Data – Driven Nation

Data – Driven Nation

ข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง

Related news and articles

PostType Filter En

บทความ

ผอ.BDI ชี้ Big Data และ AI ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือ กลไกของรัฐบาลดิจิทัล ที่ขับเคลื่อนประเทศด้วย “ถนนข้อมูล” เพื่อการตัดสินใจที่โปร่งใส และบริการประชาชนอย่างยั่งยืน
22 มกราคม 2569, กรุงเทพฯ – ศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน The Story Thailand EP.5 หัวข้อ โครงสร้างข้อมูลรัฐ (Data Backbone): เจาะลึกการเชื่อมโยงข้อมูลทุกภาคส่วน สู่การขับเคลื่อนประเทศ ย้ำถึงบทบาทสำคัญของข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางเทคโนโลยี แต่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนภาครัฐสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง ณ SCBX Next Tech ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ผู้อำนวยการ BDI ระบุว่า การมีโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล (Data Infrastructure) ที่เข้มแข็ง จะช่วยยกระดับการทำงานของภาครัฐใน 4 มิติหลัก ได้แก่ 1. การตัดสินใจ ที่อาศัยข้อมูลเป็นฐาน (Data-driven Decision Making) แทนการใช้ประสบการณ์หรือความรู้สึกเพียงอย่างเดียว 2. ประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในการทำงาน โดยการนำ Agentic AI มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการทำงาน เช่น งานทรัพยากรบุคคล การเงิน และการเบิกจ่าย 3. ความโปร่งใส จากการเปลี่ยนกระบวนการทำงานเป็นดิจิทัลและจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ ช่วยลดปัญหาคอร์รัปชัน และ 4. การบริการประชาชน ผ่านการพัฒนา Digital Service ที่เข้าถึงง่ายและตรงความต้องการ นอกจากนี้ ในสถานการณ์วิกฤต เช่น ภัยพิบัติ น้ำท่วม หรือความท้าทายด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ข้อมูลขนาดใหญ่จะช่วยเสริมสร้าง ความยืดหยุ่น (Resilience)ให้กับประเทศ ทำให้ภาครัฐสามารถวิเคราะห์สถานการณ์และตอบสนองได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ อย่างไรก็ตาม การใช้ข้อมูลของภาครัฐในปัจจุบันยังเผชิญกับความท้าทายสำคัญ 3 เรื่องหลัก ได้แก่ ปัญหา Data Silos ที่ข้อมูลถูกจัดเก็บแยกส่วนตามระบบเดิม ปัญหา Functional Silos ที่หน่วยงานทำงานแยกตามภารกิจ และปัญหาด้าน บุคลากร ที่ยังมีความกังวลเรื่องกฎหมายและระเบียบในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ในฐานะ BDI คือ องค์การมหาชนภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีบทบาทในการวางยุทธศาสตร์ Big Data ระดับประเทศ โดยมุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ อาทิ การใช้ Cloud เพื่อเพิ่มความมั่นคงและความพร้อมใช้งานของระบบ การจัดทำ Government Data Catalog เพื่อให้หน่วยงานทราบว่าข้อมูลอยู่ที่ใดและสามารถขอใช้งานได้ง่าย การพัฒนา Microservices และ API สำหรับบริการภาครัฐแบบใช้ร่วมกัน รวมถึงการกำหนดมาตรฐานข้อมูลเชิงพื้นที่ (Spatial Data) เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย BDI ได้พัฒนาแพลตฟอร์มการเชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (ดีทู) หรือ Data Integration and Intelligence Platform (D2) ในรูปแบบ Decentralized Platform ด้วยการสร้าง “ถนนข้อมูลของประเทศ” ไม่ดึงข้อมูลจากทุกหน่วยงานมาเก็บไว้ส่วนกลาง แต่เป็นการเชื่อมโยงข้อมูลจากแหล่งต้นทางตามความจำเป็น มีการประมวลผลแบบ Pipeline และลบข้อมูลดิบหลังการใช้งาน พร้อมทั้งตัดหรือปกปิดข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล ยกระดับภาครัฐสู่การตัดสินใจที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ พร้อมบริการประชาชนอย่างยั่งยืน
22 January 2026

