HIS

HIS

ข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง

Related news and articles

PostType Filter En

บทความ

ปิดช่องโหว่การรักษาสะดุด BDI ขับเคลื่อน "Health Link" เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพทั่วไทย ยกระดับการรักษาไร้รอยต่อด้วยพลังข้อมูลขนาดใหญ่
24 มีนาคม 2569, กรุงเทพฯ– สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI โดย นพ.ธนกฤต จินตวร First Executive Vice President ร่วมเวทีเสวนาหัวข้อ One Health Data, One Health City เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพสู่มหานครสุขภาวะ ภายในงานสัมมนาวิชาการประจำปี สำนักการแพทย์ ครั้งที่ 22 ด้วยแนวคิด “Healthy City For All – เมืองสุขภาวะที่ดีเพื่อทุกคน” จัดโดยสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร ณ โรงแรมปรินซ์ พาเลซ มหานาค นพ.ธนกฤต เปิดเผยถึงความสำคัญของการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ในด้านสาธารณสุข โดยระบุว่าภารกิจหลักของ BDI คือการบูรณาการข้อมูลที่มีความซับซ้อนให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งในมิติทางการแพทย์นั้น ข้อมูลถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อให้สามารถวิเคราะห์และแนะนำแนวทางการรักษาได้อย่างแม่นยำ ปัญหาสำคัญของการแพทย์ในปัจจุบัน คือ ขาดการเชื่อมโยงข้อมูล โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีโรงพยาบาลมากกว่า 200 แห่งจากหลายสังกัด และใช้ระบบสารสนเทศโรงพยาบาล (HIS) แตกต่างกัน ความกระจัดกระจายของข้อมูลนี้ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงในการรักษา เช่น การสั่งยาที่ผู้ป่วยแพ้ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายมหาศาลต่อทั้งชีวิตผู้ป่วยและมูลค่าทางเศรษฐกิจ BDI เดินหน้าพัฒนาโครงการ “Health Link” เพื่อเป็นแพลตฟอร์มกลางในการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพระหว่างระหว่างสถานพยาบาลทั่วประเทศ โดยปัจจุบันมีการเชื่อมโยงหน่วยงานบริการสุขภาพครอบคลุมทั้งสังกัดกระทรวงสาธารณสุข, กรุงเทพมหานคร, โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งระบบ Health Link ถูกออกแบบภายใต้รูปแบบการกระจายศูนย์ (Decentralized Model) ภายใต้มาตรฐานสากล HL7 FHIR เพื่อให้แต่ละโรงพยาบาลสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลสำคัญ เช่น ประวัติการแพ้ยา, ผลแล็บ, ประวัติการได้รับวัคซีน และการวินิจฉัยโรคได้อย่างไร้รอยต่อ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยไม่ต้องขอประวัติการรักษาด้วยตนเอง ลดภารกิจการตรวจซ้ำซ้อน และช่วยให้การส่งต่อผู้ป่วย (Refer) ทำได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้นผ่านระบบที่เชื่อมโยงกัน “เป้าหมายในอนาคตของ BDI คือ การใช้ข้อมูลเหล่านี้มาบริหารจัดการเมืองแบบบูรณาการ และพัฒนา AI ทางการแพทย์ที่จำเพาะสำหรับประชาชนไทย โดยเฉพาะชาวกรุงเทพฯ ที่มีลักษณะทางประชากรศาสตร์เฉพาะตัว และขณะนี้กำลังผลักดันระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัล พ.ศ. …. เพื่อให้การแบ่งปันข้อมูลระหว่างหน่วยงานทำได้กว้างขวางและถูกต้องตามกฎหมายมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนผ่านระบบสาธารณสุขไทยสู่ยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน” นพ.ธนกฤต กล่าวทิ้งท้าย ทั้งนี้ ประชาชนสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ Health Link ฟรี และให้ความยินยอมในการเชื่อมโยงข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันต่าง ๆ เช่น เป๋าตัง, ทางรัฐ, หมอ กทม. หรือแอปพลิเคชันของโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อความสะดวกและความปลอดภัยในการรักษาพยาบาลทุกที่ทั่วประเทศ ศึกษารายละเอียดโครงการเพิ่มเติมได้ที่: https://healthlink.go.th/
24 March 2026

