มีโอกาสในการทำงานร่วมกับ AI มากกว่า และหากไม่มีการส่งเสริม AI Literacy อย่างทั่วถึง ช่องว่างของทักษะจะกลายเป็นกำแพงที่แบ่งแยกชนชั้นทางเศรษฐกิจในอนาคต  4. ความรับผิดชอบและความปลอดภัยในการใช้เทคโนโลยี การมี AI Literacy ช่วยให้เราสามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่าง ปลอดภัย โปร่งใส และมีความรับผิดชอบ ช่วยให้เข้าใจถึงขีดจำกัดและความเสี่ยงของ AI ทำให้มนุษย์ยังคงเป็นผู้ตัดสินใจสูงสุด (Human oversight) และสร้างความเชื่อมั่นในระบบดิจิทัล  ความสำคัญต่อตลาดแรงงานและการจ้างงาน  จากการสำรวจของ Microsoft และ LinkedIn พบว่า ผู้นำองค์กรถึง 66% จะไม่รับพิจารณาผู้สมัครที่ขาดทักษะด้าน AI และที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ 71% ระบุว่าพร้อมจะจ้างผู้สมัครที่มีประสบการณ์น้อยแต่มีทักษะด้าน AI มากกว่าผู้สมัครที่มีประสบการณ์สูงแต่ไม่สามารถใช้ AI ได้ นอกจากนี้ 82% ของผู้นำฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ต่างยกให้ความฉลาดรู้ด้าน AI เป็นลำดับความสำคัญสูงสุดในการคัดเลือกบุคลากรในปัจจุบัน  แม้จะมีความกังวลว่า AI อาจเข้ามาแทนที่งานกว่า 92 ล้านตำแหน่ง แต่ในอีกทางหนึ่ง สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) คาดการณ์ว่า AI จะสร้างงานใหม่ขึ้นถึง 170 ล้านตำแหน่ง งานที่มีความซ้ำซ้อนจะถูกลดบทบาทลง ขณะที่ความต้องการแรงงานที่มีความรู้ด้าน AI เฉพาะทาง เช่น สถาปนิกระบบ AI (AI System Architects) ผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมาภิบาล AI (AI Governance Specialists) หรือผู้ออกแบบการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI (Human-AI Collaboration Designers) จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ  การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและนวัตกรรม  AI Literacy ส่งผลเชิงบวกโดยตรงต่อผลผลิต (Productivity) ซึ่งองค์กรที่มีระดับความฉลาดรู้ด้าน AI สูงสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานได้ถึง 40% ตัวอย่างในกลุ่มอาชีพนักการตลาดพบว่า การใช้ AI ช่วยประหยัดเวลาการทำงานได้ถึง 1 วันเต็มในทุก ๆ 2 สัปดาห์ หรือสายงานกฎหมาย การใช้ AI ช่วยเพิ่มคุณภาพงานและผลิตภาพได้สูงถึง 34-140%  นอกจากนี้ พนักงานที่เป็น AI Power Users กว่า 93% เชื่อว่า AI ช่วยให้พวกเขาโฟกัสกับงานที่สำคัญที่สุดได้ เพื่อไปโฟกัสกับงานที่ส่งผลผลิตสูง เช่น การวางกลยุทธ์ และการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน AI ยังช่วยเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์และทำให้พนักงานสามารถดึงศักยภาพของมนุษย์ออกมาใช้ในการตัดสินใจเชิงจริยธรรมและบริบทที่ซับซ้อน ซึ่งเป็นสิ่งที่อัลกอริทึม (Algorithm) ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้  ความท้าทายและทิศทางในอนาคต  อย่างไรก็ตาม การก้าวไปสู่ AI Literacy ในระดับสากลยังเผชิญกับความท้าทายด้านความเหลื่อมล้ำทางทักษะดิจิทัล (Digital Skills Gap) โดยพบว่าแรงงานเกือบ 1 ใน 3 ยังขาดทักษะดิจิทัลพื้นฐาน อีกทั้งยังขาดมาตรฐานการวัดระดับความฉลาดรู้ด้าน AI ที่เป็นเอกภาพทั่วโลก ซึ่งส่งผลต่อการประเมินศักยภาพของแรงงานในตลาด เพื่อแก้ไขปัญหานี้ สถาบันการศึกษาและภาคธุรกิจจึงมีความจำเป็นต้องร่วมมือกันในการบรรจุทักษะ AI ลงในหลักสูตรการเรียนรู้และโครงการพัฒนาพนักงาน (Upskilling) การสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ที่เน้นการทำงานข้ามศาสตร์ (Transdisciplinary Mindset) จะเป็นกุญแจสำคัญในการผลิตบุคลากรที่สามารถผสานความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเข้ากับความสามารถของ AI ได้อย่างลงตัว  ดังนั้น AI Literacy ไม่ใช่ทักษะทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และตัวบุคคล การเตรียมความพร้อมในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเรียนรู้วิธีการใช้เครื่องมือ แต่คือการสร้างฐานรากเพื่อการมีส่วนร่วมในสังคมและเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน อนาคตของการทำงานจะเป็นพื้นที่ของผู้ที่สามารถรังสรรค์และกำกับดูแลเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ให้ส่งเสริมสติปัญญาและความเป็นมนุษย์ได้อย่างสูงสุด  แหล่งอ้างอิง [1] 3 vital truths about AI literacy that will define the future  https://www.weforum.org/stories/2025/10/ai-literacy-3-vital-truths [2] Why AI literacy is crucial for safe, inclusive and strategic AI transformation  https://www.weforum.org/stories/2025/07/ai-literacy-and-strategic-transformation [3] AI Literacy Review  https://ailiteracy.institute/ai-literacy-review-march-11-2025/  [4] How education can transform disruptive AI advances into workforce opportunities  https://www.weforum.org/stories/2025/10/education-disruptive-ai-workforce-opportunities [5] Technology Literacy for the Future Workforce  https://er.educause.edu/articles/2025/10/2026-educause-top-10-7-technology-literacy-for-the-future-workforce
3 February 2026