บทความ

BDI ผนึก เนชั่น กรุ๊ป หนุน ThaiLLM สร้างโมเดล AI ของชาติ สร้างรากฐานสู่อธิปไตยทางดิจิทัลอย่างมั่นคง
21 มกราคม 2569, กรุงเทพฯ – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI โดย ศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ พร้อมด้วย นายฉาย บุนนาค ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เนชั่น กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ NATION GROUP ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์สำหรับภาษาไทย (ThaiLLM) โดยมี ดร.สุนทรีย์ ส่งเสริม รองผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) และ นางวรางคณา กัลยาณประดิษฐ ที่ปรึกษาประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เนชั่น กรุ๊ป พร้อมด้วยคณะผู้บริหารทั้งสองหน่วยงาน เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ณ อาคาร เนชั่น ทาวเวอร์ ศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ กล่าวว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคนไทย แต่กลับพบว่า AI ส่วนใหญ่ถูกฝึกจากข้อมูลภาษาอังกฤษจำนวนมหาศาล โดยมีสัดส่วนมากกว่า 40% ของข้อมูลทั้งหมด ขณะที่ข้อมูลภาษาไทยมีสัดส่วนเพียง 0.4% เท่านั้น  ซึ่งถือว่ามีพื้นที่น้อยมาก สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยขาด “โมเดลภาษา” ที่เข้าใจบริบทของคนไทยอย่างแท้จริง การพัฒนา ThaiLLM ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างโมเดลภาษา แต่เป็นภารกิจของประเทศในการวาง “โครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ด้านภาษา” เพื่อให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาและใช้งาน AI ได้อย่างสอดคล้องกับบริบทของตนเอง โดย BDI ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางบูรณาการความร่วมมือ และร่วมวางมาตรฐานการพัฒนา AI ภาษาไทย BDI ได้ร่วมมือกับหน่วยงานด้านวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศ ได้แก่ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) สมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) และสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT) โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DEF) ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ภาษาไทยในรูปแบบ Open Source/Open License เพื่อเปิดโอกาสให้นักพัฒนา หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน สามารถนำไปต่อยอดใช้งานได้อย่างกว้างขวาง ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และสนับสนุนการพัฒนา AI ภาษาไทยในหลากหลายบริบท ความร่วมมือกับเครือเนชั่นในครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกที่ BDI ได้ร่วมมือกับภาคสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการ เพื่อยกระดับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์สำหรับภาษาไทย (ThaiLLM) โดย BDI จะได้รับการสนับสนุนข้อมูลภาษาไทยจากภาคสื่อมวลชน ซึ่งครอบคลุมเนื้อหาข่าว บทวิเคราะห์ และข้อมูลเชิงบริบทที่สะท้อนเหตุการณ์ทางสังคม เศรษฐกิจ และนโยบายสาธารณะของประเทศอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลดังกล่าวจะช่วยเสริมศักยภาพให้ ThaiLLM สามารถเรียนรู้ภาษาไทยจากสถานการณ์จริง และเข้าใจบริบทของสังคมไทยได้อย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น อีกทั้ง ยังมีส่วนช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านภาษาและอธิปไตยทางดิจิทัล (Digital Sovereignty) ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาคลังข้อมูลกลางเพื่อการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ของประเทศ (National Data Bank for AI) ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการรวบรวม บูรณาการ และบริหารจัดการข้อมูลจากหลากหลายภาคส่วน นำไปสู่การสร้างและขับเคลื่อนระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์ของไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง และรองรับการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลของประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน นายฉาย บุนนาค ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เนชั่น กรุ๊ป กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ถือเป็นความท้าทายที่สื่อทั่วโลกต้องเผชิญ เครือเนชั่นเราให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์ความรู้ด้าน AI ในองค์กรอย่างต่อเนื่อง ทั้งในมิติของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ โดยนำ AI มาเป็นเครื่องมือในการยกระดับขีดความสามารถของบุคลากร การบริหารจัดการต้นทุน และเพิ่มศักยภาพการผลิตเนื้อหาเพื่อนำเสนอข่าวสารที่เป็นสาระประโยชน์สู่สาธารณะ ภายใต้กรอบจริยธรรมวิชาชีพสื่อ เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือในฐานะสถาบันสื่อที่สังคมไทยไว้วางใจมากว่า 55 ปี ความร่วมมือกับสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ BDI ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสนับสนุนโครงการ ThaiLLM ผ่านการส่งต่อองค์ความรู้ด้านข่าวสาร นโยบาย และประเด็นสาธารณะ ที่ผ่านการตรวจสอบและเรียบเรียงโดยกองบรรณาธิการมืออาชีพเครือเนชั่น ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นฟันเฟืองหลักเพื่อสร้างโมเดล AI ภาษาไทย ที่ถูกต้อง เข้าใจบริบททางสังคม และวัฒนธรรมของไทยอย่างแท้จริง อันจะนำไปสู่การต่อยอดนวัตกรรมในด้านการสื่อสาร และบริการสาธารณะที่มีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อคนไทยทุกคน สำหรับความคืบหน้าของโครงการThaiLLM ขณะนี้ได้ขยายผลสู่การใช้งานจริงในเครือข่ายผู้พัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ภาษาไทยจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน อาทิ Pathumma LLM โดย NECTEC, OpenThaiGPT โดย AIEAT, Typhoon โดย SCB 10X  และ THaLLE โดย KBTG ต่างแสดงความสนใจในการนำไปทดลองพัฒนาต่อยอดผ่านแพลตฟอร์ม Hugging Face ที่ https://huggingface.co/ThaiLLM โดยได้เผยแพร่โมเดลพื้นฐานขนาด 8B พารามิเตอร์ และโมเดลขนาด 30B พารามิเตอร์ไปแล้ว และผู้ที่สนใจ หรือประชาชนทั่วไปสามารถทดลองใช้ ThaiLLM Playground ได้ภายในเดือนมกราคมนี้
21 January 2026