บทความ

FHIR Server in action
*บทความนี้เหมาะสำหรับผู้มีพื้นฐานด้านการพัฒนา software มาบ้าง เช่นรู้จัก Git รู้จัก Docker เป็นต้น เกริ่นนำ ในระยะหลังมานี้สถานพยาบาลในเมืองไทยจัดการกับข้อมูลผู้ป่วยในรูปแบบ electronic มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสถานพยาบาลของรัฐหรือเอกชน สังเกตจากเวลาเราไปหาหมอตามโรงพยาบาลใหญ่ ๆ ฝ่ายลงทะเบียนจะไม่ถามหาบัตรผู้ป่วยของสถานพยาบาลอีกต่อไปแล้ว แต่จะเป็นการถามหาบัตรประชาชนกับบัตรประกัน(ถ้ามี)แทน หลังจากนั้นพนักงานของแผนกลงทะเบียนก็จะป้อนข้อมูลเข้าสู่ระบบ HIS (Health Information System) เพื่อเพิ่มระเบียนการเข้าพบแพทย์ (Visit) และต่อจากนั้นระบบของสถานพยาบาลอาจจะออกบัตรคิวให้เราถือเพียงแผ่นเดียวเพื่อเดินไปยังแผนกต่าง ๆ ถึงตรงนี้อาจมีคำถามในใจหลายท่านว่า “แล้ว FHIR คืออะไร? ทำไมเราถึงต้องใช้ FHIR?” ก่อนจะตอบคำถามนี้ผู้เขียนต้องขอวาดผังนักแสดงในละครเรื่องนี้กันสักเล็กน้อย นี่คือภาพรวมของระบบ HIS ที่โรงพยาบาลหนึ่งตั้งขึ้นใช้งาน ผู้ป่วยเข้าพบบุคลากรทางการแพทย์ในแผนกต่าง ๆ และบุคลากรทางการแพทย์จึงเข้าใช้ระบบ HIS ผ่านเครื่อง HIS Client เพื่อจัดการข้อมูลผู้ป่วย จากนั้น HIS Sever จึงดำเนินการตามคำขอของ HIS Client ถึงตรงนี้จะเกิดอะไรขึ้นถ้า สถานพยาบาลที่ใช้ HIS ยี่ห้อหนึ่งต้องการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับสถานพยาบาลที่ใช้ HIS อีกยี่ห้อหนึ่ง ทุกอย่างจะไม่มีปัญหาถ้า โครงสร้างของฐานข้อมูลของ HIS สองยี่ห้อนั้นหน้าตาเหมือนกันชื่อผู้ป่วยถูกจัดเก็บไว้ในตาราง ชื่อเดียวกัน columns ต่าง ๆ ใช้ชื่อเดียวกัน ซึ่งในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น HIS เกิดขึ้นมานานก่อนที่มาตรฐานข้อมูลสุขภาพในประเทศไทยจะเป็นรูปเป็นร่าง และ HIS แต่ละเจ้าก็ต่างคนต่างทำเป็นสูตรของใครก็ของเจ้านั้น ดังนั้นถ้าหากเราต้องการแลกเปลี่ยนกันได้ก็จำเป็นต้องมี “คนกลาง” ในการพูดคุยกันระหว่าง HIS ยี่ห้อ ก. และ HIS ยี่ห้อ ข. ผู้เขียนขอกลับมาตอบคำถามว่า “FHIR คืออะไร?” FHIR (Fast Health Interoperability Resources) คือมาตรฐานข้อมูลสุขภาพซึ่งเขียนขึ้นโดยองค์กร HL7 คิดง่าย ๆ ก็คือ FHIR เป็น “คนกลาง”, “ล่าม” หรือ “วุ้นแปลภาษา” ให้ระบบที่มีโครงสร้างข้อมูลที่ต่างกันให้สื่อสารกันกายใต้โครงสร้างข้อมูล FHIR นั่นเอง ทีนี้สำหรับคำถาม “ทำไมเราต้องใช้ FHIR?” ในประเทศไทยเริ่มมีการใช้มาตรฐานข้อมูลสุขภาพขึ้นมาบ้างแล้ว เริ่มมีบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ขึ้น เช่น บทความ “4 ขั้นตอนสู่การแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพ ด้วย HL7 FHIR” โดยอาจารย์รัฐ ปัญโญวัฒน์ หรือแม้แต่โครงการระดับประเทศอย่างโครงการ Health Link เองก็มีการนำเอา มาตรฐาน FHIR มาใช้เช่นกัน ดังนั้นอาจจะตอบแบบกำปั้นทุบดินก็ว่าได้ว่า “ผู้บุกเบิกในด้านนี้ในเมืองไทยลองใช้มาก่อน” ลองเล่นกับไฟ (FHIR Server) ได้อ่านสิ่งที่ผู้เขียนเกริ่นมาพอจะทำให้ผู้อ่านมีไฟในการลองเล่นกับ “ไฟ” หรือไม่ครับ? หากเป็นเช่นนั้นแล้วเรามาทดลองดูกันครับว่าเราทำอะไรกับมันได้บ้าง ก่อนที่ผู้อ่านจะสามารถลองเล่นกับไฟได้ ก็ต้องจุดไฟก่อนครับ (ไม่ใช่ไฟนั้นน ><) ขอโทษครับไม่ใช่ไฟแบบนั้น (แต่ FHIR ออกเสียงว่า “ไฟร์” จริง ๆ นะเออ) เอาเป็นว่าขอให้ติดตั้งเครื่องมือดังต่อไปนี้บนเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้อ่านให้เรียบร้อยครับ ไปเอา Source Code จากนักพัฒนา หลังจากติดตั้งเครื่องมือด้านบนเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาที่เราจะไปเอา Source Code จากนักพัฒนามาลองรันกัน โดยเจ้าที่ผู้อ่านจะแนะนำนั้นเป็นหนึ่งใน Software ที่พัฒนาให้เป็นไปตามมาตรฐาน FHIR มาอย่างยาวนานคือ HAPI FHIR เบื้องหลังของ Software ตัวนี้พัฒนาโดยใช้ Java (Springboot Framework) นะครับ ผู้อ่านสามารถเข้าไป clone ได้จาก repository นี้ ถ้าใช้ Command Line ก็คือ หลังจาก clone มาแล้ว เปิดเข้าไปใน folder ควรมีหน้าตาแบบนี้ครับ สร้าง DevContainer หลังจากที่เราเปิด Folder hapi-fhir-jpaserver-starter ขึ้นมาแล้วให้ Click ขวาเลือก Open with Code จาก Context Menu ครับ จากนั้นใน VSCode สร้าง Folder ชื่อ .devcontainer ขึ้นมา ใน Folder .devcontainer ให้สร้างไฟล์ขึ้นมาสามไฟล์ดังต่อไปนี้ และภายใน Folder .vscode (ซึ่งมีอยู่แล้ว) ให้สร้างไฟล์เพิ่มอีกสองไฟล์ดังนี้ สรุปไฟล์ที่เกิดขึ้นใหม่ใน Project จะมีตามนี้ครับ สุดท้ายภายในไฟล์ pom.xml ให้เพิ่ม Code ต่อไปนี้ ลงไปใน project/build โดยผลลัพธ์หลังแก้ไขจะเป็นแบบนี้ เมื่อถึงตอนนี้เราสามารถเปิด VSCode เข้าสู่ DevContainer ได้แล้วโดยการ Click ปุ่ม Open a Remote Window มุมล่างซ้ายของ VSCode และเลือก Reopen in Container ทดลองรัน FHIR Server บนเครื่อง localhost ภายหลังจากเปิด DevContainer ภายใน VSCode ขึ้นมาได้สำเร็จแล้ว ให้ผู้อ่านดูใน Tab Java Project และ หน้าต่าง VSCode Terminal ว่าเสร็จกระบวนการหรือยัง ขอ Internet Speed แรง ๆ ด้วยก็จะทำให้เสร็จเร็วขึ้นได้มากครับ ตรงนี้ใช้เวลานานนิดนึงนะครับ สำหรับการเปิดครั้งแรก เพราะ VSCode จะไปควานหา Maven Dependency มาให้เรา หากใครพบปัญหาว่ามันทำงานไม่เสร็จสักทีหลังจากที่รอนานมาก ๆ (ตัวเลข xxx/1000 ไม่ขยับ อาจจะด้วยเพราะการเปิดครั้งก่อนหน้า crash หรือ Internet ถูกตัดกลางคัน) ผู้อ่านแนะนำให้ปิด VSCode แล้วเปิดบน DevContainer ใหม่อีกครั้ง หลังจากผ่านกระบวนการ Importing Maven Project ไปแล้ว การเปิดครั้งต่อ ๆ ไปควรจะเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะใน...
4 November 2021
PDPA Icon