บทความ

AI Co-worker เพื่อนร่วมงานดิจิทัล: พลิกโฉมกระบวนการทำงานขององค์กรยุคใหม่ 
ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) กำลังกลายเป็นกระแสสำคัญที่พลิกโฉมรูปแบบการทำงานในยุคปัจจุบัน องค์กรทั่วโลกต่างเร่งลงทุนในเทคโนโลยี AI รวมมูลค่านับพันล้านดอลลาร์ โดยในสหรัฐอเมริกา มีถึง 92% ของบริษัทที่วางแผนเพิ่มงบประมาณด้าน AI อย่างไรก็ตาม กลับมีเพียงส่วนน้อยที่เชื่อมั่นว่าบริษัทของตนมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการนำ AI ไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รายงานวิจัยหลายฉบับประเมินว่า AI จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจโลกได้สูงถึง 4.4 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 ขณะเดียวกัน World Economic Forum ได้คาดการณ์ว่า Generative AI จะเข้ามามีบทบาทในประมาณ 40% ของชั่วโมงการทำงานทั่วโลก ซึ่งจะส่งผลให้ลักษณะงานของแรงงานจำนวนมากเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก กล่าวได้ว่า AI ในฐานะผู้ช่วยยุคใหม่ กำลังเข้ามาทำงานที่มีลักษณะซ้ำซ้อนแทนมนุษย์ และในขณะเดียวกันยังช่วยเสริมศักยภาพ เพิ่มประสิทธิภาพ และเปิดโอกาสใหม่ในการทำงานอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน  AI ในบทบาทของ “เพื่อนร่วมงานดิจิทัล” กำลังเข้ามาช่วยลดเวลาในการทำงานในแต่ละภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจัยจากสถาบัน MIT ระบุว่า เครื่องมืออย่าง ChatGPT ช่วยให้พนักงานสามารถเขียนอีเมล เอกสาร และบทวิเคราะห์ได้เร็วขึ้นถึง 40% ขณะเดียวกัน การใช้ AI ในการเขียนโค้ดช่วยลดระยะเวลาในการพัฒนาซอฟต์แวร์ได้ถึง 56% ในแวดวงการแพทย์ ระบบ Generative AI ของ Northwestern Medicine ถูกนำมาใช้ในการร่างรายงานทางรังสีวิทยาโดยอัตโนมัติ เพิ่มประสิทธิภาพได้ 15–40% โดยบางกรณีสามารถช่วยให้รังสีแพทย์ปฏิบัติงานได้เร็วขึ้นเป็นสองเท่า สำหรับภาคบริการ หลายองค์กรเริ่มนำระบบ chatbot มาใช้เพื่อตอบคำถามทั่วไปได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยสามารถจัดการคำถามเบื้องต้นแทนเจ้าหน้าที่ได้ถึง 80% อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง เครื่องมือ AI จึงมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ช่วยด้านการจัดตารางงาน การให้บริการลูกค้า การร่างสัญญา และการวางแผนข้อมูล ส่งผลให้พนักงานมีเวลาไปมุ่งเน้นงานที่สร้างคุณค่าและผลลัพธ์เชิงกลยุทธ์มากยิ่งขึ้น  ปัจจุบันองค์กรต่าง ๆ ได้นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาประยุกต์ใช้ในกระบวนการทำงานในหลายภาคส่วน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการดำเนินงาน ตัวอย่างที่ชัดเจน ได้แก่  เครื่องมือ AI เหล่านี้กำลังมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการตัดสินใจขององค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ การสำรวจหนึ่งระบุว่า 80% ของพนักงานที่ใช้ AI เชื่อว่าเครื่องมือดังกล่าวช่วยให้พวกเขาทำงานได้ดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในด้านการขายและการตลาด AI ยังสามารถช่วยปรับแต่งเนื้อหาให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม และสร้างกลุ่มเป้าหมายใหม่ได้รวดเร็วและแม่นยำ ส่งผลให้ความเร็วในการตัดสินใจและการดำเนินกลยุทธ์ขององค์กรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ข้อมูลจากงานวิจัยระดับโลก  ผลการวิจัยจากหลายแหล่งสะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รายงานของ McKinsey ในปี 2025 ระบุว่า กว่า 75% ของบริษัททั่วโลกได้เริ่มนำ AI มาใช้ในอย่างน้อยหนึ่งฟังก์ชันขององค์กร และเกือบทุกบริษัทมีแผนจะลงทุนเพิ่มเติมในด้าน AI ขณะที่รายงานของ Thomson Reuters คาดการณ์ว่า ในอนาคตอันใกล้ มากกว่า 50% ของรูปแบบงานจะมีความเกี่ยวข้องกับ AI โดยตรง โมเดลเศรษฐศาสตร์ของ McKinsey ยังประเมินว่า เทคโนโลยี Generative AI เพียงอย่างเดียว อาจสามารถเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ได้ถึง 0.6% ต่อปี ภายในปี 2040  ในด้านมุมมองของแรงงาน รายงานของ OECD พบว่า พนักงาน 4 ใน 5 