บทความ

BDI เผยผลสำรวจตลาด Big Data & AI ไทยปี 2568 มูลค่าทะลุ 4.1 หมื่นล้าน ชี้ “คน” คือกุญแจสำคัญ พร้อมเดินหน้า ThaiLLM และ D2 ขับเคลื่อนประเทศสู่ยุค Data Economy
13 มกราคม 2569, กรุงเทพฯ – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ร่วมกับศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยผลการสำรวจตลาดอุตสาหกรรม Big Data และ AI ของประเทศไทย ประจำปี 2568 พบ มูลค่าตลาดพุ่งแตะ 41,858 ล้านบาท เติบโตต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า 18% ขณะที่ ปัญหาขาดแคลนบุคลากรยังเป็น “วิกฤตเงียบ” ที่ต้องเร่งแก้ไข ด้าน BDI ประกาศเดินหน้าแพลตฟอร์ม D2 เปิดให้บริการเต็มรูปแบบปี 2569 พร้อมเปิดตัว ThaiLLM โมเดลใหญ่สุดภายในเดือนนี้ ศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ กล่าวว่า การสำรวจครั้งนี้ดำเนินการโดยศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทั้งภาครัฐและเอกชนมากกว่า 400 แห่ง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่รอบด้านและน่าเชื่อถือ ซึ่งการประเมินครั้งนี้ใช้วิธี Ratio-based Market Sizing พบว่า มูลค่าตลาดอุตสาหกรรม Big Data และ AI ของประเทศไทยในปี 2568 มีมูลค่าประมาณ 41,858 ล้านบาท จากข้อมูลปฐมภูมิกว่า 367 องค์กร ในอุตสาหกรรมวิเคราะห์ผู้ประกอบการใน Value Chain 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานและแพลตฟอร์ม, ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์และโซลูชัน และผู้ให้บริการที่ปรึกษาและวิเคราะห์ข้อมูล สะท้อนมูลค่าตลาดจากฝั่งผู้ให้บริการ (Supply Side) และสำรวจความต้องการในฝั่งผู้รับบริการ (Demand Side) รวมถึงการยืนยันผลการสำรวจผ่านผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม การสำรวจในครั้งนี้ยังได้คาดการณ์มูลค่าตลาด Big Data และ AI ของไทยในอนาคต 2 ปีนับจากนี้ (พ.ศ.2569–2570) โดยคาดการณ์ภายใต้ 3 สถานการณ์ ได้แก่ สถานการณ์ที่ 1 (Baseline) จากผลการสำรวจข้อมูลผู้ประกอบการโดยตรง ซึ่งสะท้อนพฤติกรรมการลงทุนจริงของภาคธุรกิจ มีอัตราเติบโตเฉลี่ย 18.74% ต่อปี สถานการณ์ที่ 2 อ้างอิงแนวโน้มตลาดโลก (CAGR 13%) และสถานการณ์ที่ 3 อ้างอิงการขยายตัวของตลาดดิจิทัลไทย ซึ่งแสดงศักยภาพการเติบโตสูงสุด •ปัญหาขาดแคลนบุคลากร: “วิกฤตเงียบ” ที่จำกัดการเติบโต• ศ. ดร.ธีรณี กล่าวอีกว่า จากการสำรวจพบอุปสรรคสำคัญของอุตสาหกรรม โดยอันดับ 1 คือ การขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะ ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งขององค์กรระบุเป็นปัญหาสำคัญที่สุดผลการสำรวจความต้องการบุคลากรในปี 2568 พบว่า ทุกกลุ่ม ผู้ประกอบการต้องการแรงงานที่มีทักษะ ทางด้าน Business Analysis และ Data Science ในระดับสูง โดยผู้ประกอบการกลุ่มที่ปรึกษา และวิเคราะห์ข้อมูลต้องการทักษะ Business Analysis สูงถึง 55.05% ขณะที่กลุ่มซอฟต์แวร์และโซลูชันต้องการทักษะ Data Science 48.65% และ Data Engineering 45.95% สะท้อนให้เห็นว่า อุตสาหกรรมต้องการบุคลากรที่มีทั้งทักษะเชิงเทคนิค และความเข้าใจธุรกิจควบคู่กัน นอกจากนี้ ยังพบอุปสรรคด้านต้นทุนการลงทุนที่สูงโดยเฉพาะสำหรับ SMEs ความซับซ้อนในการบูรณาการกับระบบเดิม (Legacy System) และความกังวลในการตีความและปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) •BDI เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมผ่าน 4 ภารกิจหลัก• ดร.