We use cookies to optimize your browsing experience and improve our website’s performance. Learn more at our Privacy Policy and adjust your cookie settings at Settings

Privacy Preferences

You can choose your cookie settings by turning on/off each type of cookie as needed, except for necessary cookies.

Accept all
Manage Consent Preferences
  • Strictly Necessary Cookies
    Always Active

    This type of cookie is essential for providing services on the website of the Personal Data Protection Committee Office, allowing you to access various parts of the site. It also helps remember information you have previously provided through the website. Disabling this type of cookie will result in your inability to use key services of the Personal Data Protection Committee Office that require cookies to function.
    Cookies Details

  • Performance Cookies

    This type of cookie helps the Big Data Institute (Public Organization) understand user interactions with its website services, including which pages or areas of the site are most popular, as well as analyze other related data. The Big Data Institute (Public Organization) also uses this information to improve website performance and gain a better understanding of user behavior. Although the data collected by these cookies is non-identifiable and used solely for statistical analysis, disabling them will prevent the Big Data Institute (Public Organization) from knowing the number of website visitors and from evaluating the quality of its services.

  • Functional Cookies

    This type of cookie enables the Big Data Institute (Public Organization)’s website to remember the choices you have made and deliver enhanced features and content tailored to your usage. For example, it can remember your username or changes you have made to font sizes or other customizable settings on the page. Disabling these cookies may result in the website not functioning properly.

  • Targeting Cookies

    "This type of cookie helps the Big Data Institute (Public Organization) understand user interactions with its website services, including which pages or areas of the site are most popular, as well as analyze other related data. The Big Data Institute (Public Organization) also uses this information to improve website performance and gain a better understanding of user behavior. Although the data collected by these cookies is non-identifiable and used solely for statistical analysis, disabling them will prevent the Big Data Institute (Public Organization) from knowing the number of website visitors and from evaluating the quality of its services.

Save settings