คนที่ได้ใช้งาน AI ระบุว่าประสิทธิภาพในการทำงานของตนดีขึ้น และ 3 ใน 5 คนรู้สึกว่างานของตนสนุกมากขึ้น การใช้ AI อย่างต่อเนื่องส่งผลให้เกิดความต้องการในการพัฒนาทักษะและฝึกอบรมเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ที่น่าสนใจคือ พนักงานมีแนวโน้มที่จะมองเห็นศักยภาพของ AI มากกว่าผู้บริหารถึง 3 เท่า ขณะเดียวกัน ซีอีโอจำนวนมากยังรับรู้ถึงความเสี่ยงในการสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน หากองค์กรของตนปรับตัวด้าน AI ได้ล่าช้า โดยถึง 32% ของซีอีโอเห็นว่าเรื่องนี้เป็นความเสี่ยงสำคัญที่ต้องเร่งรับมือ  โอกาสและความท้าทายในการใช้งาน AI  แม้ว่าประสิทธิภาพของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง แต่การนำ AI เข้ามาใช้งานในองค์กรยังคงมาพร้อมกับความท้าทายที่ไม่อาจมองข้าม ผู้บริหารบางรายรายงานว่าการเปลี่ยนผ่านสู่นวัตกรรมใหม่ในช่วงเริ่มต้นอาจทำให้กระบวนการทำงานสะดุด เช่น กำลังการผลิตของโรงงานบางแห่งลดลงในระหว่างการปรับปรุงระบบ แม้ AI จะช่วยลดภาระจากงานที่ซ้ำซากและใช้เวลามาก แต่ก็อาจกระทบต่อแรงจูงใจภายในของพนักงานในงานด้านอื่น ๆ ที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และแรงบันดาลใจ นอกจากนี้ พนักงานจำนวนไม่น้อยยังมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบในระยะยาว งานสำรวจของ OECD พบว่า 60% ของผู้ตอบแบบสอบถามกังวลว่า AI อาจเข้ามาแทนที่งานของตนภายใน 10 ปีข้างหน้า และ 40% กังวลว่า AI อาจส่งผลกระทบต่อระดับรายได้หรือความมั่นคงในสายอาชีพของตน  นอกจากผลกระทบด้านแรงงาน ยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา เช่น ความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัว อคติในอัลกอริทึม และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ทั้งนี้ รายงานของ McKinsey ระบุว่า พนักงานเกือบครึ่งหนึ่งแสดงความกังวลเกี่ยวกับความแม่นยำและความปลอดภัยของระบบ AI ผู้เชี่ยวชาญจึงเห็นพ้องว่าการกำกับดูแล AI อย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งจำเป็น องค์กรควรแต่งตั้งผู้นำที่ชัดเจนสำหรับการขับเคลื่อนด้าน AI ออกแบบกระบวนการทำงานใหม่อย่างมีระบบ และสร้างความไว้วางใจระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การฝึกอบรมพนักงานให้สามารถใช้ AI อย่างรับผิดชอบ การตรวจสอบความลำเอียงของอัลกอริทึม และการกำหนดบทบาทความรับผิดชอบอย่างชัดเจน ล้วนเป็นกลไกสำคัญที่สนับสนุนการใช้งาน AI อย่างยั่งยืน  ผู้นำหลายภาคส่วนยอมรับว่า แม้งานบางประเภทอาจได้รับผลกระทบจาก AI แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสในการสร้างทักษะใหม่ ๆ ขึ้นมา รายงานของ World Economic Forum (WEF) ชี้ว่า Generative AI มีศักยภาพในการยกระดับคุณภาพของงาน เพิ่มความหมายของการทำงาน และลดภาระจากงานที่น่าเบื่อและซ้ำซาก อย่างไรก็ตาม ผู้กำหนดนโยบายของสหภาพยุโรป (EU) ได้เตือนว่า 23–29% ของงานในปัจจุบันอยู่ในกลุ่มที่มี “ความเสี่ยงสูง” ที่จะถูกแทนที่โดย AI อย่างไรก็ดี งานเหล่านี้อาจไม่หายไปทั้งหมด เพราะ AI อาจเข้ามาเติมเต็มขีดความสามารถของมนุษย์ เปลี่ยนผู้เริ่มต้นให้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ  นักวิจัยส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า องค์กรที่นำ AI มาใช้อย่างจริงจัง ควบคู่กับการลงทุนด้านบุคลากร จริยธรรม และความรับผิดชอบ จะมีความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน งานวิจัยของ McKinsey ย้ำชัดว่า องค์กรที่มอง AI เป็นเครื่องมือสนับสนุนและเสริมศักยภาพของพนักงาน จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีผลลัพธ์ชัดเจน และวัดผลตอบแทนจากการลงทุนได้อย่างเป็นรูปธรรม  ดังนั้น ผู้นำที่สามารถสร้างสมดุลระหว่างการนำนวัตกรรมใหม่เข้าสู่องค์กร การวางกรอบกำกับดูแลที่เหมาะสม และการพัฒนาทักษะของพนักงานอย่างต่อเนื่อง คือผู้ที่จะพาองค์กรก้าวไปสู่ความสำเร็จอย่างมั่นคงในยุคแห่ง AI  บทสรุป: ก้าวสู่อนาคตด้วย AI อย่างมีวิสัยทัศน์และความรับผิดชอบ  AI กำลังเปลี่ยนโฉมโลกของการทำงานอย่างรวดเร็วและลึกซึ้ง...
24 June 2025
PDPA Icon