สุนทรีย์ ส่งเสริม รองผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ กล่าวว่า BDI เดินหน้าขับเคลื่อนงานด้านข้อมูลและ AI ผ่านภารกิจสำคัญหลายด้าน ได้แก่ การพัฒนาระบบการเชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (ดีทู) หรือ Data Integration and Intelligence Platform (D2) ซึ่งเป็นพื้นที่กลางสำหรับการเชื่อมโยงและแบ่งปันข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และพันธมิตร โดยข้อมูลที่เชื่อมโยงสามารถนำไปใช้ประโยชน์จริง ทั้งในการพัฒนานโยบายแบบมุ่งเป้า การบริหารจัดการ แพลตฟอร์มนี้ยังสนับสนุนให้เกิดการใช้ข้อมูลร่วมกันอย่างเป็นระบบมีมาตรฐาน พร้อมยกระดับความสามารถด้านการวิเคราะห์และการตัดสินใจของภาครัฐ โดยมีแผนดำเนินงานตามลำดับ ได้แก่ การออกแบบมาตรฐานการเชื่อมโยงข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานในปี 2568 การเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในปี 2569 และการต่อขยายบริการด้านปัญญาประดิษฐ์ในปี 2570 นอกจากนี้ BDI ยังได้พัฒนาระบบบูรณาการข้อมูลระดับชาติ เพื่อเสริมขีดความสามารถของไทยในการรับมือสถานการณ์วิกฤต สนับสนุนการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ การเตรียมพร้อมรับมือ และการบริหารจัดการภาวะวิกฤตภายใต้หลักธรรมาภิบาลข้อมูลที่เคร่งครัด ทั้งด้านความมั่นคงปลอดภัยและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยใช้องค์ความรู้ด้านข้อมูลเป็นฐานสำคัญในการคาดการณ์ ติดตาม และตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างแม่นยำและทันท่วงที ในมิติของปัญญาประดิษฐ์ BDI ได้ร่วมกับพันธมิตรผลักดันโครงการ ThaiLLM ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ภาษาไทยแบบ Open Source / Open License โดยล่าสุดได้เผยแพร่โมเดลพื้นฐานขนาด 8B พารามิเตอร์ และโมเดลขนาด 30B พารามิเตอร์ ไปแล้ว ส่วนโมเดลขนาดใหญ่ที่สุดจะเปิดให้สาธารณะเข้าถึงภายในเดือนมกราคม 2569 พร้อมทั้งร่วมมือกับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลในการพัฒนาโมเดลเฉพาะทางด้านการแพทย์สำหรับการคัดกรองอาการเบื้องต้น โดยคาดว่าจะเปิดให้ประชาชนทดลองใช้งานระหว่างเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม 2569 เพื่อช่วยลดภาระบุคลากรและเพิ่มโอกาสเข้าถึงข้อมูลสุขภาพที่เชื่อถือได้ อีกหนึ่งภารกิจสำคัญคือการพัฒนากำลังคนดิจิทัลของประเทศ โดย BDI ได้จัดทำหลักสูตรออนไลน์และกิจกรรมเสริมทักษะด้านข้อมูลและ AI เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชน บุคลากรภาครัฐ และภาคเอกชนเข้าถึงองค์ความรู้ได้อย่างทั่วถึง สนับสนุนการสร้างแรงงานที่มีทักษะรองรับอุตสาหกรรมดิจิทัล และวางพื้นฐานเชิงโครงสร้างด้านทรัพยากรมนุษย์ให้กับประเทศไทยในระยะยาว •ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย• ดร.สุนทรีย์ ได้เสนอแนะแนวทางเชิงนโยบายแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะสั้น (1-3 ปี) ควรปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายเพื่อการแบ่งปันข้อมูล เร่งรัดพัฒนาบุคลากรกลุ่ม Missing Middle และสร้างมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัย AI ระดับประเทศ ส่วน ระยะกลาง (4-5 ปี) ควรส่งเสริม Sovereign AI โดยให้ภาครัฐเป็นลูกค้ากลุ่มแรก พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ยั่งยืน และยกระดับกรอบกฎหมายให้รับผิดชอบต่ออัลกอริทึมอนาคตของ Big Data และ AI ไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่เราซื้อ แต่ขึ้นอยู่กับ “คน” ที่เราสร้าง หากเราสามารถพัฒนาคน สร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง และมีนโยบายที่ชัดเจน ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะเป็นศูนย์กลาง Big Data และ AI ของภูมิภาคอาเซียน
13 January 2026

บทความ

BDI หนุน สปสช. เปิดบริการ “30 บาทรักษาทุกที่” รูปแบบใหม่ขยาย Health Link เชื่อมข้อมูลสุขภาพ ปลอดภัย-ตรวจสอบได้ ใช้งานจริง วันนี้
12 มกราคม 2569, กรุงเทพฯ – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ร่วมสนับสนุนสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดให้บริการ “30 บาทรักษาทุกที่ หน่วยบริการนวัตกรรมรูปแบบใหม่” ผ่านระบบเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ Health Link ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เพื่อยกระดับการเข้าถึงบริการการรักษาของประชาชนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และใช้ประโยชน์จากข้อมูลสุขภาพอย่างแท้จริง ศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ กล่าวว่า BDI โดยแพลตฟอร์ม Health Link ได้ดำเนินงานร่วมมือกับ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในการเป็นระบบเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพที่ทำให้ข้อมูลสุขภาพเดินทางไปกับประชาชน ไม่ว่าจะเข้ารับบริการที่โรงพยาบาล คลินิก หรือร้านยา เพราะหัวใจสำคัญในการรักษา คือ ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน โดยบุคลากรทางการแพทย์ภายใต้ 7 หน่วยนวัตกรรมของ สปสช. สามารถเข้าใช้ระบบ A-MED และระบบอื่น ๆ ในอนาคตเพื่อตรวจสอบประวัติการรักษาประชาชนผ่านระบบ Health Link ได้ทันที ซึ่งช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ดูแลประชาชนได้ดียิ่งขึ้น ลดความซ้ำซ้อนทางการแพทย์ เพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัย และส่งต่อการรักษาได้ทันท่วงที โดยบุคลากรทางการแพทย์จะเข้าถึงประวัติการรักษาได้ ต้องผ่านความยินยอมของประชาชนทุกครั้ง ด้วยระบบที่มีมาตรฐานและปลอดภัย นอกจากประชาชนจะได้รับบริการที่ปลอดภัยแล้ว ระบบ Health Link ยังทำให้ประชาชนสามารถตรวจสอบประวัติสุขภาพของตนเองได้ผ่านช่องทางดิจิทัล เช่น แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ภายหลังการพิสูจน์ตัวตนสำเร็จ ระบบนี้จะเป็นรากฐานสำคัญสู่การสร้างระบบสาธารณสุขเชื่อมโยงทั้งประเทศในระยะยาว ซึ่งขณะนี้มีหน่วยบริการสาธารณสุขและหน่วยนวัตกรรมมากกว่า 8,000 แห่ง ที่เชื่อมต่อกับระบบ Health Link โดย BDI พร้อมเดินหน้าเชื่อมต่อให้ครบถ้วน 15,000 แห่งทั่วประเทศต่อไป “BDI มุ่งมั่นต่อยอดระบบ Health Link ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลสุขภาพระดับชาติ รองรับบริการสาธารณสุขในอนาคต ทั้งการแพทย์เชิงรุก การดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง การดูแลต่อเนื่อง และระบบบริการสุขภาพที่มุ่งป้องกันมากกว่ารักษา อันจะนำไปสู่ประเทศที่ประชาชนสามารถเข้ารับบริการที่ไหน ข้อมูลก็พร้อมตามไปด้วยทุกที เพราะทุกวินาที คือ ชีวิตของประชาชน” ศ. ดร.ธีรณี กล่าวทิ้งท้าย การบริการ “30 บาทรักษาทุกที่” รูปแบบใหม่ ทาง สปสช. ได้ยกระดับรูปแบบการให้บริการ ด้วยการนำระบบดิจิทัลเข้ามากำกับดูแลการใช้สิทธิ ทั้งระบบโควตา การยืนยันตัวตนด้วยการสแกนใบหน้า และการใช้ QR Code เพื่อเพิ่มความโปร่งใส และป้องกันการสวมสิทธิ โดยประสานความร่วมมือกับกรมการปกครอง ในการเชื่อมโยงบริการระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (DOPA-Digital ID) และ ระบบพิสูจน์ตัวตนด้วยใบหน้าทางดิจิทัล (Face Verification Service : FVS) ซึ่งเป็นระบบที่มีระดับความน่าเชื่อถือสูง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงบริการของรัฐได้สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย สำหรับประชาชนที่สนใจสมัคร Health Link ฟรีผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ศึกษารายละเอียดโครงการเพิ่มเติมได้ที่: https://healthlink.go.th