We use cookies to optimize your browsing experience and improve our website’s performance. Learn more at our Privacy Policy and adjust your cookie settings at Settings

Privacy Preferences

You can choose your cookie settings by turning on/off each type of cookie as needed, except for necessary cookies.

Accept all
Manage Consent Preferences
  • Strictly Necessary Cookies
    Always Active

    This type of cookie is essential for providing services on the website of the Personal Data Protection Committee Office, allowing you to access various parts of the site. It also helps remember information you have previously provided through the website. Disabling this type of cookie will result in your inability to use key services of the Personal Data Protection Committee Office that require cookies to function.
    Cookies Details

  • Performance Cookies

    This type of cookie helps the Big Data Institute (Public Organization) understand user interactions with its website services, including which pages or areas of the site are most popular, as well as analyze other related data. The Big Data Institute (Public Organization) also uses this information to improve website performance and gain a better understanding of user behavior. Although the data collected by these cookies is non-identifiable and used solely for statistical analysis, disabling them will prevent the Big Data Institute (Public Organization) from knowing the number of website visitors and from evaluating the quality of its services.

  • Functional Cookies

    This type of cookie enables the Big Data Institute (Public Organization)’s website to remember the choices you have made and deliver enhanced features and content tailored to your usage. For example, it can remember your username or changes you have made to font sizes or other customizable settings on the page. Disabling these cookies may result in the website not functioning properly.

  • Targeting Cookies

    "This type of cookie helps the Big Data Institute (Public Organization) understand user interactions with its website services, including which pages or areas of the site are most popular, as well as analyze other related data. The Big Data Institute (Public Organization) also uses this information to improve website performance and gain a better understanding of user behavior. Although the data collected by these cookies is non-identifiable and used solely for statistical analysis, disabling them will prevent the Big Data Institute (Public Organization) from knowing the number of website visitors and from evaluating the quality of its services.

Save settings