12 January 2026
PDPA Icon

We use cookies to optimize your browsing experience and improve our website’s performance. Learn more at our Privacy Policy and adjust your cookie settings at Settings

Privacy Preferences

You can choose your cookie settings by turning on/off each type of cookie as needed, except for necessary cookies.

Accept all
Manage Consent Preferences
  • Strictly Necessary Cookies
    Always Active

    This type of cookie is essential for providing services on the website of the Personal Data Protection Committee Office, allowing you to access various parts of the site. It also helps remember information you have previously provided through the website. Disabling this type of cookie will result in your inability to use key services of the Personal Data Protection Committee Office that require cookies to function.
    Cookies Details

  • Performance Cookies

    This type of cookie helps the Big Data Institute (Public Organization) understand user interactions with its website services, including which pages or areas of the site are most popular, as well as analyze other related data. The Big Data Institute (Public Organization) also uses this information to improve website performance and gain a better understanding of user behavior. Although the data collected by these cookies is non-identifiable and used solely for statistical analysis, disabling them will prevent the Big Data Institute (Public Organization) from knowing the number of website visitors and from evaluating the quality of its services.

  • Functional Cookies

    This type of cookie enables the Big Data Institute (Public Organization)’s website to remember the choices you have made and deliver enhanced features and content tailored to your usage. For example, it can remember your username or changes you have made to font sizes or other customizable settings on the page. Disabling these cookies may result in the website not functioning properly.

  • Targeting Cookies

    "This type of cookie helps the Big Data Institute (Public Organization) understand user interactions with its website services, including which pages or areas of the site are most popular, as well as analyze other related data. The Big Data Institute (Public Organization) also uses this information to improve website performance and gain a better understanding of user behavior. Although the data collected by these cookies is non-identifiable and used solely for statistical analysis, disabling them will prevent the Big Data Institute (Public Organization) from knowing the number of website visitors and from evaluating the quality of its services.

Save settings